
ในทศวรรษ 2020 นี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับกระแสเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้ว่าภาคส่วนอื่น ๆ บางส่วนจะเริ่มสะดุดจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แต่กลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวราคา 10-30 ล้านบาท กลับยังคงเติบโตและกลายเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากผู้ซื้อในกลุ่มนี้มีกำลังซื้อที่มั่นคง ได้รับผลกระทบน้อย และมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจนานขึ้นเพื่อหาข้อเสนอที่ดีที่สุด
บ้านหรู 10-30 ล้าน: ไม่มีวันตาย ตลาดนี้ไม่มีวันจากไปไหน
ในห้วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความต้องการที่อยู่อาศัยที่มั่นคงยังคงเป็นเสาหลักสำคัญสำหรับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2569 ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า
ตลาดบ้านหรู 10-30 ล้าน ยังคงเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผู้บริโภคบางกลุ่มจะชะลอการตัดสินใจอย่างระมัดระวังจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนก็ตาม
“ผู้บริโภคที่มองหาบ้านในระดับราคา 10-30 ล้านบาทนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ซื้อที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พวกเขาไม่สามารถปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมาหยุดยั้งเป้าหมายของพวกเขาได้” นายสุรเชษฐ กองชีพ ผู้เชี่ยวชาญจาก Cushman & Wakefield อธิบายเพิ่มเติม
ทำไมบ้านหรู 10-30 ล้านถึง “ไม่ตาย”?
เหตุผลสำคัญที่ทำให้กลุ่มบ้านหรูในระดับนี้ยังคงมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่องก็คือ ความต้องการ “เรียลดีมานด์” (Real Demand) ซึ่งหมายถึงความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง มากกว่าการลงทุนเพื่อเก็งกำไร ผู้ซื้อกลุ่มนี้ต้องการหาบ้านที่มีคุณภาพ ทำเลดี และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวในระยะยาว
จากรายงานภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการแนวราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดระดับบน ซึ่งสัดส่วนโครงการแนวราบอยู่ที่ประมาณ 75-80% ของตลาดทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ
4 บิ๊กแบรนด์เจ้าตลาด: ใครคือผู้นำ?
ในตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท มีผู้เล่นรายใหญ่หลายรายที่ต่างก็แข่งขันกันเพื่อชิงกำลังซื้อจาก “เศรษฐีรุ่นใหม่” ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก
1. บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
แสนสิริเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในตลาดนี้ โดยแบรนด์หลักอย่าง
“เศรษฐสิริ” เป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ที่สะท้อนภาพลักษณ์และความสำเร็จของผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการ
นอกจากนี้ยังมีแบรนด์
“บุราสิริ” ที่เน้นบรรยากาศการพักผ่อนสไตล์รีสอร์ต พร้อมจุดเด่นเรื่องบริการหลังการขายและความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ ทำให้แสนสิริยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ซื้อในกลุ่มนี้
2. บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
Land & Houses (LH) หรือ LH มุ่งเน้นตลาดบ้านหรูในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าด้วยแบรนด์อย่าง
“ชัยพฤกษ์” และ
“มัณฑนา” แบรนด์เหล่านี้ได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ
ตลาดของ LH ไม่ได้หยุดอยู่ที่บ้านเดี่ยว แต่ยังครอบคลุมโครงการทาวน์เฮาส์และบ้านแฝดในทำเลที่กำลังเติบโตอีกด้วย ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
3. บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
SC หรือ SC Asset โดดเด่นด้วยแบรนด์
“บางกอก บูเลอวาร์ด” ซึ่งได้รับการยอมรับในด้านความทันสมัยและนวัตกรรม
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบ้านหรูระดับพรีเมียม แบรนด์
“บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 20-35 ล้านบาท ซึ่งตรงใจกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ
4. บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)
AP หรือ AP Thailand เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่มีบทบาทในตลาดนี้ โดยแบรนด์
“เดอะ ซิตี้” และ
“เซนโทร” มีการกระจายตัวในหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล
ไม่เพียงแค่นั้น AP ยังคงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ เพื่อขยายส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมที่กำลังเติบโตอย่างมาก
ผู้เล่นรายอื่น ๆ
นอกจากผู้เล่นรายใหญ่เหล่านี้แล้ว ยังมีบริษัทอื่น ๆ เช่น Supalai และ Pruksa ที่มีโครงการในกลุ่มราคา 10-30 ล้านบาทเช่นกัน แม้ว่าจำนวนโครงการอาจจะไม่มากเท่าผู้เล่นรายใหญ่ แต่ก็ยังถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ซื้อที่มีความต้องการเฉพาะตัว
เศรษฐีรุ่นใหม่: ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลัก?
กลุ่มเป้าหมายหลักของตลาดบ้านหรูในปัจจุบัน คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ชาวไทยอายุไม่เกิน 45 ปี ที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ผู้ซื้อกลุ่มนี้เน้นความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และสภาพแวดล้อมทางสังคมภายในโครงการ
ปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ
ทำเล: รามอินทรา, บางนา, ดอนเมือง, ราชพฤกษ์ รวมถึงพื้นที่ปริมณฑลที่ใกล้กรุงเทพฯ ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างพื้นฐาน: การเดินทางที่เชื่อมต่อกับถนนหลักและระบบขนส่งสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญ
การศึกษา: ความใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำของบุตรหลานเป็นอีกปัจจัยสำคัญ
สภาพแวดล้อม: คุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของชุมชน
พฤติกรรมผู้บริโภค
สำหรับกลุ่มผู้ซื้อในตลาดนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีฐานรายได้มั่นคง เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพ และมีความต้องการบ้านที่สะท้อนภาพลักษณ์ของความสำเร็จ
“ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น เพื่อหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับการซื้อบ้าน” นายสุรเชษฐ กล่าว “พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจซื้อแค่เพราะราคาหรือของแถมเป็นหลัก แต่เน้นความคุ้มค่าและภาพลักษณ์ที่จะสะท้อนความสำเร็จของพวกเขา”
ต้นทุนการผลิตและสถานการณ์ปัจจุบัน
ในช่วงปี 2569 สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างและแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงใช้ “ราคาต้นทุนเดิม” ในการขายบ้านในระดับ 10-30 ล้านบาท เพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้
“หากภาวะสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ราคาขายมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนใหม่ในทันที” นายสุรเชษฐ กล่าวเตือน
โอกาสของ “เศรษฐีรุ่นใหม่” ในปี 2569
ในช่วงเวลานี้ จึงถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง ในการเข้าถือครองสินทรัพย์ภายใต้ข้อเสนอที่คุ้มค่าจากผู้ประกอบการ
“นอกจากลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตแล้ว อสังหาฯ ในทำเลศักยภาพทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ตามราคาที่ดินที่ขยับตัวสูงขึ้น ทำให้การซื้อที่อยู่อาศัยตอนนี้เป็นการสร้างมรดกและส่งต่อความมั่งคั่งที่คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่ต้นทุนการพัฒนาในอนาคตจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด”
นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ ยังมี 2 มาตรการรัฐสนับสนุน ทั้งผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง 0.01% ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ลดภาระเงินดาวน์ ก่อนที่เกณฑ์จะกลับมาเข้มงวดขึ้น ดังนั้น การตัดสินใจในจังหวะนี้ถือเป็นความคุ้มค่าเชิงกลยุทธ์สูงสุดสำหรับกลุ่มผู้ซื้อที่มีความพร้อม
สรุป
ตลาดบ้านหรู 10-30 ล้านบาท ในปี 2569 ยังคงเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง