
10-30 ล้านบาท: บ้านหรูตลาดไม่ตาย! สี่ขาใหญ่แข่งชิงลูกค้าวัยเก๋า
ในยุคที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและความไม่แน่นอนทางการเงินในวงกว้าง หลายภาคส่วนกำลังจับตามองทิศทางของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อจริง (Real Demand) และมักจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดแมสทั่วไป ท่ามกลางกระแสการชะลอตัวนี้ กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่หลายรายยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องในตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท โดยมองเห็นโอกาสในการช่วงชิงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจลงทุนในระยะยาว
จากการวิเคราะห์เชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ พบว่าตลาดบ้านหรูในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงเป็นกลุ่มที่สวนกระแส โดยมีสัญญาณการเติบโตที่น่าจับตา แม้ว่ายอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ในส่วนของตลาดบ้านหรูกลับได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีกลยุทธ์ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม “เศรษฐีรุ่นใหม่” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังซื้อสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดบ้านหรู: การตอบสนองต่อความต้องการในภาวะวิกฤต
ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดบ้านหรู 10-30 ล้านบาท ยังคงเติบโตได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวนั้น มาจากการที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปรับกลยุทธ์การลงทุนและพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นพัฒนาโครงการแนวราบที่มีสัดส่วนสูงถึง 75-80% ของตลาดบ้านหรูทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากกว่าคอนโดมิเนียมในช่วงนี้ เนื่องจากความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น และการเน้นบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นหลังช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
“สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่าตลาดโดยรวมยังคงมีสัญญาณชะลอตัว โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่พยายามบริหารความเสี่ยงด้วยการลดการเปิดตัวโครงการใหม่ และหันไปมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบในทุกระดับราคา เพื่อรักษาสภาพคล่องและกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้สูงหรือกำลังซื้อปานกลางถึงสูง ยังคงมีความต้องการซื้อจริง และมักจะตัดสินใจนานขึ้นเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด แต่ไม่ได้หยุดซื้อโดยสิ้นเชิง
ตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท ถือเป็นตลาดที่มีความแข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นสูงกว่ากลุ่มราคาต่ำกว่า เนื่องจากผู้ซื้อในกลุ่มนี้มักจะมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงกว่า ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่า และมีความพร้อมในการตัดสินใจซื้อมากกว่าผู้ซื้อในตลาดแมส ซึ่งทำให้กลุ่มนี้เป็นกำลังขับเคลื่อนหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเวลานี้
4 ขาใหญ่เจ้าตลาด: กลยุทธ์การแข่งขันเพื่อช่วงชิงกำลังซื้อ “เศรษฐีรุ่นใหม่”
ในตลาดบ้านหรูระดับราคานี้ ผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ต่างมุ่งมั่นที่จะสร้างความโดดเด่นและจุดเด่นของแบรนด์ตนเองผ่านกลยุทธ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความหลากหลาย โดยมีผู้เล่นหลักที่น่าจับตา ดังนี้
แสนสิริ จำกัด (มหาชน): แบรนด์เรือธงที่ตอบโจทย์ภาพลักษณ์และบริการหลังการขาย
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับตลาดบ้านหรูเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยมีแบรนด์หลักคือ “เศรษฐสิริ” ซึ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชัน และการบริการหลังการขาย แสนสิริได้พัฒนารูปแบบบ้านให้มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอยู่เสมอ
นอกจากแบรนด์เศรษฐสิริแล้ว แสนสิริยังมีแบรนด์ “บุราสิริ” ซึ่งเป็นแบรนด์บ้านเดี่ยวในระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่เน้นบรรยากาศการพักผ่อนในสไตล์รีสอร์ต พร้อมจุดเด่นเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ที่เป็นที่ยอมรับในตลาด จุดเด่นของแสนสิริคือ การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและจดจำว่าเป็นแบรนด์ที่มอบ “คุณภาพชีวิตที่ดี” ให้กับผู้อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): ความเชื่อมั่นในคุณภาพและภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม
พี่ใหญ่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่าง บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ยังคงมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในตลาดบ้านหรู โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความเชื่อมั่นของโครงการ แบรนด์หลักในกลุ่มนี้คือ “ชัยพฤกษ์” “มัณฑนา” และ “สีวลี” ซึ่งแม้จะมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ ทำให้ยังคงเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจและเลือกใช้บริการอยู่เสมอ
LH ได้ปรับปรุงรูปแบบบ้านให้ทันสมัยและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเน้นการใช้สอยพื้นที่ที่คุ้มค่า และการออกแบบที่สวยงาม แต่ยังคงรักษามาตรฐานด้านคุณภาพของวัสดุและการก่อสร้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): โครงการบ้านจัดสรรระดับบนที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่มีจุดเด่นในการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคา 10-30 ล้านบาท โดยมีแบรนด์เรือธงคือ “บางกอก บูเลอวาร์ด” ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ที่มีราคาสูงกว่า 20-35 ล้านบาท
SC มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ด้วยทำเลที่ตั้งที่เดินทางสะดวก และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการที่ครบครัน การเน้นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และการบริการหลังการขายที่ดี ทำให้แบรนด์นี้เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ที่กำลังมองหาบ้านในราคาระดับบน
เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน): การขยายตัวของแบรนด์หลักในทำเลศักยภาพ
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP มีแบรนด์หลักในระดับราคา 10-30 ล้านบาท ได้แก่ “เดอะซิตี้” และ “เซนโทร” ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดย AP ได้ใช้กลยุทธ์การขยายตลาดในทำเลศักยภาพใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ขยายตัวออกไปนอกเมือง
AP มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่มีความทันสมัย และการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างจุดเด่นเรื่องบริการหลังการขาย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และทำให้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการบ้านในราคาระดับนี้
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มีโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่จำนวนโครงการอาจจะไม่มากเท่า 4 แบรนด์หลักนี้ เช่น ศุภาลัย และพฤกษา ที่ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่หลากหลาย
เป้าหมาย “เศรษฐีรุ่นใหม่”: การตอบสนองต่อความต้องการที่ซับซ้อน
กลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายในตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาทนั้น “สุรเชษฐ” ได้วิเคราะห์ว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ชาวไทย อายุไม่เกิน 45 ปี ที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง และมองหาความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