
ฟันธงแนวโน้มตลาดรถยนต์ไทยปี 2568: ยานยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม พร้อมโจทย์ท้าทายจากหนี้ครัวเรือนสู่นโยบายกีดกันการค้าโลก
กรุงเทพฯ – 2 เมษายน 2568 – อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ในขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคที่ซับซ้อน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) ผนึกกำลังร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Journalists Association : TAJA) จัดกิจกรรม “TAIA Meets the Press” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกกับสื่อมวลชน เพื่อวิเคราะห์ทิศทาง ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 และกลยุทธ์ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง
ในฐานะอุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศ ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 ยังคงแสดงสัญญาณการฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง โดยคาดการณ์ยอดผลิตรวมจะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ท่ามกลางแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก แต่ก็ต้องจับตาสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ
ภาพรวมกำลังการผลิต: เดินหน้าสู่เป้าหมาย 1.5 ล้านคัน
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์โดยรวมของประเทศในปี 2568 ตั้งเป้าเติบโตที่ประมาณ 2.1% หรือมียอดผลิตรวมประมาณ 1.5 ล้านคัน โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 5 แสนคัน และเพื่อการส่งออกอีก 1 ล้านคัน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาค
สำหรับยอดการผลิตรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 2.1 ล้านคัน เพิ่มขึ้นประมาณ 11.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดยานยนต์สองล้อที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ: เม็ดเงินลงทุนภาครัฐและภาคการท่องเที่ยว
การเติบโตของ ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 ได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยหลักสองประการ ได้แก่
การลงทุนภาครัฐ: โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟสายต่างๆ ได้เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยอัดฉีดเงินจำนวนกว่า 3 ล้านล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ผลักดันความต้องการยานยนต์ทั้งภาคธุรกิจและบุคคล
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: การกลับมาของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสู่ระดับใกล้เคียงก่อนเกิดโรคระบาด และการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคบริการ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ภัยเงียบเศรษฐกิจ: หนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดของสถาบันการเงิน
แม้ว่า ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 จะมีสัญญาณบวกจากปัจจัยสนับสนุน แต่ภัยเงียบที่ยังคงเป็นความกังวลคือสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของระบบสถาบันการเงิน แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะลดลงเหลือ 89% แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อทั้งหมดที่สูงถึง 22%
นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ย้ำเตือนว่า อัตราส่วนหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือนสำหรับสินเชื่อรถยนต์ยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล ทำให้สถาบันการเงินต้องดำเนินมาตรการปล่อยสินเชื่ออย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมความเสี่ยงในการกลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจซื้อของผู้บริโภคและยอดขายรถยนต์ในประเทศ
แรงกดดันจากตลาดโลก: สงครามการค้าและข้อบังคับสิ่งแวดล้อมใหม่
นอกจากความท้าทายภายในประเทศ ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 ยังต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ผันผวนอย่างมาก
นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
การดำเนินนโยบายทางการค้ารูปแบบ “America First” ของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องแข่งขันกับภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ซึ่งเกิดจากการที่ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ หันมาหาตลาดระบายสินค้าในภูมิภาคมากขึ้น ทำให้ไทยต้องรับมือกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
มาตรฐานสิ่งแวดล้อมใหม่: NVES และเกณฑ์คาร์บอนไดออกไซด์
ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่: ภาครัฐเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ โดยกำหนดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อสนับสนุนการใช้ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ รวมถึงการส่งเสริมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) การติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) และการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
มาตรฐาน NVES ของออสเตรเลีย: ข้อบังคับด้านประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับรถยนต์ใหม่ (New Vehicle Efficiency Standard) ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้พร้อมบทลงโทษตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป กำหนดให้รถยนต์นั่งและรถกระบะที่นำเข้าไปยังประเทศออสเตรเลียต้องมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
มาตรฐานการปล่อยมลพิษ: ยูโร 6 และความพร้อมของอุตสาหกรรม
หนึ่งในความก้าวหน้าที่สำคัญของ ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 คือการบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 (Euro 6) โดยสำหรับรถยนต์เบนซิน ได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ส่วนรถยนต์ดีเซลอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตต้องปรับปรุงเทคโนโลยีเครื่องยนต์และระบบไอเสียให้ได้มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม
การเปิดเสรีการค้า: ความสำคัญของข้อตกลง FTA
ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ครอบคลุม 24 ประเทศคู่ค้า และอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 4 ฉบับ ข้อตกลง FTA ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของ ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 และในอนาคต คือ การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและเปิดโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
มาตรการกระตุ้นตลาดรถยนต์ไทยปี 2568: กลยุทธ์เร่งด่วนและแผนระยะยาว
จากความท้าทายและโอกาสที่หลากหลาย สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอมาตรการกระตุ้น ตลาดรถยนต์ไทยปี 2568 และปีต่อๆ ไป ดังนี้
มาตรการกระตุ้นยอดขายระยะสั้น
มาตรการด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: การอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือบำรุงรักษารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศมาลดหย่อนภาษีได้
มาตรการด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล: การขยายเพดานค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศมาหักลดหย่อนภาษี
มาตรการด้านสินเชื่อ: การผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ โดยอนุญาตให้ผู้ซื้อสามารถกู้ร่วมและพิจารณารายได้รวมของทั้งครอบครัวในการประเมินการปล่อยสินเชื่อได้ รวมถึงมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์
มาตรการกระตุ้นเศ