• Sample Page
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result

D1904131_คนในบ านไม ใช กระโถน!_part2

admin79 by admin79
April 17, 2026
in Uncategorized
0
D1904131_คนในบ านไม ใช กระโถน!_part2 นี่คือบทความฉบับปรับปรุงใหม่สำหรับปี 2568 โดยปรับให้เป็นภาษาไทยทางการ ใช้เสียงของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และมีการปรับเนื้อหาให้สดใหม่ตามแนวโน้มล่าสุด โดยคงแก่นสารเดิมไว้ทั้งหมด วิเคราะห์แนวโน้มตลาดรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไทย ปี 2568: ความท้าทายและโอกาสในยุคเปลี่ยนผ่าน กรุงเทพฯ, 2 เมษายน 2568 – สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association: TAIA) โดยการนำของ นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมฯ ได้จัดกิจกรรม “TAIA Meets the Press” เพื่อสื่อสารทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อสื่อมวลชน ในช่วงที่ตลาดกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากกระแสเทคโนโลยีและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยภาพรวมของปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ แต่ก็มีปัจจัยสนับสนุนที่อาจพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ หากได้รับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังจากภาครัฐ
ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในวงการมานานกว่า 10 ปี ผมมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เรากำลังจะเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีของรถยนต์เปลี่ยนขั้วอย่างแท้จริง จากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่พลังงานไฟฟ้า และมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นทุกขณะ เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ เราจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์เชิงลึกและมาตรการเชิงรุกที่ทันสมัย ภาพรวมการผลิตและการตลาดปี 2568 สำหรับปี พ.ศ. 2568 นี้ สมาคมฯ คาดการณ์ว่ายอดการผลิตรถยนต์โดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคัน ซึ่งถือว่าเติบโตเล็กน้อยราว 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยการแบ่งสัดส่วนการผลิตนี้เป็นการผลิตเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศราว 5 แสนคัน และเพื่อการส่งออกประมาณ 1 ล้านคัน ขณะเดียวกันในกลุ่มรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดการผลิตรวมอยู่ที่ 2.1 ล้านคัน แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าสนใจราว 11.2% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากดีมานด์ที่กลับมาคึกคักหลังจากช่วงโควิด-19 หากเราพิจารณาตัวเลขนี้ให้ลึกลงไป เราจะเห็นว่าตลาดในประเทศยังคงต้องพึ่งพาการผลิตเพื่อการส่งออกสูงมาก ซึ่งทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมแปรผันไปตามสภาวะเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์นั่งที่เริ่มมีการแข่งขันที่รุนแรงจากภาวะอุปทานเกินขนาด (Oversupply) ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาด ในมุมมองของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปี 2568 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการคมนาคมขนส่งต่างๆ ซึ่งการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านบาทนี้ จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์การซื้อรถยนต์และชิ้นส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงกับระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อหัวที่มากขึ้น ได้ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ในภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับรถเช่าและการขนส่งดีขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของภาครัฐยิ่งทำให้การเดินทางภายในประเทศคึกคักมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโดยรวม และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนหลังช่วงการล็อคดาวน์ยาวนาน ก็เป็นปัจจัยส่งเสริมการเติบโตของตลาดรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ซึ่งการเติบโตของกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์นั้นสวนทางกับตลาดรถยนต์อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคบางส่วนเริ่มหันมาเลือกใช้รถมอเตอร์ไซค์มากขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์การเดินทางที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมือง ความท้าทายในภาคยานยนต์ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของกำลังซื้อของผู้บริโภคและแรงกดดันจากกฎระเบียบการค้าโลก ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสินเชื่อเข้มงวด ประเด็นความกังวลที่สุดในปี 2568 คือสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าอัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะเริ่มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 89% แต่สัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อทั้งหมดถึง 22% นั้นถือว่าสูงมาก การรักษาระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ให้อยู่ในระดับต่ำและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะช่วยฟื้นฟูกำลังซื้อให้กลับคืนสู่ตลาดได้ ปัญหาหนี้เสียนี้ยังส่งผลโดยตรงต่อภาคการเงิน เมื่อพิจารณาอัตราส่วนหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือนของสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล ทำให้สถาบันการเงินยังคงมีนโยบายปล่อยสินเชื่ออย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงจากการกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้บริโภคที่ต้องการสินเชื่อรถยนต์ใหม่ในปี 2568 อาจต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่ยากขึ้น
ความผันผวนทางการค้าระหว่างประเทศ นโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มุ่งเน้นการลดความได้เปรียบทางการค้าและอาจมีการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ รวมถึงยางรถยนต์ อาจได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีนำเข้าเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจกลายเป็นจุดระบายสินค้าจากประเทศคู่ค้าที่ถูกกดดันทางการค้าสูงกว่าเดิม นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดภายในประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในระยะยาว แนวทางการรับมือและมาตรการสนับสนุนจากสมาคมฯ จากสถานการณ์ดังกล่าว สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงได้ข้อเสนอมาตรการเชิงรุกต่อภาครัฐเพื่อกระตุ้นตลาดและปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรม ดังนี้ มาตรการระยะสั้น (Short-term Measures) เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้น สมาคมฯ ได้เสนอมาตรการที่มุ่งเน้นการลดหย่อนภาษีและปรับปรุงเงื่อนไขสินเชื่อ ได้แก่ มาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เปิดโอกาสให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมาลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น มาตรการทางภาษีเงินได้นิติบุคคล: ขยายเพดานการหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้บริษัทต่างๆ มีสิทธิ์ในการนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น มาตรการด้านสินเชื่อ: ขอให้พิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อรถ โดยอนุญาตให้มีการกู้ร่วม และพิจารณารายได้รวมของทั้งครอบครัวในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ รวมถึงพิจารณามาตรการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงของผู้กู้ การกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ: การใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของหน่วยงานราชการในการจัดซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในราชการ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม มาตรการระยะกลางถึงยาว (Medium- to Long-term Measures) สำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในระยะยาวนั้น สมาคมฯ มีแนวทางที่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล ดังนี้
การรักษาฐานการผลิต: แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่เราต้องรักษาการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สันดาปภายใน
Previous Post

D1904132_คนข มเม [ตอนจบ]_part2

Next Post

D1904150_งมงายจนผ วเล_part2

Next Post

D1904150_งมงายจนผ วเล_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • D2004126_ณชายก บล กสาวพ อค_part2
  • D2004127_กหน าผ อร งเก_part2
  • D2004128_กกระจอกท อด_part2
  • D2004129_กช งท อเกล ยด [ตอน_part2
  • D2004130_กท อร กท ไม องพยายาม_part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.