
บ้านเดี่ยว 10-30 ล้านบาท ‘ไม่เคยตกยุค’ 4 บิ๊กบริษัทอสังหาฯ แย่งชิงกำลังซื้อ ‘เศรษฐีรุ่นใหม่’ 2026
ในยุคที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ผันผวนอย่างต่อเนื่อง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อกำลังซื้อในภาคส่วนนี้ การตัดสินใจซื้อบ้านจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ “บ้านหรู” ในระดับราคา 10-30 ล้านบาท กลับเป็นตลาดที่มีความยืดหยุ่นสูงและยังคงมี “ความต้องการจริง” (Real Demand) จากกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดทั่วไป ด้วยความเข้าใจในศักยภาพของตลาดนี้ บิ๊กบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยจึงต่างทุ่มเทกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงกำลังซื้อของ “เศรษฐีรุ่นใหม่” ที่กำลังเติบโต
ตามข้อมูลล่าสุดจาก “สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย พบว่า แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 จะมีสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปรับกลยุทธ์ ลดการเปิดตัวโครงการใหม่ และหันไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการแนวราบในทุกระดับราคาเพื่อบริหารความเสี่ยง แต่ตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาทกลับแสดงสัญญาณเติบโตที่น่าจับตา
การศึกษาล่าสุดในปี 2569 แสดงให้เห็นว่า อัตราการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ในกลุ่มตลาดบนลดลงน้อยกว่ากลุ่มราคาต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ คุณสุรเชษฐ ที่เน้นย้ำว่า กลุ่มลูกค้าในตลาดบนมีศักยภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อยกว่า ทำให้ตลาดบนยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
ทำไมตลาดบ้านหรู 10-30 ล้านบาท ถึง ‘ไม่มีวันตาย’ ในปี 2569?
หัวใจสำคัญของความยืดหยุ่นในตลาดบ้านหรูนี้ อยู่ที่พฤติกรรมของผู้บริโภคและการกระจายตัวของประเภทโครงการ โดยเฉพาะ “โครงการแนวราบ” ที่ครองสัดส่วนมากถึง 75-80% ของตลาดบนทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะทุ่มเททรัพยากรในการพัฒนาโครงการในระดับราคานี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีฐานกำลังซื้อที่มีศักยภาพในวงกว้างกว่ากลุ่มตลาด Ultra-Luxury ที่มีฐานลูกค้าน้อยกว่ามาก
4 บิ๊กแบรนด์อสังหาฯ แข่งแกร่ง ชิงกำลังซื้อ ‘เศรษฐีรุ่นใหม่’
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการแต่ละรายในตลาดบ้านหรูมีการสร้าง “จุดขาย” (Unique Selling Proposition) และปรับกลยุทธ์ให้แตกต่างกัน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้า พร้อมทั้งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ภายใต้แบรนด์เรือธงที่ติดตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีกลุ่มผู้เล่นหลักดังนี้
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (Sansiri): แสนสิริยังคงแข็งแกร่งในตลาดบ้านหรูผ่านแบรนด์ “เศรษฐสิริ” ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์แห่งภาพลักษณ์และความสำเร็จ มีการปรับปรุงการออกแบบ (Design) และฟังก์ชันการใช้งาน (Function) ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แสนสิริยังมี “บุราสิริ” ซึ่งเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวในระดับราคาใกล้เคียง แต่เน้นบรรยากาศการพักผ่อนสไตล์รีสอร์ต และโดดเด่นด้วยบริการหลังการขายที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสูงอย่าง LIV-24 ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดลูกค้ากลุ่มบนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความสะดวกสบายระดับพรีเมียม
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (Land and Houses – LH): ในฐานะพี่ใหญ่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังคงเป็นที่รู้จักในเรื่องของคุณภาพและความน่าเชื่อถืออย่างเหนียวแน่น แบรนด์หลักที่ยังคงได้รับความนิยมในระดับ 10-30 ล้านบาท ได้แก่ “ชัยพฤกษ์”, “มัณฑนา” และ “สีวลี” รูปแบบบ้านของแบรนด์เหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยอย่างไม่หยุดนิ่ง แม้ราคาขายจะเริ่มต้นที่มากกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยภาพลักษณ์และคุณภาพ ทำให้แบรนด์เหล่านี้ยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่กำลังมองหาบ้านในระดับราคานี้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่ความทนทานและฟังก์ชันที่ลงตัวกับการใช้ชีวิตประจำวัน
