
การลงทุนสร้างโรงงานยางรถยนต์แห่งใหม่ของ Continental Tires ในประเทศไทย 2026
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ประกาศยืนยันว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการผลิตยางล้อสำหรับยานยนต์และยานพาหนะอื่นๆ (Radial Tires) ของ บริษัท คอนติเนนทอล ไทร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยมูลค่าการลงทุนเพิ่มเติมจำนวน 13,411 ล้านบาท
การลงทุนนี้จะก่อสร้างอาคารโรงงานแห่งใหม่ พร้อมส่วนขยายของโรงงานเดิม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 (WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 4) จังหวัดระยอง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตยางล้อสำหรับยานยนต์จากเดิม 4.8 ล้านเส้นต่อปี ขยายเป็น 3 ล้านเส้นต่อปี รวมเป็นกำลังการผลิตทั้งสิ้น 7.8 ล้านเส้นต่อปี นอกจากนี้ ยังจะมีการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มเติมกว่า 600 อัตรา เมื่อรวมกับการจ้างงานเดิม 900 อัตรา จะมีจำนวนพนักงานรวมทั้งสิ้นกว่า 1,500 คน การผลิตนี้จะใช้วัตถุดิบหลักจากภายในประเทศทั้งสิ้น ได้แก่ ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ คิดเป็นปริมาณกว่า 1,700 ตันต่อปี
สำหรับ คอนติเนนทอล กรุ๊ป (Continental Group) ซึ่งมีฐานอยู่ที่ประเทศเยอรมนี เป็นผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก และมีประวัติการก่อตั้งมานานกว่า 150 ปี ในปี 2566 กลุ่มธุรกิจยางรถยนต์ของบริษัทสามารถสร้างรายได้มากกว่า 14,000 ล้านยูโร หรือเทียบเท่ากับประมาณ 5 แสนล้านบาท มีโรงงานผลิตยางรถยนต์ทั้งสิ้น 20 แห่ง ใน 16 ประเทศทั่วโลก โดยบริษัทได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน 15 ปี และได้ก่อตั้งโรงงานแห่งแรกในจังหวัดระยองเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา
โรงงานแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในโรงงานขนาดใหญ่ของเครือคอนติเนนทอล และเป็นโรงงานที่สามารถบรรลุมาตรฐานด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับสูงสุด โดยนำเทคโนโลยีเครื่องจักรสมัยใหม่ที่ประหยัดพลังงานเข้ามาใช้ มีการใช้ระบบอัตโนมัติในการจัดการการขนย้ายวัตถุดิบและสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งแผงโซลาร์ขนาด 6.7 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนถึงร้อยละ 13 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในโรงงาน
การขยายการลงทุนนี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์ไทย เนื่องจากเป็นการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดระยองจะทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อป้อนยางรถยนต์ให้กับทั้งผู้ผลิตรถยนต์และผู้ใช้งานทั่วไป โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มรถยนต์นั่ง รถบรรทุกขนาดเล็ก รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงกลุ่มยางรถยนต์เกรดพรีเมียม เช่น รุ่น MaxContact MC7 และยางรถยนต์สมรรถนะสูงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ามีความต้องการยางรถยนต์สมรรถนะสูงและทนทานเป็นพิเศษ เพื่อรองรับระบบส่งกำลังและอัตราเร่งที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปภายใน โดยราคายางรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะสูงกว่ายางรถยนต์ทั่วไปถึง 2-3 เท่า
นายนฤตม์ กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนครั้งนี้ โดยระบุว่า “การขยายการลงทุนครั้งใหญ่ของคอนติเนนทอล ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตยางรถยนต์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก ทั้งในด้านความปลอดภัยและการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งตามกติกาใหม่ของโลก เช่น EUDR จะต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นน้ำของการผลิตวัตถุดิบ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการทำสวนยางไม่ก่อให้เกิดการบุกรุกทำลายป่า ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมในด้านนี้ การขยายฐานการผลิตยางรถยนต์ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบยางธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยแล้ว ยังจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกด้วย”
ข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ในประเทศไทย
อุตสาหกรรมยางรถยนต์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นฐานการผลิตและส่งออกยางรถยนต์อันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศจีน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 – 2567) มีผู้ประกอบการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนด้านการผลิตยางรถยนต์จำนวนทั้งสิ้น 41 โครงการ ด้วยเงินลงทุนรวมกว่า 112,000 ล้านบาท ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดนี้ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว อาทิ มิชลิน (ฝรั่งเศส), บริดจสโตน (ญี่ปุ่น), กู๊ดเยียร์ (สหรัฐอเมริกา), คอนติเนนทอล (เยอรมนี), ซูมิโตโม รับเบอร์ (ญี่ปุ่น), โยโกฮามา ไทร์ (ญี่ปุ่น), จงเช่อ รับเบอร์ (จีน), ปริงซ์ เฉิงซาน ไทร์ (จีน), หลิงหลง (จีน), เซนจูรี่ ไทร์ (จีน), แม็กซิส (ไต้หวัน) เป็นต้น
การลงทุนของบริษัท คอนติเนนทอล ไทร์ส ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในแนวโน้มการเติบโตของตลาดรถยนต์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ทำให้ความต้องการยางรถยนต์สมรรถนะสูงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
วิเคราะห์ตลาด: ยางรถยนต์สมรรถนะสูงและยางรถยนต์ไฟฟ้า (High Performance Tires & EV Tires)
ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ ผมขอวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและกลยุทธ์การแข่งขันของยางรถยนต์สมรรถนะสูงและยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Tires) ที่กำลังเป็นที่น่าสนใจในปี 2569
การเติบโตของตลาดยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV Tires)
รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย ทำให้ความต้องการยางรถยนต์เฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยางรถยนต์ไฟฟ้ามีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากยางรถยนต์ทั่วไป ได้แก่:
การลดแรงเสียดทาน (Low Rolling Resistance): เพื่อช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง (Range)
การรองรับน้ำหนักที่สูง (High Load Capacity): เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีแบตเตอรี่น้ำหนักมาก
ความเงียบ (Noise Reduction): เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและเงียบสงบ ซึ่งผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้ความสำคัญสูง
ความทนทานต่อแรงบิดสูง (Torque Resistance): จากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังบิดสูงทันที
การแข่งขันด้านราคาและการสร้างมาตรฐานความปลอดภัย
ตลาดในปัจจุบันมีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในกลุ่มยางรถยนต์ทั่วไป อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มยางรถยนต์ไฟฟ้าและยางรถยนต์สมรรถนะสูง จะมีปัจจัยด้านคุณภาพและความปลอดภัยเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งบริษัท คอนติเนนทอล ไทร์ส ได้วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ไว้ในตลาดระดับบน (Premium) โดยเน้นที่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย
ความยั่งยืนและมาตรฐาน EUDR (EU Deforestation Regulation)
การที่บริษัท คอนติเนนทอล ไทร์ส ให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบจากในประเทศและคำนึงถึงมาตรฐาน EUDR แสดงให้เห็นถึงทิศทางของตลาดที่กำลังมุ่งสู่ความยั่งยืน (Sustainability) ผู้บริโภคและกฎระเบียบใหม่ๆ กำลังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นน้ำของกระบวนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่ายางรถยนต์ทุกเส้นผลิตขึ้นภายใต้กระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการที่ยั่งยืนจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ศักยภาพการส่งออกสู่ตลาดโลก
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในด้านการผลิตยางธรรมชาติที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับยางรถยนต์ การที่บริษัท คอนติเนนทอล ไทร์ส ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยถือเป็นการใช้ประโยชน์จากศักยภาพนี้ เพื่อป้อนผลิตภัณฑ์