
สถานะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2569: ความท้าทายและความหวังท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่
2 เมษายน 2568 – ในช่วงเวลาแห่งความพลิกผันทางเทคโนโลยีและแนวโน้มผู้บริโภคที่กำลังก่อตัวขึ้น สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (TAJA) ได้จัดเวที “TAIA Meets the Press” เพื่อนำเสนอภาพรวมและทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา โดยในปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์จะมีการเติบโตในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ซึ่งขึ้นอยู่กับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนภาคการผลิตและอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวถึงภาพรวมปริมาณการผลิตในปี พ.ศ. 2568 ว่า ยังคงอยู่ในช่วงรักษาเสถียรภาพ แม้ว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้น คาดการณ์การผลิตรถยนต์รวมอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคัน เติบโตขึ้นราว 2.1% แบ่งเป็นยอดจำหน่ายในประเทศ 5 แสนคัน และการผลิตเพื่อการส่งออก 1 ล้านคัน ขณะที่ตลาดรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดการผลิตไว้ที่ 2.1 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นกำลังการผลิตขนาดใหญ่และมีความต้องการในตลาดต่อเนื่อง
การสนับสนุนจากเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นปีที่มีความคึกคักจากการลงทุนภาครัฐ ซึ่งนับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญต่อเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อาทิ ระบบรางและการขนส่งมวลชน ที่จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง และกลับมาสร้างรายได้และความคึกคักให้ประเทศได้ใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดโรคระบาด
แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น และรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวขยายตัว แต่รัฐบาลยังคงต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดและตรงจุด เพื่อให้การท่องเที่ยวยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นความต้องการใช้จ่ายในประเทศ
ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังและแนวทางการรับมือ
ภายใต้การเติบโตที่หวังไว้ ความท้าทายที่สำคัญที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับ ตลาดรถยนต์ไทย ยังคงมีอยู่หลายประการ ซึ่งต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ดังนี้
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดของสถาบันการเงิน:
แม้ว่าตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 89% แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล ส่งผลให้อำนาจการซื้อของผู้บริโภคยังคงถูกกดดัน
ยิ่งไปกว่านั้น อัตราส่วนหนี้คงค้างที่ไม่ได้รับการชำระไม่เกิน 3 เดือนของสินเชื่อรถยนต์ ยังคงอยู่ในระดับสูงมาก สถานการณ์นี้ทำให้สถาบันการเงินยังคงดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่ค่อนข้างเข้มงวด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการกลายเป็นสินเชื่อเสีย (NPL) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคที่ต้องการ ซื้อรถยนต์ และทำให้เกณฑ์การอนุมัติยากขึ้น
นโยบายทางการค้าและการแข่งขันที่รุนแรง:
นโยบายทางการค้าของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้แนวทาง “ลดการเสียเปรียบทางการค้า” โดยเฉพาะการเพิ่มภาษีสินค้าที่นำเข้าประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและผู้ที่สนใจ ซื้อรถยนต์ใหม่ ในปี 2569 การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกสินค้าประเภทรถยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะกลายเป็นตลาดระบายสินค้าสำหรับประเทศที่ถูกกีดกันทางการค้าสูงขึ้น นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและภาษี:
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากยุคยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่ยานยนต์สมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ใหม่ ที่กำลังจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป กำหนดให้รถยนต์ต้องมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานเดิม เพื่อให้ได้รับอัตราภาษีที่คุ้มค่ามากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ลูกผสมปลั๊กอิน (PHEV) กำหนดให้ติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) และต้องมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น
ความท้าทายที่กำลังจะมาถึงนี้ รวมถึงความเข้มงวดด้านมาตรฐานมลพิษระดับยูโร 6 สำหรับรถยนต์เบนซิน (บังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2568) และการพิจารณามาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ขณะนี้ยังคงอยู่ในช่วงการถกเถียงและพิจารณาของภาครัฐ
นอกจากนี้ ข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA) ที่ครอบคลุม 24 ประเทศคู่ค้า และอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 4 ฉบับ ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายตลาด โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปที่น่าจับตาเป็นพิเศษ
สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่เน้นตลาดต่างประเทศ ความเข้มงวดของมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับยานยนต์ใหม่ (NVES) ของประเทศออสเตรเลีย ที่กำหนดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำลงสำหรับทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ พร้อมบทลงโทษ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา
มาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
จากภาวะยอดขายที่ค่อนข้างซบเซาและแรงกดดันจากความท้าทายรอบด้าน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอแนวทางมาตรการที่หลากหลายต่อภาครัฐ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ระยะสั้น: มาตรการกระตุ้นยอดขาย
การลดหย่อนทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือค่าบำรุงรักษารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
การลดหย่อนทางภาษีเงินได้นิติบุคคล: สนับสนุนให้บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ มาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ พร้อมขยายเพดานค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้ให้เพิ่มสูงขึ้น
การปรับปรุงกลไกสินเชื่อ: ผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อรถ โดยอนุญาตให้พิจารณารายได้รวมของทั้งครอบครัว (Guarantor) และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อรถยนต์ได้ง่ายขึ้น
การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม: การใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค
ระยะกลาง – ยาว: การปรับตัวสู่ยุคใหม่
การรักษาฐานการผลิตรถยนต์ ICE: ประเทศไทยต้องรักษาศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่สำคัญของโลก และส่งเสริมการผลิต Future ICE เพื่อรักษากำลังการผลิตขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยควรเร่งเจรจา FTA กับกลุ่มประเทศที่ยังมีความต้องการรถยนต์ ICE และหามาตรการส่งเสริมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนกลุ่ม Future ICE เช่น รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หรือรถยนต์ไฮบริด (HEV)
การยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วน: เตรียมพร้อมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพื่อรองรับยานยนต์สมัยใหม่ผ่านกลไกการจับคู่ทางธุรกิจ (Matching) ระหว่างบริษัทผลิตชิ้นส่วนไทยกับบริษัทต่างชาติ เพื่อเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และต่อยอดสู่ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (Power Electric Parts) รวมถึงการฝึกอบรมแรงงานเพื่อเพิ่มทักษะและองค์ความรู้ใหม่ๆ
การขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้า: ขยายการส่งออกยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (ZEV) ไปยังประเทศที่มีศักยภาพ พร้อมเร่งรัดการเจ