
ตลาดบ้านหรู 10-30 ล้าน: ปี 2569 ยอดขายสวนกระแสชะลอตัว “บ้านสวย” ดึงกำลังซื้อเศรษฐีใหม่
ในช่วงปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอยู่ในสภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ทั้งภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แม้ตลาดคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยในระดับราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทจะเผชิญกับอุปสรรคในการขออนุมัติสินเชื่อ และต้องปรับกลยุทธ์ลดการเปิดตัวโครงการใหม่ แต่ตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท กลับเป็น “ตลาดดาวเด่น” ที่ไม่ตกยุค ขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อที่แข็งแกร่งจากกลุ่มลูกค้า “เศรษฐีรุ่นใหม่” ที่มีศักยภาพและยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
บทวิเคราะห์เชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยซึ่งมีประสบการณ์ในวงการมากกว่า 10 ปี ชี้ให้เห็นถึงความน่าสนใจของตลาดบ้านหรูปี 2569 ว่า แม้ผู้ซื้อกลุ่มนี้จะชะลอการตัดสินใจนานขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ก็ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างเร่งพัฒนาโครงการแนวราบระดับไฮเอนด์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูง และมีความต้องการที่นอกเหนือจากแค่ “ที่อยู่อาศัย” แต่เป็นการสะท้อนถึง “คุณภาพชีวิต” และ “สถานะทางสังคม”
บ้านหรู: เซ็กเมนต์ทนทานต่อแรงลมเศรษฐกิจ
ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ซึ่งถูกบีบด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงตามอัตราเงินเฟ้อ และความเข้มงวดของธนาคารในการอนุมัติสินเชื่อ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางและตลาดแมสได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 ซึ่งลดลงกว่า 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของตลาดโดยรวมที่ชะลอตัว
แต่ตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาทกลับสวนกระแส โดยสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดบ้านหรูยังคงเป็น “ความหวัง” ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 การเติบโตของตลาดนี้มาจากการที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน (Young Successor) มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่น
“กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความพร้อมทางการเงิน มีรายได้ประจำที่มั่นคง ไม่ได้พึ่งพิงสินเชื่อมากเท่าตลาดแมส ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารระดับสูง ที่มีอำนาจซื้อสูง การตัดสินใจซื้อบ้านในระดับนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความจำเป็นเร่งด่วน แต่เป็นเรื่องของการลงทุนระยะยาว การสร้างความมั่นคงทางการเงิน และการสะท้อนถึงความสำเร็จ” สุรเชษฐ กองชีพ กล่าว
โครงการบ้านแนวราบระดับลักเซอรี่ครองสัดส่วนสูงถึง 75-80% ของตลาดบนทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาทุ่มเททรัพยากรในการพัฒนาโครงการในระดับราคานี้เป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงแล้ว ยังเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันกันด้วย “คุณค่า” และ “ดีไซน์” มากกว่าราคา
4 ยักษ์ใหญ่ชิงชัย ชู “ความคุ้มค่า” ในรูปแบบที่แตกต่าง
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดบ้านหรู ผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างสร้างจุดเด่นของตนเองผ่านกลยุทธ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่ ซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิต” และ “ภาพลักษณ์”
แสนสิริ: “เศรษฐสิริ” ตอกย้ำภาพลักษณ์สังคมชั้นสูง
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ยังคงใช้แบรนด์ “เศรษฐสิริ” เป็นแบรนด์หลักในการชิงชัยตลาดบ้านหรู ด้วยการเน้นการพัฒนาและปรับเปลี่ยนดีไซน์ ฟังก์ชันให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย แสนสิริสร้างภาพจำว่า “เศรษฐสิริ” คือแบรนด์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จและสถานะทางสังคมของผู้ที่อยู่อาศัย
นอกจาก “เศรษฐสิริ” แล้ว แสนสิริยังมีอีกหนึ่งแบรนด์บ้านเดี่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างสูงคือ “บุราสิริ” ซึ่งเน้นดีไซน์บรรยากาศการพักผ่อนในรีสอร์ต ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ ผสมผสานการใช้ชีวิตแบบไฮเอนด์เข้ากับความผ่อนคลาย จุดเด่นสำคัญของแสนสิริที่ทำให้แบรนด์เหล่านี้โดดเด่นคือ “บริการหลังการขาย” ที่ใส่ใจ และระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ที่ได้รับมาตรฐานและความไว้วางใจจากลูกค้า
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: แบรนด์เรือธงแห่งคุณภาพและความเชื่อมั่น
“พี่ใหญ่” แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์อย่าง บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ยังคงแข็งแกร่งในตลาดบ้านหรู ด้วยแบรนด์หลักที่สร้างชื่อเสียงมาอย่างยาวนานอย่าง “ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี” ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ “คุณภาพ” และ “ความเชื่อมั่น” ในการก่อสร้าง การเลือกใช้วัสดุ และความทนทานของโครงสร้าง แม้ราคาขายจะเริ่มต้นที่มากกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ทำให้แบรนด์เหล่านี้ยังคงเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มองหาบ้านหลังใหญ่ที่อยู่อาศัยได้อย่างสบายใจไปอีกหลายสิบปี
รูปแบบบ้านของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพื่อให้เข้ากับความต้องการของคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงแก่นหลักเรื่องคุณภาพและความทนทานเอาไว้เสมอ ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว
เอสซี แอสเสท: “บางกอก บูเลอวาร์ด” ทางเลือกของคนรุ่นใหม่
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคา 10-30 ล้านบาท โดยมีแบรนด์เรือธงอย่าง “บางกอก บูเลอวาร์ด” ซึ่งมีราคาเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ที่เน้นความหรูหราและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยราคาเริ่มต้น 20-35 ล้านบาท
SC เน้นการเลือกทำเลที่มีศักยภาพสูง ใกล้ระบบขนส่งมวลชน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เน้นความสะดวกสบายและการเดินทางที่คล่องตัว การพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องทำให้ SC กลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในตลาดบ้านหรู ที่สามารถแข่งขันกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสูสี
เอพี ไทยแลนด์: โครงการแนวราบครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดบ้านจัดสรรระดับกลางถึงบน โดยมีแบรนด์หลักในระดับราคา 10-30 ล้านบาท ได้แก่ “เดอะซิตี้” และ “เซนโทร” ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การกระจายตัวของโครงการครอบคลุมพื้นที่หลากหลายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เอพีเน้นการออกแบบที่ทันสมัย ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตครอบครัว และการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้อย่างสะดวก
นอกจาก 4 แบรนด์ยักษ์ใหญ่แล้ว ยังมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ เช่น ศุภาลัย และพฤกษา ที่มีการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่ด้วยจำนวนโครงการและความต่อเนื่องของการพัฒนา อาจจะไม่มากเท่ากับผู้เล่นหลัก แต่ก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ซื้อที่มีความต้องการในตลาดระดับนี้
“เศรษฐีรุ่นใหม่” ผู้ซื้อเป้าหมาย: ต้องการความคุ้มค่าและภาพลักษณ์
ใครคือลูกค้าเป้าหมายหลักในตลาดบ้านหรูปี 2569? สุรเชษฐ กองชีพ วิเคราะห์ว่า กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ชาวไทยอายุไม่เกิน 45 ปี ที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง