
ปี 2569: ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทย ปี 2569 และทิศทางการแข่งขัน
บทวิเคราะห์เจาะลึกตลาดรถยนต์ไทย โดยผู้บริหารแบรนด์ชั้นนำ ตลอดปี 2568
ตลาดรถยนต์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่อง โดยในปี 2569 คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์นั่งและรถกระบะจะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด โดย คุณวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ ได้ให้ข้อมูลว่ายอดขายรถใหม่ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ลดลง 10% ส่งผลให้บริษัทปรับลดการคาดการณ์ยอดขายปีนี้จาก 5.6-5.7 แสนคัน เหลือเพียง 5.3 แสนคัน
โฟกัสตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ตลาดรถยนต์อีวีในประเทศไทยได้พ้นช่วง ‘หวือหวา’ หรือตลาดดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยผู้บุกเบิกและผู้รับกระแสใหม่ ๆ ไปแล้ว โดยบริษัทคาดการณ์ว่ายอดขายจะทรงตัวอยู่ในระดับ 7 หมื่นคันต่อปี เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มแรก (Pioneers) ตอบสนองกับกระแสใหม่ ๆ ไปได้เกือบหมดแล้วตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 3% หรือประมาณ 2 แสนคน
“หลังจากนี้ ตลาดจะถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้ใช้งานระยะเริ่มต้น (Early Adopters) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 10% หรือราว 700,000 คนในตลาด ผู้บริโภคกลุ่มนี้กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาและรอให้ตลาดมีความเสถียรมากขึ้น” คุณวัลลภ กล่าวเสริม
บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ประเมินว่าในระยะยาว ตลาดรถยนต์อีวีจะขยับสัดส่วนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของตลาดโดยรวม เนื่องจากปัจจัยจำกัดด้านพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ
กลยุทธ์ทางเลือก: ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด
ในขณะที่ตลาดอีวีเริ่มชะลอตัว กลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือกอื่น ๆ อย่าง ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ ไฮบริด (HEV) ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรถไฮบริดที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 70% ในปี 2568 ซึ่งบริษัทประเมินว่าเป็นผลมาจากความต้องการรถยนต์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional Phase) และการสนับสนุนจากภาครัฐในรถกลุ่มนี้
นอกจากนี้ การตอบรับที่ดีต่อรถพลังงานทางเลือกยังสะท้อนถึงความกังวลของผู้บริโภคต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานและปัญหาด้านการบำรุงรักษาของรถยนต์อีวีด้วยเช่นกัน
แผนงานของฮุนได: เปิดตัว 6 รุ่นใหม่ และโรงงานผลิตไทย
สำหรับแผนการดำเนินงานของ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4,100 คัน และเตรียมเปิดตัวรถยนต์ใหม่รวม 6 รุ่นตลอดปี ซึ่งจะมีทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV), ไฮบริด (HEV) และรถยนต์สันดาป (ICE)
“บริษัทจะมีความระมัดระวังในการนำเข้ารถยนต์มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด และกำหนดเริ่มการผลิตในประเทศไทยในเดือนมกราคม 2566” คุณวัลลภ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมยืนยันว่าบริษัทได้ปรับลดต้นทุนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดโดยรวม แต่จะไม่กระทบต่อการวิจัย พัฒนา การผลิต และการให้บริการลูกค้า
ทิศทางตลาดรถกระบะและกลยุทธ์ ‘กระบะพี่ มีคลังค้ำ’
สำหรับกลุ่มรถยนต์นั่งและรถกระบะไทย ยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับว่าตลาดโดยรวมยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่จุดเดิมก่อนช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ หากไม่มีมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมจากภาคส่วนรัฐ
“ผู้ผลิตรถยนต์ทุกแบรนด์อยู่ในจุดที่ต้องบริหารจัดการความคุ้มทุน (Break-even Point) อย่างรัดกุม” คุณวัลลภ กล่าว และเสนอว่า “ภาครัฐควรพิจารณานโยบายที่ช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ หรือการพิจารณามาตรการหักลดหย่อนภาษีจากเงินดาวน์รถยนต์ หรือค่าผ่อนจ่าย ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อได้จริง หรืออาจพิจารณามาตรการเฉพาะสำหรับเซกเมนต์รถกระบะ ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่”
การแข่งขันด้านราคารถยนต์ในประเทศไทย
ในช่วงปีที่ผ่านมา การแข่งขันด้านราคารถยนต์ในไทยรุนแรงมาก เนื่องจากกระแสการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ ๆ ในตลาดรถยนต์อีวี แต่ในปีนี้ คุณณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีลี่ (Geely) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า แม้การแข่งขันด้านราคาจะยังคงมีอยู่ แต่คาดว่าจะ ลดความรุนแรงลง ในปีนี้
“สงครามราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเริ่มต้นไปแล้ว แต่คาดว่าจะผ่อนคลายลงในปีนี้ เพราะหลายแบรนด์เริ่มปรับกลยุทธ์การวางตำแหน่งราคากับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ โดยโมเดลที่เคยเปิดตัวในราคาค่อนข้างสูง จะถูกปรับให้มีราคาที่สอดคล้องกับตำแหน่งของผลิตภัณฑ์มากขึ้น” คุณณรงค์ กล่าว
สำหรับตลาดรถยนต์อีวี คุณณรงค์ประเมินว่ายอดขายในปีนี้จะอยู่ในช่วงตัวเลข ห้าหลักปลาย ๆ จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะสามารถเข้าสู่เลขหกหลักได้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปี 2569 เป็นปีสุดท้ายของมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 (อ้างอิงจากบทความต้นฉบับที่กล่าวถึงมาตรการเดิม) จึงคาดว่าอาจจะมีการเติบโตในช่วงท้ายปี เนื่องจากปัจจัยกระตุ้นจากหลายภาคส่วน
กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างในยุค ‘ความเหมือน’ ของรถ EV
คุณณรงค์ กล่าวถึงเทรนด์สำคัญของตลาดรถยนต์อีวีว่า ลูกค้าเริ่มเห็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ในตลาดน้อยลง ดังนั้น การสร้างความแตกต่างของแบรนด์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเน้นการ สร้างแบรนด์ (Branding) การนำเสนอ นวัตกรรม และ เทคโนโลยี ใหม่ ๆ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในบริการหลังการขาย (After-sales Service)
สำหรับทิศทางของรถยนต์อีวีที่หลายแบรนด์มักเปิดตัว รถยนต์เรือธง หรือรถรุ่นหลักในเซกเมนต์ เอสยูวี (SUV) เนื่องจากรถยนต์แบรนด์จีนส่วนใหญ่นำเข้าทั้งคัน และรถยนต์อเนกประสงค์แบบ SUV เป็นที่นิยมสูงสุดในประเทศจีน อีกทั้งยังสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกซื้อเพื่อใช้งานจริง
แผนงานสร้างการรับรู้แบรนด์และโอกาสผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
แม้ว่าแบรนด์จีลี่จะเพิ่งเริ่มเข้ามาทำตลาดรถยนต์อีวีในไทย แต่คุณณรงค์เชื่อว่าจีลี่เป็นที่รับรู้ของลูกค้าในระดับหนึ่ง ดังนั้นเป้าหมายหลักของบริษัทจึงมุ่งเน้นไปที่การ สร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ ยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับ บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น ซึ่งมีประวัติยาวนานถึง 84 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างพิจารณา แผนการผลิตรถยนต์แบรนด์จีลี่ในประเทศไทย เนื่องจากโรงงานประกอบรถยนต์ธนบุรี (TAAP) มีความเชี่ยวชาญในการผลิตรถยนต์อยู่แล้ว ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว
อนาคตตลาดรถยนต์ไฟฟ้า: การพึ่งพาเทคโนโลยีและการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด
ปี 2569 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังอยู่ในช่วง ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ’ โดย คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นว่า บริษัทประเมินว่าสัดส่วนตลาดรถยนต์อีวีในปีนี้จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 15% หรือประมาณ 7-8 หมื่นคันของตลาดรถยนต์