
ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปี 2025: ความท้าทาย การเปลี่ยนผ่าน และโอกาสแห่งนวัตกรรม
กรุงเทพฯ – 15 มกราคม 2569 – ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2025 กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง การผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาค เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ก้าวหน้า และความคาดหวังของกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ได้สร้างภูมิทัศน์ที่ท้าทายแต่ก็แฝงไว้ด้วยโอกาสครั้งใหญ่สำหรับทุกค่ายรถยนต์ บทวิเคราะห์เจาะลึกนี้จากผู้บริหารระดับสูงของแบรนด์ชั้นนำในวงการยานยนต์ไทย ให้ข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมถึงสถานการณ์ปัจจุบัน วิสัยทัศน์ในระยะยาว และแผนกลยุทธ์รับมือกับอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
สถานการณ์ตลาดโดยรวม: การปรับฐานสู่ความยั่งยืน
หลังจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี 2021-2023 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวหลังโรคระบาดและการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2025 เผชิญกับการปรับฐานอย่างชัดเจน ยอดขายรถยนต์โดยรวมยังคงเติบโตอย่างระมัดระวังในขณะที่อัตราเงินเฟ้อและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงเป็นปัจจัยกดดัน
คุณวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมตลาดในช่วงต้นปี 2025 ว่า “เราเห็นการชะลอตัวที่ชัดเจนในตลาดรถยนต์นั่งและรถกระบะ โดยยอดขายในช่วง 2 เดือนแรกลดลงราว 10% ส่งผลให้เราต้องปรับลดประมาณการยอดขายรวมทั้งปีลงเหลือประมาณ 530,000 คัน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 560,000 – 570,000 คัน”
ความท้าทายนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจสำหรับผู้ที่อยู่ในวงการ เนื่องจากเป็นผลพวงตามธรรมชาติหลังจากช่วง ‘Boon Period’ ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว คุณวัลลภชี้ว่า “ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงของการปรับสมดุลตลาดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภค และต้องคำนึงถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมด้วย”
ในทำนองเดียวกัน คุณณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ผู้แทนจำหน่ายแบรนด์ Geely อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ปี 2025 ยังคงเป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ไม่สามารถกลับไปสู่จุดช่วงก่อนโควิด-19 ได้ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต่างอยู่ในจุดคุ้มทุนแล้ว”
อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV): ความชัดเจนในการขยายตัว
หากมองไปที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเคยสร้างกระแสความตื่นตัวอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในปี 2025 นี้ มีความชัดเจนในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ยุคของกลุ่ม Pioneer สิ้นสุดลง: คุณวัลลภอธิบายว่า “กลุ่มลูกค้า Pioneer ที่พร้อมตอบรับกระแสเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดไปแล้วในช่วงปี 2021-2023 ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% หรือราว 200,000 คน จากจำนวนประชากรที่มีกำลังซื้อ”
การมาถึงของกลุ่ม Early Adopter: “หลังจากนี้ การขับเคลื่อนตลาดจะมาจากกลุ่ม Early Adopter ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงมาก คิดเป็นสัดส่วนราว 10% หรือประมาณ 700,000 คน ในตลาด ขณะนี้กลุ่มนี้กำลังอยู่ในช่วงของการประเมินทางเลือกและรอให้ตลาดมีความเสถียรภาพมากขึ้น”
ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน: คุณวัลลภกล่าวเสริมอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรามองว่าในระยะยาว สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าจะไม่สามารถขยับเกิน 30% ของตลาดรวมได้ ปัจจัยสำคัญคือข้อจำกัดทางด้านพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย เนื่องจากประเทศมีขนาดใหญ่ การขยายสถานีชาร์จทั่วถึงยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา”
แรงสนับสนุนจากภาครัฐ: ขณะเดียวกัน คุณณรงค์ได้เสนอแนะถึงแนวทางที่ภาคเอกชนต้องการจากภาครัฐ โดยกล่าวว่า “บริษัทเชื่อว่าภาครัฐควรพิจารณานโยบายช่วยเหลือด้านสินเชื่อรถยนต์ หรือการนำค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถมาหักลดหย่อนภาษี เช่น การนำเงินดาวน์รถไปลดหย่อนภาษี ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ และเป็นการช่วยเหลือตลาดที่ตรงจุด นอกจากนี้ ควรพิจารณามาตรการช่วยเหลือในส่วนของรถกระบะ ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีขนาดใหญ่”
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2025: สำหรับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ คุณณรงค์ประเมินว่า “จะอยู่ในช่วงตัวเลข 5 หลักปลายๆ แม้จะเคยคาดการณ์ว่าจะแตะ 6 หลักได้ตั้งแต่ปีที่แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม การที่ปีนี้เป็นปีสุดท้ายสำหรับมาตรการ EV 3.5 ทำให้เราคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตในช่วงปลายปี จากปัจจัยหนุนต่างๆ ที่จะกระตุ้นยอดขาย”
สงครามราคา: การปรับตัวของสมรภูมิแข่งขัน
ประเด็นเรื่อง ‘สงครามราคา’ ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างมาก ในปี 2025 นี้ สถานการณ์นี้ไม่ได้หายไป แต่มีแนวโน้มที่จะลดความรุนแรงลง
คุณวัลลภชี้แจงว่า “สงครามราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเริ่มขึ้นไปแล้ว แต่ปีนี้มองว่าจะลดความรุนแรงลง เพราะหลายๆ แบรนด์ได้ใช้กลยุทธ์การจัดตำแหน่งราคากับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ โดยโมเดลที่เคยเปิดตัวในราคาสูงก็จะมีการปรับราคาลงมาให้ถูกต้องมากขึ้น”
คุณณรงค์เสริมในประเด็นนี้ว่า “บริษัทคิดว่าสงครามราคาปีนี้จะลดความรุนแรงลง เนื่องจากแบรนด์ต่างๆ ได้ปรับตำแหน่งราคา (Pricing) ให้มีความเหมาะสมกับตลาดมากขึ้น และกำลังมุ่งเน้นไปที่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะสร้างความแตกต่าง”
การสร้างความแตกต่างและนวัตกรรม: หัวใจสำคัญของการแข่งขัน
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ลูกค้าเริ่มไม่เห็นความแตกต่างด้านเทคโนโลยีและสมรรถะของรถแต่ละยี่ห้อ การสร้างแบรนด์และความเชื่อมั่นจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
คุณณรงค์กล่าวว่า “ลูกค้าในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มไม่ค่อยเห็นความต่างของผลิตภัณฑ์ในตลาด ดังนั้น การที่แบรนด์จะสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ คือการสร้างแบรนด์ (Branding) หรือนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ประกอบกับการสร้างความเชื่อมั่นในบริการหลังการขาย”
ทิศทางรถยนต์ไฟฟ้าในตลาด: ในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้บริหารหลายท่านให้ความเห็นว่าแบรนด์ต่างๆ มักเปิดตัวรถ ‘เรือธง’ หรือรถที่ใช้ทำการตลาดหลักเป็นเซกเมนต์เอสยูวี (SUV) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่รถแบรนด์จีนส่วนใหญ่มักนำเข้ามาทั้งคัน และรถเอสยูวีก็เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศจีน เนื่องจากรถยนต์อเนกประสงค์สามารถตอบสนองการใช้งานได้หลากหลาย ทำให้คนนิยมเลือกซื้อใช้งาน
แผนงานของแบรนด์: นวัตกรรม การปรับปรุงโรงงาน และความมุ่งมั่นในการเติบโต
การรับมือกับสถานการณ์ตลาดที่มีความท้าทายเช่นนี้ แต่ละแบรนด์ก็ได้วางแผนงานสำหรับปี 2025 ไว้อย่างชัดเจน
Hyundai Mobility (ประเทศไทย): บริษัทคงเป้ายอดขายรวมปี 2025 ไว้ที่ 4,100 คัน และมีแผนงานเปิดตัวรถยนต์ใหม่ตลอดปีรวม 6 รุ่น ซึ่งจะครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และรถสันดาป “บริษัทจะมีการระมัดระวังในการนำเข้ารถยนต์” คุณวัลลภกล่าวเสริม “ส่วนโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย จะเริ่มเดินสายการผลิตในเดือนมกราคม ปี 2026 โดยบริษัทยังได้ปรับลดต้นทุนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการวิจัยและพัฒนารวมถึงการผลิตและผู้บริโภค”
Geely (ธนบุรีนอยสเติร์น): แบรนด์ Geely แม้จะเพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย แต่ก็กำลังเร่งสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง คุณณรงค์ระบุว่า “บริษัทเชื่อว่า Geely เป็นที่รับรู้ของลูกค้าในระดับหนึ่งแล้ว เป้าหมายของเราคือการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบค