
บ้านหรู 10-30 ล้าน: เมื่อความมั่นคงทางการเงิน กลายเป็นทางเลือกที่ไม่ใช่แค่ “ความฝัน” ของเศรษฐีรุ่นใหม่
ในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจจะมองว่าการซื้อ “บ้านหลังแรก” หรือ “อัปเกรดที่อยู่อาศัย” กลายเป็นภารกิจที่หนักอึ้ง ทว่าในโลกอสังหาริมทรัพย์ไทย กลับมีบางกลุ่มที่ยังคงเดินหน้าตามแผนอย่างไม่หวั่นเกรง นั่นคือ ตลาด “บ้านหรู” ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิการช่วงชิงกำลังซื้อของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง และไม่ใช่แค่ความหรูหราที่ดึงดูด แต่เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ที่รออยู่ในระยะยาว
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 10 ปี ผมยืนยันได้ว่า ตลาดกลุ่มนี้เปรียบเสมือน “ปราการด่านหน้า” ที่ช่วยพยุงภาพรวมของอุตสาหกรรมไว้ แม้ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมและที่อยู่อาศัยในระดับราคาต่ำจะเผชิญกับการชะลอตัวบ้าง แต่กลุ่มบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาทยังคงเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง
เศรษฐกิจไม่ดี… ใช่ว่าจะกระทบทุก “เซ็กเมนต์”
จากข้อมูลล่าสุดช่วงต้นปี 2569 เราเห็นภาพที่น่าสนใจว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมยังคงเติบโตอย่างช้าๆ แต่มีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำในตลาดอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการหลายค่ายต่างปรับกลยุทธ์ ลดการเปิดตัวโครงการใหม่ที่เน้นกลุ่มราคาแมส และหันไปโฟกัสที่ตลาดบ้านแนวราบทุกระดับราคามากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือ กลุ่ม “เรียลดีมานด์” (Real Demand) ในตลาดบ้านหรู
กลุ่มลูกค้าในตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท มักจะมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมากเท่ากลุ่มรายได้น้อย-กลาง แม้ว่ากระบวนการตัดสินใจอาจจะใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยและการลงทุนระยะยาว แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ยังคงมองหาการลงทุนเพื่อ “คุณภาพชีวิต” และ “การสร้างมูลค่า” ในระยะยาว
ทำไม “บ้านหรู” ถึงยังคง “ไม่มีวันตาย”?
หากจะตอบคำถามนี้ ต้องมองไปที่ “องค์ประกอบทางเศรษฐกิจ” และ “จิตวิทยาของผู้บริโภค” ปัจจุบันตลาดที่อยู่อาศัยแบ่งออกเป็นสองขั้วหลักๆ คือ กลุ่มที่ต้องการ “เร็วและถูก” (Fast & Cheap) เพื่ออยู่อาศัยทันที กับกลุ่มที่ต้องการ “ลงทุนและปลอดภัย” (Invest & Secure) ซึ่งกลุ่มบ้านหรูตอบโจทย์ข้อหลังมากกว่า
“ชัยชนะ” ของกลุ่มทุนใหม่ (The Rise of the New Wealth): ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ได้มีแค่ “เศรษฐีเก่า” ที่มีเงินฝาก แต่ยังมี “เศรษฐีรุ่นใหม่” (Young Successors) ที่ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจส่วนตัว หรือผู้บริหารระดับสูงที่กำลังขยายครอบครัวและมองหาบ้านในทำเลศักยภาพ กลุ่มคนเหล่านี้มีความสามารถในการจับจ่ายสูง และตัดสินใจโดยเน้นที่ “ความคุ้มค่า” และ “ภาพลักษณ์” มากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว
ความสำคัญของ “ทำเล” และ “โครงสร้างพื้นฐาน”: กลุ่มลูกค้าในตลาดบ้านหรูมักอาศัยอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะชั้นดี และใกล้โรงเรียนชั้นนำของบุตรหลาน เพราะมองว่าบ้านคือ “ศูนย์กลางของครอบครัว” นอกจากนี้ โครงการที่มีการวางผังเมืองที่ดี มีบรรยากาศร่มรื่น และระบบรักษาความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจ
แนวโน้ม “การลงทุนระยะยาว”: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังคงมีแนวโน้มราคาที่ดินขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การซื้อบ้านหรูตอนนี้ถือเป็นการลงทุนที่ “คุ้มค่าที่สุด” ก่อนที่ต้นทุนการพัฒนาจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกจากจะได้บ้านที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตแล้ว ยังเป็นการสร้าง “มรดก” และ “ส่งต่อความมั่งคั่ง” ให้กับรุ่นต่อไป
4 ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดบ้านหรู 10-30 ล้านบาท
