
บ้านหรู 10-30 ล้านบาท: ตลาดที่ไม่เคยตาย และการเดิมพันกับความมั่งคั่งแห่งอนาคต
ภายใต้กระแสความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันเงินเฟ้อที่กัดเซาะกำลังซื้อในภาพรวม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางที่ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้นและความเสี่ยงทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความชะลอตัวที่มองเห็นได้ชัดเจนในตลาดคอนโดมิเนียมและการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ กลุ่มบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท กลับไม่เพียงแต่ยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน
บทวิเคราะห์เจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ ที่มีประสบการณ์ทำงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มากว่า 10 ปี เผยให้เห็นว่า ตลาดบ้านหรูในระดับราคา 10-30 ล้านบาท ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงและมีความพร้อมทางการเงิน ทำให้ตลาดบนกลายเป็น “ดาวเด่น” ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านระดับกลาง
ปรากฏการณ์ “บ้านหรู” ดึงตลาดอสังหาฯ ให้ฟื้นตัว
เมื่อพิจารณาภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 จะพบสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต่างปรับกลยุทธ์เพื่อบริหารความเสี่ยง ด้วยการลดจำนวนโครงการใหม่ที่เปิดตัว และหันมาเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบในทุกระดับราคา ผู้บริโภคเองก็แสดงความลังเลและชะลอการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง สถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 ลดลงถึง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้นในภาพรวมของตลาด
แต่ท่ามกลางกระแสชะลอตัวดังกล่าว กลุ่มบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท กลับเป็น “ตลาดดาวเด่น” ที่น่าจับตา มีการเติบโตที่สวนทางกับทิศทางโดยรวม โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยในระดับราคานี้ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงน้อยกว่ากลุ่มราคาต่ำกว่าอย่างชัดเจน สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากลุ่มลูกค้าในตลาดบนยังมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่า และมีความพร้อมทางการเงินอย่างเต็มเปี่ยม
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า โครงการแนวราบมีสัดส่วนครองตลาดบ้านหรูสูงถึง 75-80% ทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะให้น้ำหนักกับการพัฒนาโครงการในระดับราคานี้อย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดบ้านหรูเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่ในวงกว้างกว่ากลุ่มอัลตราลักเซอรี่ (Ultra-Luxury) และมีแนวโน้มการตัดสินใจซื้อที่เน้นคุณค่าและความคุ้มค่าในระยะยาว
การลงทุนในตลาดบ้านหรูยังคงได้รับความสนใจ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ในทำเลศักยภาพยังคงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปีตามราคาที่ดินที่ขยับตัวสูงขึ้น ทำให้การซื้อที่อยู่อาศัยในตอนนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ดี” แต่ยังเป็นการสร้างมรดกและส่งต่อความมั่งคั่งให้กับคนในรุ่นต่อไป
4 บริษัทชั้นนำเจ้าตลาดบ้านหรู
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการแต่ละรายต่างมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มตลาดบน โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ที่น่าสนใจหลายราย ดังนี้
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
แบรนด์เรือธงอย่าง “เศรษฐสิริ” ของแสนสิริ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุดในตลาดบ้านหรู ผู้ประกอบการมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งานให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันอยู่เสมอ และสร้างภาพจำว่า “เศรษฐสิริ” เป็นแบรนด์ที่สะท้อนถึงสถานะและความสำเร็จของผู้อยู่อาศัย
นอกจากแบรนด์เศรษฐสิริแล้ว “บุราสิริ” ยังเป็นอีกหนึ่งแบรนด์บ้านเดี่ยวในระดับราคาใกล้เคียงกันที่ได้รับความนิยม เน้นการออกแบบบรรยากาศการพักผ่อนในสไตล์รีสอร์ต พร้อมจุดเด่นของแสนสิริในเรื่องของบริการหลังการขายและการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
ในฐานะ “พี่ใหญ่” ของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีภาพจำที่แข็งแกร่งในเรื่องของ “คุณภาพและความน่าเชื่อถือ” แบรนด์หลักในระดับราคาบ้านหรูคือ “ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี” ซึ่งเป็นแบรนด์ที่พัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้านให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ ราคาขายอาจจะเริ่มต้นที่มากกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยภาพลักษณ์และคุณภาพที่สั่งสมมา ทำให้แบรนด์เหล่านี้ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในระดับราคานี้
นอกจากแบรนด์เหล่านี้แล้ว บริษัทฯ ยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่เจาะกลุ่มตลาดบนโดยเฉพาะ เช่น “ภัสสร” และ “โครงการใหม่” ที่มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC
SC เน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคา 10-30 ล้านบาท โดยมีแบรนด์เรือธงอย่าง “บางกอก บูเลอวาร์ด” ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ราคาเริ่มต้น 20-35 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในตลาดบ้านหรู
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP
AP มีแบรนด์หลักในระดับราคาเดียวกันคือ “เดอะซิตี้-เซนโทร” ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามากระตุ้นตลาด เช่น “เอพี อินโนเวชั่น” ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้าง
นอกจากแบรนด์หลักเหล่านี้แล้ว ยังมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มีโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ เช่น ศุภาลัย และพฤกษา ที่กำลังขยายฐานลูกค้าและเพิ่มสัดส่วนโครงการบ้านหรูมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน
กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย “เศรษฐีรุ่นใหม่”
กลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายในตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง โดยมองหาความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย และทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
ทำเลที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ รามอินทรา บางนา ดอนเมือง ราชพฤกษ์ รวมถึงปริมณฑลที่มีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานรองรับ นอกจากนี้ ความใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำของบุตรหลาน และสภาพแวดล้อมทางสังคมที่สะท้อนถึง “คุณภาพชีวิต” ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีฐานรายได้มั่นคง ถือเป็นกลุ่ม “Young Successor” ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือของแถมเป็นหลัก แต่เน้นความคุ้มค่าและภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จ และในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก กลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะใช้เวลาในการเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อนานขึ้น เพื่อแสวงหาเงื่อนไขที่ดีที่สุด ทำให้เกิดอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น
ต้นทุนการผลิตบ้านและแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ
แม้ราคาวัสดุก่อสร้างในช่วงเดือนที่ผ่านมาจะปรับตัวสูงขึ้น 5-10% รวมถึงแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ราคาขายบ้านในระดับ 10-30 ล้านบาท ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็น”ราคาต้นทุนเดิม” หากภาวะสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ราคาขายมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนใหม่ในทันที
ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง ในการเข้าถือครองสินทรัพย์ภายใต้ข้อเสนอที่คุ้มค่าจากผู้ประกอบการ นอกจากลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตแล้ว อสังหาฯ ในทำเลศักยภาพทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ยัง