
อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2569: ความท้าทายครั้งใหม่และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
กรุงเทพมหานคร, 2 เมษายน 2569 – ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Journalists Association : TAJA) ได้จัดเวทีหารือ “TAIA Meets the Press” เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ผู้ผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากความเข้มงวดด้านกฎระเบียบใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต
สัญญาณฟื้นตัวที่แผ่วเบา: ปริมาณการผลิตและการคาดการณ์ปี 2569
ตามข้อมูลจาก นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569 จะเห็นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประมาณการกำลังการผลิตรถยนต์โดยรวมไว้ที่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งหากเทียบกับปีที่ผ่านมา ถือเป็นการเติบโตเพียงเล็กน้อยประมาณ 2.1% โดยแบ่งเป็นกำลังการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ราว 5 แสนคัน และกำลังการผลิตเพื่อส่งออกที่ราว 1 ล้านคัน ในส่วนของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดผลิตไว้ที่ 2.1 ล้านคัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 11.2%
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาคการผลิตจะยังคงมีความแข็งแกร่งในฐานะศูนย์กลางการผลิต แต่ตลาดภายในประเทศยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจการซื้อของผู้บริโภค
ปัจจัยขับเคลื่อนและแรงกดดันเชิงมหภาค
การเติบโตของ อุตสาหกรรมยานยนต์ ในประเทศไทยปี 2569 ขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนหลักสองประการ
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
รัฐบาลไทยมีการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างระบบราง ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 3 ล้านล้านบาทไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การลงทุนเหล่านี้มีศักยภาพในการกระตุ้นความต้องการยานยนต์เพื่อการขนส่งและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มกลับไปสู่ระดับก่อนสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติและค่าใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสนับสนุนธุรกิจในภาคบริการและโลจิสติกส์ให้เติบโตมากขึ้นด้วย
ปัจจัยเสี่ยงด้านความสามารถในการซื้อและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ความท้าทายที่สำคัญยังคงอยู่ที่สถานการณ์หนี้สินของภาคครัวเรือน แม้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะปรับตัวลดลงเหลือ 89% แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับอัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อทั้งหมดถึง 22% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน
สถาบันการเงินจึงยังคงดำเนินนโยบายสินเชื่อที่ระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ตลาดรถยนต์, การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ยังคงมีเกณฑ์ที่เข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสีย
แรงกดดันทางการค้าและการแข่งขันระดับโลก
สำหรับ การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในปัจจุบัน สิ่งที่ต้องจับตามองคือกระแสการปกป้องทางการค้าจากต่างประเทศ ที่ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศไทยต้องวางกลยุทธ์รับมือใหม่ โดยเฉพาะแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาทและการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าในบางประเทศ
นโยบายการค้าโลกและผลกระทบต่อผู้ผลิตไทย
นโยบายการค้าเชิงปกป้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ เน้นการลดความเสียเปรียบทางการค้าและเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าหลายประเภท ซึ่งส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทยอย่างผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่ง ยางรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในรถ และอะไหล่อื่นๆ แม้ในปัจจุบันสินค้าหลักของไทยที่ส่งไปยังสหรัฐฯ จะยังคงได้รับความได้เปรียบด้านราคา แต่แนวโน้มนี้ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผันผวน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงจากภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการตัดราคาและการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น
กฎระเบียบสิ่งแวดล้อม: ความท้าทายของยานยนต์สันดาปและการเปลี่ยนผ่านสู่ ZEV
ในส่วนของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ภาครัฐมีการประกาศใช้มาตรฐานใหม่หลายฉบับที่กำลังจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยอย่างจริงจังในปี 2569 นี้
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่
สำหรับ โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ที่จะเริ่มใช้จริงตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิตจะต้องเพิ่มความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ปัจจุบัน เพื่อให้ได้รับอัตราภาษีที่คุ้มค่ามากขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังคงสนับสนุนยานยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฮบริด (PHEV) โดยกำหนดให้มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม
การควบคุมมลพิษมาตรฐานยูโร 6
สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินมาตรฐานยูโร 6 ได้เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ในขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ การเปลี่ยนมาตรฐานมลพิษนี้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผู้ผลิตต้องปรับปรุงเทคโนโลยีเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
การจัดการเขตการค้าเสรี (FTA) และมาตรฐานใหม่จากตลาดส่งออก
ประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศและเขตเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงข้อตกลงสำคัญอย่าง FTA ไทย-สหภาพยุโรป ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขันและขยายโอกาสการส่งออกในระยะยาว
นอกจากนี้ มาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับรถยนต์ใหม่ (New Vehicle Efficiency Standard : NVES) ของประเทศออสเตรเลีย ที่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 นี้ โดยจะกำหนดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรถยนต์ที่นำเข้าทั้งรถนั่งและรถกระบะ พร้อมบทลงโทษ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสากลที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
แนวทางรับมือ: มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
เพื่อบรรเทาความท้าทายทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการเติบโตของ ตลาดรถยนต์ไทย สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐหลายด้าน โดยแบ่งเป็นระยะสั้นและระยะกลาง-ยาว ดังนี้
มาตรการระยะสั้น: เพิ่มอำนาจซื้อและกระตุ้นยอดขาย
ด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เสนอให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อและบำรุงรักษารถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศมาลดหย่อนภาษีได้ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค
ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล: เสนอให้บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อและเช่ารถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศมาลดหย่อนภาษีได้ พร้อมขยายเพดานค่าใช้จ่ายที่สามารถหักลดหย่อนได้ให้สูงขึ้น เพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน
ด้านสินเชื่อ: เสนอให้พิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับรถยนต์ โดยอนุญาตให้สามารถกู้ร่วม และพิจารณารายได้รวมของทั้งครอบครัวในการประเมินการอนุมัติสินเชื่อได้ รวมถึงมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์
การใช้