
2569: ปีทองของบ้านหรู 10-30 ล้านบาท เมื่อ 4 ยักษ์ใหญ่ช่วงชิงกำลังซื้อ “เศรษฐียุคใหม่”
ท่ามกลางคลื่นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในปี 2569 นี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่มีปริมาณโครงการใหม่ลดลงอย่างมาก ผู้ประกอบการต่างหันมาเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบในทุกระดับราคา เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง และหลีกเลี่ยงปัญหาหนี้เสียในกลุ่มลูกค้าเดิมที่เผชิญภาวะการปล่อยสินเชื่อที่ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตลาดโดยรวมชะงักงัน กลับมี “เซ็กเมนต์” บางกลุ่มที่ยังคงมีแรงขับเคลื่อนและส่งสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่อง นั่นคือกลุ่ม บ้านหรู (Luxury Home) ในช่วงราคา 10-30 ล้านบาท
กลุ่มบ้านหรู 10-30 ล้านบาท กลายเป็น ‘สมรภูมิรบ’ ใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ 4 ราย ที่พยายามชิงส่วนแบ่งกำลังซื้อจาก ‘เศรษฐีรุ่นใหม่’ ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยจริงภายใต้ข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุด
“สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ฉายภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างชัดเจน สังเกตได้จากสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 ที่ลดลงถึง 13.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 ประกอบกับสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป
4 ยักษ์ใหญ่รุกตลาดบ้านหรู 10-30 ล้านบาท
สำหรับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยผู้ประกอบการชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด ซึ่งแต่ละรายมีจุดเด่น กลยุทธ์ และแบรนด์สินค้าที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย:
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
แสนสิริยังคงยึดมั่นในแบรนด์หลักอย่าง “เศรษฐสิริ” ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะบ้านหรูที่เน้นการออกแบบดีไซน์ที่โดดเด่น ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน และสร้างภาพลักษณ์ที่สะท้อนรสนิยมของผู้พักอาศัย นอกจากนี้ ยังมี “บุราสิริ” อีกหนึ่งแบรนด์ในระดับราคาเดียวกันที่เน้นบรรยากาศสไตล์รีสอร์ต แฝงด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและความเป็นส่วนตัว จุดแข็งของแสนสิริคือการให้บริการหลังการขาย (After-sales Service) และระบบรักษาความปลอดภัย Liv-24 ที่สร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในฐานะเจ้าตลาดเดิมในกลุ่มบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท ยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าในเรื่องของคุณภาพ และความน่าเชื่อถือของแบรนด์หลักอย่าง “ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี” ซึ่งมีการปรับรูปแบบบ้านให้ทันสมัยตามยุคสมัย ราคาขายอาจเริ่มต้นมากกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยชื่อเสียงแบรนด์และคุณภาพของโครงการ ทำให้ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ที่ต้องการบ้านในระดับราคานี้
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC
SC เน้นหนักการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคา 10-30 ล้านบาท โดยมีแบรนด์เรือธงที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ได้แก่ “บางกอก บูเลอวาร์ด” ในกลุ่มราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” สำหรับกลุ่มที่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่และราคาเริ่มต้น 20-35 ล้านบาท SC ยังคงเดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นทำเลที่มีศักยภาพและเชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบขนส่งมวลชน
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP
AP ยังคงมีแบรนด์หลักที่แข็งแกร่งในกลุ่มราคานี้ ได้แก่ “เดอะซิตี้” และ “เซนโทร” โดยกระจายโครงการครอบคลุมหลายทำเลสำคัญทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล AP มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ด้วยการนำเสนอดีไซน์ที่ทันสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคใหม่
นอกจาก 4 ยักษ์ใหญ่ข้างต้น ยังมีผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่มีโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคา 10-30 ล้านบาท อาทิ ศุภาลัย และ พฤกษา แต่จำนวนอาจจะไม่เทียบเท่าผู้นำตลาด
เจาะกลุ่มเป้าหมาย: ใครคือ ‘เศรษฐีรุ่นใหม่’
สำหรับ บ้านหรู 10-30 ล้านบาท กลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายหลักที่ผู้ประกอบการมุ่งเน้นในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่คือ คนรุ่นใหม่ชาวไทยอายุไม่เกิน 45 ปี ที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง (Real Demand) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีฐานะการเงินมั่นคง ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ (Young Successor)
“สุรเชษฐ” วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของกลุ่มนี้ว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘ราคา’ หรือ ‘ของแถม’ เป็นหลัก แต่เน้นความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการเดินทางที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายถนนหลักและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงความใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำของบุตรหลาน นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมทางสังคมและภายในโครงการที่สะท้อนถึง ‘คุณภาพชีวิต’ (Quality of Life) ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ
ทำเลทอง ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับกลุ่มนี้ ได้แก่:
รามอินทรา: เป็นแหล่งที่มีบ้านจัดสรรคุณภาพสูงจำนวนมาก ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวสมัยใหม่
บางนา: แนวโน้มการเติบโตของเมืองขยายตัวมาถึงบางนา ทำให้มีโครงการบ้านหรูรองรับความต้องการ
ดอนเมือง: เป็นประตูสู่การเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนทำงาน
ราชพฤกษ์: ทำเลคุณภาพที่เน้นความสงบ ความเป็นส่วนตัว และการเดินทางที่สะดวกสบาย
ปริมณฑล: โดยเฉพาะโซนที่ติดกับกรุงเทพฯ ที่มีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
“ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก กลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพเหล่านี้มีแนวโน้มใช้เวลาในการเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อนานขึ้น เพื่อแสวงหาเงื่อนไขที่ดีที่สุด ทำให้เกิดอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้บริโภคที่มีความพร้อม”
‘บ้านต้นทุนเดิม’ และ ‘มาตรการรัฐ’ หนุนตลาดบ้านหรูปี 2569
ด้านต้นทุนการผลิต อสังหาริมทรัพย์ แม้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาวัสดุก่อสร้างจะปรับตัวสูงขึ้น 5-10% รวมถึงแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ราคาขายบ้านในระดับ 10-30 ล้านบาท ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็น ราคาต้นทุนเดิม หากภาวะสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ราคาขายมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนใหม่ในทันที
“ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง ในการเข้าถือครองสินทรัพย์ภายใต้ข้อเสนอที่คุ้มค่าจากผู้ประกอบการ นอกจากลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตแล้ว อสังหาฯ ในทำเลศักยภาพทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ตามราคาที่ดินที่ขยับตัวสูงขึ้น ทำให้การซื้อที่อยู่อาศัยตอนนี้เป็นการสร้างมรดกและส่งต่อความมั่งคั่งที่คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่ต้นทุนการพัฒนาในอนาคตจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด”
นอกจากนี้ ตลาด อสังหาริมทรัพย์บ้านหรู ยังได้รับปัจจัยบวกจาก มาตรการรัฐ ที่สนับสนุน ดังนี้:
มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อ
มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง: อัตราลด 0.01% ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ช่วย