
ตลาดบ้านหรู 10-30 ล้าน: โอกาสใหม่สำหรับเศรษฐีไทยรุ่นใหม่ในปี 2569
แม้เศรษฐกิจโลกจะยังมีความไม่แน่นอน และทำให้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมชะลอตัวลงอย่างชัดเจน แต่ตลาด บ้านหรู 10-30 ล้าน ในประเทศไทยกลับยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการขับเคลื่อนตลาด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือกลุ่ม “เศรษฐีรุ่นใหม่” ที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่ง และยังคงต้องการอยู่อาศัยจริง
ในปี 2569 นี้ สภาพตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมอาจจะมีการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และมาตรการทางการเงินที่เข้มงวด ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปรับกลยุทธ์หันไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการแนวราบทุกระดับราคา เพื่อกระจายความเสี่ยง ในขณะที่ตลาดบนยังคงมี เรียลดีมานด์ และลูกค้ายังคงตัดสินใจซื้อ แต่ใช้เวลามากขึ้นกว่าเดิม
ทำไมตลาดบ้านหรู 10-30 ล้าน จึงยังไม่ตาย
ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาด บ้านหรู 10-30 ล้าน ยังคงเติบโตและมีศักยภาพ คือการที่กลุ่มลูกค้าระดับบนได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนด้านต่างๆ ที่ทำให้ตลาดนี้ยังคงน่าสนใจ:
ความต้องการอยู่อาศัยจริง (Real Demand): กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเซ็กเมนต์นี้ส่วนใหญ่เป็นคนไทยรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี และมีความต้องการอยู่อาศัยจริง โดยมองหาความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ การเดินทาง และความใกล้เคียงกับสถานศึกษาชั้นนำของบุตรหลาน รวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมและภายในโครงการที่สะท้อนถึง “คุณภาพชีวิต”
ศักยภาพทางการเงิน (Financial Strength): กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีฐานรายได้มั่นคง เป็นกลุ่ม Young Successor จากการประสบความสำเร็จในอาชีพ พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเป็นหลัก แต่เน้นความคุ้มค่าและภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จ
การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต (Lifestyle Investment): การซื้อบ้านระดับบนถือเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของครอบครัว เนื่องจากทำเลที่มักเป็นที่นิยม เช่น รามอินทรา บางนา ดอนเมือง ราชพฤกษ์ รวมถึงปริมณฑลที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ มีแนวโน้มมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปีตามราคาที่ดิน ทำให้เป็นการสร้างมรดกและส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างคุ้มค่า
ความท้าทายและโอกาสในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
แม้ตลาดจะดูสดใส แต่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการเมือง ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ที่ลดลง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหากู้ไม่ผ่านในตลาดแมส
อย่างไรก็ตาม บ้านหรู 10-30 ล้าน ยังคงเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนตลาดได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มโครงการแนวราบที่ครองสัดส่วนสูงถึง 75-80% ของตลาดบนทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการเลือกให้น้ำหนักกับการพัฒนาโครงการในระดับราคานี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีฐานกำลังซื้อที่มีศักยภาพในวงกว้างกว่ากลุ่มอัลตราลักเซอรี่
นอกจากนี้ แม้ราคาวัสดุก่อสร้างในช่วงที่ผ่านมาจะปรับตัวสูงขึ้น 5-10% รวมถึงแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน แต่ราคาขายบ้านในระดับ 10-30 ล้านบาท ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็น “ราคาต้นทุนเดิม” หากภาวะสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ราคาขายมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนใหม่ในทันที
ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงถือเป็น โอกาสทองสำหรับผู้ซื้อ ที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง ในการเข้าถือครองสินทรัพย์ภายใต้ข้อเสนอที่คุ้มค่าจากผู้ประกอบการ
4 บิ๊กแบรนด์เจ้าตลาดบ้านหรู
ตลาด บ้านหรู 10-30 ล้าน มีผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยแต่ละแบรนด์ต่างสร้างจุดเด่นของตัวเองผ่านกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และความได้เปรียบในการแข่งขัน ตัวอย่างผู้เล่นที่น่าสนใจในตลาดนี้ ได้แก่:
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (Sansiri): มี “เศรษฐสิริ” แบรนด์หลักเป็นจุดขาย มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนดีไซน์ ฟังก์ชั่นให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และสร้างภาพจำว่าเป็นแบรนด์ที่สร้างภาพลักษณ์ให้ผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมี “บุราสิริ” แบรนด์บ้านเดี่ยวในระดับราคาใกล้เคียงกัน ที่เน้นดีไซน์บรรยากาศการพักผ่อนในรีสอร์ต พร้อมจุดเด่นด้านบริการหลังการขายและระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (Land and Houses): พี่ใหญ่ของวงการที่มีภาพจำในเรื่องของคุณภาพและความเชื่อมั่นของโครงการแบรนด์หลักในระดับราคานี้คือ “ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี” ซึ่งมีรูปแบบบ้านที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ราคาขายอาจเริ่มต้นที่มากกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยภาพลักษณ์และคุณภาพทำให้เป็นที่สนใจของผู้ที่ต้องการบ้านในราคานี้เสมอ
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset): เน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ โดยมีแบรนด์เรือธงอย่าง “บางกอก บูเลอวาร์ด” ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ราคาเริ่มต้น 20-35 ล้านบาท เน้นทำเลใจกลางเมืองและการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) (AP Thai): มีแบรนด์หลักในระดับราคาเดียวกันคือ “เดอะซิตี้-เซนโทร” กระจายตัวในหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นต่ำ
นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นรายอื่น ๆ ที่มีโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ อาทิ ศุภาลัย และพฤกษา เป็นต้น
ทำเลทองในตลาดบ้านหรู
ทำเลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด บ้านหรู 10-30 ล้าน คือ รามอินทรา บางนา ดอนเมือง ราชพฤกษ์ รวมถึงปริมณฑลที่มีเขตติดกับกรุงเทพฯ ที่มีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะทำเลที่สามารถเดินทางเข้าเมืองได้สะดวกผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำของบุตรหลาน
ปัจจุบันผู้ซื้อกลุ่มนี้มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีฐานรายได้มั่นคง พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือของแถมเป็นหลัก แต่เน้นความคุ้มค่าและภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จ และในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก กลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพเหล่านี้มีแนวโน้มใช้เวลาในการเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อนานขึ้น เพื่อแสวงหาเงื่อนไขที่ดีที่สุด ทำให้เกิดอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น
4 แนวโน้มสำคัญในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569
การลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ยังคงมีความน่าสนใจ โดยมี 4 แนวโน้มหลักที่น่าจับตา ดังนี้:
การแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดบ้านหรู 10-30 ล้านบาท (Intensified Competition in the 10-30 Million Baht Luxury House Market)
ถึงแม้ตลาดคอนโดมิเนียมจะชะลอตัว แต่ตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท ยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยอย่าง แสนสิริ, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH), เอสซี แอสเสท (SC) และ เอพี ไทยแลนด์ (AP) การแข่งขันในกลุ่มนี้รุนแรงขึ้น เนื่องจากกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของเศรษฐีรุ่นใหม่ (Young Successors) และความต้องการที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ไม่เปลี่ยนแปลง แสนสิริ ชิงกำลังซื้อด้วยแบรนด์ “เศรษฐสิริ” และ “บุราสิริ” โดยเน้นภาพลักษณ์และความเป็นแบรนด์ที่สร้างการยอมรับ ในขณะที่ LH ยังคงแข็งแกร่งด้วยแบรนด์