
วิกฤตความสามารถในการซื้ออสังหาฯ ในไทย: 6 เขตศักยภาพใจกลางเมืองกับโอกาสและความเสี่ยงที่รออยู่
ปี 2566 เป็นปีแห่งความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเผชิญกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 70% สิ่งนี้ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันไปพึ่งพาตลาดระดับลักชัวรีที่มีกำลังซื้อสูงกว่า แทนการขายในกลุ่มตลาดแมส แม้ตลาดโดยรวมจะมีความเสี่ยงสูง แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ในทำเลชานเมืองที่มีศักยภาพ ก็ยังคงเป็นตลาดที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านแนวราบราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท
จากการสำรวจโครงการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ กว่า 4,000 โครงการ พบว่ามี 6 เขตที่มีแนวโน้มการเติบโตและโอกาสที่แตกต่างกัน แต่ละเขตก็มีความท้าทายและกลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกันออกไปเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขตใจกลางธุรกิจ (CBD)
เขตศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ อย่าง สีลม สาทร สุขุมวิท และ พระราม 3 กลายเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้อยู่อาศัยจริง ซึ่งราคาบ้านอยู่ที่ประมาณ 65 ล้านบาทต่อยูนิต แม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตเพียง 10% ต่อปี แต่ก็ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมที่มีการเปิดตัวเพิ่มขึ้น 15% แต่ราคาต่อตารางเมตรยังทรงตัว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่านี่คือตลาดสำหรับกลุ่มบุคคลที่มีรายได้สูงและใช้เงินสดเป็นหลัก
สินค้าคงคลังส่วนใหญ่ในตลาดนี้คืออสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี ที่มุ่งเน้นการขายประสบการณ์มากกว่าขนาดของพื้นที่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติและกลุ่มบุคคลที่มีสินทรัพย์จำนวนมากที่มีกำลังซื้อสูงตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มอภิมหาเศรษฐี (High Net Worth Individuals – HNWI) แม้ว่าตลาดนี้จะมีการแข่งขันสูง แต่ก็มีโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้อยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะบ้านแนวราบที่มีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท
เขตใจกลางเมือง (Urban)
เขตใจกลางเมืองอย่าง จตุจักร รัชดา พญาไท และ ห้วยขวาง กำลังเผชิญกับจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปีของตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทย มีโครงการใหม่เกิดขึ้นน้อยมาก คอนโดมิเนียมที่ยังคงขายดีคือราคาไม่เกิน 150,000 บาทต่อตารางเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้อยู่อาศัยจริงราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท โดยเฉพาะบ้านทาวน์โฮม 3 ชั้น ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในเขตนี้
ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสินค้ากลุ่มขนาดกลางและขนาดล่างที่ออกแบบมาเพื่อผู้อยู่อาศัยจริงโดยเฉพาะ แต่ก็ต้องแข่งขันกับอสังหาริมทรัพย์มือสองจำนวนมากที่ยังมีอยู่ในตลาดนี้
เขตตะวันออกและเกษตร-นวมินทร์
เขตตะวันออก เกษตร-นวมินทร์ มีนบุรี อ่อนนุช ลาดกระบัง และ ปทุมธานี กลายเป็นตลาดดาวรุ่งสำหรับอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้อยู่อาศัยจริงที่มีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท อัตราการเติบโตต่อเนื่องถึง 11% ต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบ้านที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมยังคงทรงตัวอยู่ที่ 70,000–80,000 บาทต่อตารางเมตร แต่ยูนิตที่ขายดีคือราคาไม่เกิน 150,000 บาทต่อตารางเมตร
เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงและพร้อมที่จะจ่ายมากขึ้น แต่ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยเรื่องการคมนาคมและการเข้าถึงในพื้นที่ ซึ่งเป็นความท้าทายของการขยายตัวของชุมชนใหม่
เขตตะวันตก
เขตตะวันตก ปิ่นเกล้า กาญจนา สุขสวัสดิ์ และ พระราม 2 มีการขยับของราคาแต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน แม้ว่าราคาบ้านแนวราบจะสูงขึ้นถึง 5% แต่จำนวนโครงการใหม่ที่เปิดตัวกลับลดลงอย่างมาก สินค้าคงคลังระดับราคา 10–20 ล้านบาท ที่เป็นกลุ่มขายยากกลับเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดแมสซึ่งมีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท กลับขายดี และมีการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงอย่างมากถึง 30% ต่อปี สะท้อนการตั้งรับเต็มรูปแบบของดีเวลลอปเปอร์ในปัจจุบัน
เป็นโอกาสสำหรับกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายสำหรับตลาดระดับกลางถึงบน ที่ต้องใช้เวลาในการระบายสินค้าคงคลังในตลาด
เขตเหนือ
เขตเหนือ ดอนเมือง แจ้งวัฒนะ รังสิต ลำลูกกา เป็นทำเลสำหรับการขยายตัวของบ้านทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียมตามรถไฟฟ้า ขณะที่ตลาดบ้านแนวราบยังคงนิ่งทั้งราคาและจำนวนการเปิดตัว สินค้าที่กระจายอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่มีราคา 3–5 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียม ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ทำให้ราคาเริ่มไต่ขึ้นสู่ระดับ 60,000–150,000 บาทต่อตารางเมตร แต่ปัญหาคือมีสินค้าคงคลังเหลือจำนวนมาก
จุดเด่นที่ถือเป็นโอกาสคือทำเลที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองกับชานเมือง ซึ่งกำลังได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องบริหารจัดการสินค้าคงคลังไม่ให้ล้นตลาด
เขตนนทบุรี
เขตนนทบุรี เป็นทำเลที่มีการเติบโตอย่างมากในตลาดบ้านแนวราบ ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ต่อปี เป็นเวลา 5–6 ปี สินค้าที่ขายดีมีราคา 3–7 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้อยู่อาศัยจริง ในทางกลับกัน ตลาดคอนโดมิเนียมในสายสีม่วงยังคงต้องใช้เวลาในการระบายสินค้าคงคลังจำนวนมากตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเคยมีการเปิดตัวถึง 58,000 ยูนิต ในปีเดียว ทำให้เกิดภาวะล้นตลาดมาเกือบสิบปี
ระดับราคาที่ยังเหลืออยู่ในตลาดนี้ส่วนใหญ่ต่ำกว่า 60,000 บาทต่อตารางเมตร ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับตลาดบ้านแนวราบที่ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายสำหรับตลาดคอนโดมิเนียม ที่ต้องใช้เวลาในการเคลียร์สินค้าคงคลังในตลาดที่อ่อนแรง
บทสรุป
แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญกับปัญหาหนักจากกำลังซื้อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ยังไม่เป็นใจ แต่ก็ยังมีโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 กลุ่มหลัก คือ ตลาดระดับลักชัวรี ซึ่งถือเป็นแหล่งปลอดภัย (Safe Haven) เนื่องจากมีกำลังซื้อที่ยังคงแข็งแกร่ง แต่ต้องแข่งขันด้วยความแตกต่างและคุณค่าใหม่ และตลาดแมส ซึ่งเป็นโอกาสในกลุ่มบ้านระดับราคา 3–10 ล้านบาท ที่เป็นบ้านทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยว
ทางรอดของผู้ประกอบการในยุคปัจจุบันคือการช่วยเหลือให้ลูกค้า “กู้ผ่าน” และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) มากกว่าคู่แข่ง
ปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยกำลังก้าวข้ามจากการขายบ้านไปสู่การขาย “คุณภาพชีวิต” ผู้ซื้อไม่ได้มองหาแค่ที่อยู่อาศัยแต่ต้องการ “ชีวิตที่ดีขึ้น” ในราคาที่เอื้อมถึง นี่คือโจทย์ใหม่ที่กำลังนิยามอนาคตของอสังหาริมทรัพย์ไทยในอนาคต
The Property Crisis: Decoding India’s Housing Market in 2026
The year 2026 presents a critical inflection point for the Indian housing sector, moving beyond mere market dynamics to address a fundamental crisis in financial accessibility. The data paints a stark picture: an unprecedented 70% rejection rate for home loans under ₹3 million has forced developers to retreat from the mass market, pivoting toward the high-net-worth individual (HNWI) segment. Yet, amidst this turbulence, a potent lifeline emerges from the “Real Demand” segment in peripheral urban centers—specifically, the sub-₹10 million housing market.
A comprehensive analysis of over 4,000 residential projects across Delhi, Mumbai, Bangalore, Hyderabad, Chennai, and Pune reveals six distinct geographies, each presenting a unique blend of opportunities and challenges. Successfully navigating this complex landscape requires nuanced strategies tailored to local market conditions.
Central Business Districts (CBDs)
The prime