ตลาดบ้านหรูในประเทศไทยมีผู้เล่นรายใหญ่หลายรายที่ต่างสร้างจุดแข็งและกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด วันนี้เราจะมาเจาะลึกแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดและมีอิทธิพลมากที่สุด:
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (Sansiri): ถือเป็น “เจ้าแห่งตลาดบน” ที่มีการพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง แสนสิริมีแบรนด์หลักอย่าง “เศรษฐสิริ” ซึ่งโดดเด่นในเรื่องของการปรับเปลี่ยนดีไซน์และฟังก์ชันให้เข้ากับยุคสมัย พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จให้กับผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ “บุราสิริ” ที่เน้นการออกแบบบรรยากาศเสมือนการพักผ่อนในรีสอร์ต พร้อมจุดเด่นเรื่องบริการหลังการขายและระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 สิ่งที่ทำให้แสนสิริครองใจตลาดนี้ คือ ความต่อเนื่องในการพัฒนาและการสร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านคุณภาพชีวิต
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH): หากพูดถึง “ความน่าเชื่อถือ” แบรนด์นี้คือตัวจริง LH เป็นพี่ใหญ่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นความมั่นคงและคุณภาพของโครงการเป็นหลัก กลุ่มแบรนด์อย่าง “ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี” แม้ราคาเริ่มต้นอาจจะเกิน 10 ล้านบาทไปบ้าง แต่ด้วยภาพลักษณ์แบรนด์และความเชื่อมั่นที่สั่งสมมานาน ทำให้ยังคงเป็นที่สนใจสำหรับผู้ที่ต้องการบ้านในราคานี้ กลุ่มลูกค้าที่เลือก LH มักจะมองหา “ความคุ้มค่าในระยะยาว” และ “ความเสี่ยงต่ำ”
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC): เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นหลักที่ทุ่มเทให้กับการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรระดับกลางถึงบน SC มีแบรนด์เรือธงคือ “บางกอก บูเลอวาร์ด” ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 10 ล้านบาท และแบรนด์ระดับบน “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ที่มีราคาเริ่มต้นประมาณ 20-35 ล้านบาท SC เน้นการสร้างความแตกต่างในดีไซน์และการจับคู่ทำเลที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในปัจจุบัน นอกจากนี้ SC ยังมีโครงการแนวราบที่ได้รับความนิยมในตลาดพรีเมียมอีกด้วย
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) (AP): เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและการปรับตัวให้เข้ากับดีมานด์ของตลาด AP มีแบรนด์หลักในระดับราคานี้คือ “เดอะซิตี้-เซนโทร” ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามทำเลที่มีการขยายตัวของเมืองสูง เช่น รามอินทรา และบางนา กลุ่มลูกค้าของ AP มักจะเป็นกลุ่มคนที่ต้องการความทันสมัย และความสะดวกในการเดินทางเข้าเมือง รวมถึงการเชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบขนส่งมวลชน
นอกจาก 4 ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ยังมีผู้เล่นอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ต่างมีโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่จำนวนอาจจะไม่มากเท่ากลุ่มข้างต้น
“เศรษฐีรุ่นใหม่”: กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง
สำหรับผู้ซื้อเป้าหมายในตลาดบ้านหรูนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ซึ่งกำลังมองหา “บ้านหลังแรก” หรือ “ขยับขยายครอบครัว” พวกเขามักจะมองหาความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน
สิ่งสำคัญคือ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้มองหาแค่ “บ้าน” แต่กำลังมองหา “คุณภาพชีวิต” และ “ภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จ”
กลุ่มผู้ซื้อเหล่านี้มักจะมีคุณสมบัติดังนี้:
สถานะการเงินที่มั่นคง: ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงในองค์กรขนาดใหญ่
ความต้องการอยู่อาศัยจริง: มองหาบ้านที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายและมีความสุข
ทำเลที่โดดเด่น: ให้ความสำคัญกับความใกล้แหล่งงาน สถานศึกษา และระบบขนส่งสาธารณะ
การลงทุนระยะยาว: มองว่าบ้านคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มใน