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset): SC Asset ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับ 10-30 ล้านบาท โดยมีแบรนด์เรือธงที่โดดเด่นสองแบรนด์ คือ “บางกอก บูเลอวาร์ด” ซึ่งมีราคาเริ่มต้นราว 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ที่ขยับราคาสูงขึ้นไปถึงระดับ 20-35 ล้านบาท แบรนด์เหล่านี้ได้รับความนิยมจากดีไซน์ที่ทันสมัย ฟังก์ชันการใช้ชีวิตที่หลากหลาย และการออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มองหาความแตกต่างและภาพลักษณ์ที่โดดเด่น การปรับปรุงแบรนด์ให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ SC Asset ยังคงเป็นผู้นำในตลาดบ้านหรู
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) (AP Thailand): AP Thailand ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดนี้ โดยมีแบรนด์หลัก “เดอะซิตี้” และ “เซนโทร” ที่กระจายตัวอยู่ในหลายทำเลทองทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล แบรนด์เหล่านี้ตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองที่มองหาโครงการที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมหลักและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จุดเด่นของ AP คือการพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองในรูปแบบที่หลากหลาย ทำให้เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับกลุ่ม Young Successor ในตลาดบ้านหรู
นอกจากนี้ ยังมีผู้เล่นรายอื่นที่มีโครงการในระดับราคาใกล้เคียง แต่ขนาดอาจไม่ใหญ่เท่า เช่น บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่างก็ปรับกลยุทธ์เพื่อแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูงนี้
เจาะลึกกลุ่มเป้าหมาย: ‘เศรษฐีรุ่นใหม่’ กับไลฟ์สไตล์ปี 2569
กลุ่มเป้าหมายหลักในตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังคงเป็น “กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่” หรือ “Young Successor” ที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี และต้องการอยู่อาศัยจริง (Real Demand)
จากข้อมูลล่าสุดปี 2569 กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย” และ “ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์” ซึ่งรวมถึงปัจจัยสำคัญดังนี้:
การเดินทางและความสะดวก: ลูกค้ากลุ่มนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเดินทางที่สะดวกสบาย ทั้งการเข้าถึงโครงข่ายถนนหลักและระบบขนส่งสาธารณะ (เช่น รถไฟฟ้า) รวมถึงความใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำของบุตรหลาน
สภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิต: สภาพแวดล้อมทางสังคมและภายในโครงการที่สะท้อนถึง “คุณภาพชีวิต” เป็นสิ่งสำคัญ ลูกค้ามองหาชุมชนที่มีคุณภาพ ระบบสาธารณูปโภคครบครัน และสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่
ทำเลยอดนิยม: ทำเลที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องสำหรับกลุ่มนี้คือ รามอินทรา, บางนา, ดอนเมือง และราชพฤกษ์ รวมถึงทำเลรอบปริมณฑลที่มีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
สถานะการเงินที่มั่นคง และพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2569
“ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีฐานรายได้มั่นคง” คุณสุรเชษฐ อธิบายเพิ่มเติมว่า กลุ่มนี้คือกลุ่ม Young Successor ที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพ ดังนั้น การตัดสินใจซื้อบ้านของพวกเขาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ราคา” หรือ “ของแถม” เพียงอย่างเดียว แต่เน้น “ความคุ้มค่า” และ “ภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จ”
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก กลุ่มผู้