
บ้านหรู 10-30 ล้านบาท: สนามรบใหม่ของผู้เล่นยักษ์ใหญ่ ชิงกำลังซื้อเศรษฐีรุ่นใหม่
ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนทั่วโลก ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยยังคงมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ภาพรวมจะเผชิญกับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงและความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวมในปี 2568 ลดลงถึง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียดของแต่ละเซ็กเมนต์ ตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาทกลับแสดงสัญญาณการเติบโตที่โดดเด่นอย่างไม่น่าเชื่อ
ตลาดบ้านหรูระดับบนยังคงเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในช่วงนี้ สะท้อนผ่านการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงน้อยกว่ากลุ่มราคาอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งยังคงมีกำลังซื้อที่มีศักยภาพสูง ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก แม้ว่าผู้ซื้อจะใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น แต่ความต้องการซื้อจริง (Real Demand) ยังคงแข็งแกร่ง
บ้านหรู 10-30 ล้านบาท: ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่แข็งแกร่ง
สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย วิเคราะห์ว่า ตลาดคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงปรับกลยุทธ์หันมาพัฒนาโครงการแนวราบทุกระดับราคาเพื่อบริหารความเสี่ยง ขณะที่ตลาดบ้านระดับบนยังคงมีสัญญาณที่ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ได้แก่:
การกระจุกตัวของอุปทาน: กลุ่มบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท ครองสัดส่วนถึง 75-80% ของตลาดบ้านระดับบน ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการในระดับราคานี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดนี้มีฐานกำลังซื้อที่กว้างกว่ากลุ่มอัลตราลักเซอรี่
การเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์: ในปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยที่กว้างขวาง มีบรรยากาศที่ตอบโจทย์การพักผ่อน และบริการหลังการขายที่ดี
มาตรการภาครัฐ: มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV (Loan-to-Value) และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง 0.01% (จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระเงินดาวน์สำหรับผู้ซื้อ
ศักยภาพการลงทุน: อสังหาริมทรัพย์ในทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลยังคงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้การซื้อบ้านในระดับนี้เป็นการลงทุนระยะยาวที่สร้างความมั่งคั่งและเป็นมรดกให้แก่ลูกหลาน
4 บิ๊กแบรนด์เจ้าตลาดและกลยุทธ์ชิงกำลังซื้อ
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างสร้างจุดเด่นและกลยุทธ์ที่แตกต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มเป้าหมาย มีผู้เล่นรายใหญ่ 4 ราย ที่น่าจับตาเป็นพิเศษในตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท:
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน): แสนสิริยังคงเป็นผู้นำตลาดบ้านหรู ด้วยแบรนด์หลัก “เศรษฐสิริ” ที่มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สร้างภาพจำว่าเป็นแบรนด์ที่สะท้อนความสำเร็จและความมีระดับ นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ “บุราสิริ” ที่เน้นดีไซน์บรรยากาศการพักผ่อนแบบรีสอร์ต พร้อมจุดเด่นเรื่องบริการหลังการขายและระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน): แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือ แบรนด์หลักในระดับราคา 10-30 ล้านบาท คือ “ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี” ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้านให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของตลาด
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC: SC มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ ด้วยแบรนด์เรือธง “บางกอก บูเลอวาร์ด” ราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ราคาเริ่มต้น 20-35 ล้านบาท ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP: AP มีแบรนด์หลักในระดับราคาเดียวกันคือ “เดอะซิตี้-เซนโทร” ที่กระจายตัวอยู่ในทำเลศักยภาพหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล
นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นรายอื่น ๆ เช่น ศุภาลัย และพฤกษา ที่มีโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคาเดียวกัน แต่จำนวนอาจจะไม่เทียบเท่ากับผู้เล่นรายใหญ่
เป้าหมายหลัก: เศรษฐีรุ่นใหม่
กลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายหลักในตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท คือกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่ชาวไทยอายุไม่เกิน 45 ปี ซึ่งมีความต้องการอยู่อาศัยจริง มองหาความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการเดินทางที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะและความใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำของบุตรหลาน รวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมและภายในโครงการที่สะท้อนถึง “คุณภาพชีวิต”
ทำเลที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ รามอินทรา บางนา ดอนเมือง ราชพฤกษ์ รวมถึงปริมณฑลที่มีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
กลุ่มผู้ซื้อเหล่านี้มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีฐานรายได้มั่นคง เป็นกลุ่ม Young Successor ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือของแถมเป็นหลัก แต่เน้นความคุ้มค่าและภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จ ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก กลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพเหล่านี้มีแนวโน้มใช้เวลาในการเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อนานขึ้น เพื่อแสวงหาเงื่อนไขที่ดีที่สุด ทำให้เกิดอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น
ความเสี่ยงด้านต้นทุน: โอกาสทองสำหรับผู้ซื้อ
แม้ราคาวัสดุก่อสร้างในช่วงที่ผ่านมาจะปรับตัวสูงขึ้น 5-10% รวมถึงแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง แต่ราคาขายบ้านในระดับ 10-30 ล้านบาทในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็น “ราคาต้นทุนเดิม” หากภาวะสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ราคาขายมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนใหม่ในทันที
ช่วงเวลานี้จึงถือเป็น “โอกาสทอง” สำหรับผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง ในการเข้าถือครองสินทรัพย์ภายใต้ข้อเสนอที่คุ้มค่าจากผู้ประกอบการ นอกจากลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตแล้ว อสังหาริมทรัพย์ในทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ตามราคาที่ดินที่ขยับตัวสูงขึ้น ทำให้การซื้อที่อยู่อาศัยตอนนี้เป็นการสร้างมรดกและส่งต่อความมั่งคั่งที่คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่ต้นทุนการพัฒนาในอนาคตจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง 0.01% ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระเงินดาวน์ ก่อนที่เกณฑ์จะกลับมาเข้มงวดขึ้น ดังนั้น การตัดสินใจในจังหวะนี้ถือเป็นความคุ้มค่าเชิงกลยุทธ์สูงสุดสำหรับกลุ่มผู้ซื้อที่มีความพร้อม
สรุป: โอกาสทองก่อนราคาปรับสูงขึ้น
ตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท ยังคงเป็นเซ็กเมนต์ที่น่าสนใจที่สุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ด้วยกำลังซื้อที่แข็งแกร่ง ความต้องการซื้อจริง และมาตรการภาครัฐที่สนับสนุน ผู้ซื้อกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่ที่มองหาคุณภาพชีวิตและต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ไม่ควรพลาดโอกาสทองในช่วงเวลานี้ ก่อนที่ราคาขายจะปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการพัฒนา
ติดต่อผู้เชี่ยวชาญ: หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในบ้านหรู หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา