ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์หรูมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้าสังเกตและเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2020 เป็นต้นมา ที่โลกเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และในปี 2025 นี้ ภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าที่เคย โดยมีเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นหัวใจสำคัญ ควบคู่ไปกับความนิยมในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ SUV พรีเมียม ที่ยังคงแข็งแกร่ง วันนี้เราจะมาเจาะลึกกลยุทธ์ของสามยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ได้แก่ BMW, Mercedes-Benz และ Lexus ว่าพวกเขากำลังก้าวไปในทิศทางใด เพื่อครองใจลูกค้าในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้
BMW: การปฏิรูปสู่ยุคไฟฟ้าและการปรับโครงสร้างเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
ย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญจาก BMW โดยเฉพาะการยุติบทบาทของรุ่นย่อย Gran Turismo (GT) อย่าง 3 Series Gran Turismo ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่หลายคนอาจมองว่า “จบไม่สวย” แต่ในมุมมองของผู้บริหารและการควบคุมต้นทุนธุรกิจ นี่คือการตัดสินใจที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงที่บริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านผลกำไร และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประสบการณ์ของเรา การมีรุ่นย่อยที่มากเกินไป แม้จะดูเหมือนเป็นการเพิ่มทางเลือก แต่กลับสร้างความซับซ้อนในการบริหารจัดการสายการผลิต การตลาด และสต็อกสินค้า ทำให้ต้นทุนโดยรวมพุ่งสูงขึ้น
ในปี 2025 นี้ กลยุทธ์ของ BMW ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม พวกเขาได้ใช้บทเรียนจากการลดทอนรุ่นย่อยเหล่านี้ เพื่อนำทรัพยากรไปทุ่มเทให้กับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อย่างเต็มกำลัง ภายใต้สโลแกน “The Power of Choice” ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ BMW ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การสร้างรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการนำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ยังคงเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ, PHEV ที่มอบความยืดหยุ่น หรือ BEV ที่เป็นอนาคตของยานยนต์
เราได้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ BMW i Series ทั้งในกลุ่มซีดานหรูอย่าง i4, i5 และ i7 รวมถึง SUV ไฟฟ้าอย่าง iX, iX1, iX2 และ iX3 ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามในตลาดโลกและในประเทศไทย รถยนต์เหล่านี้ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ BMW ในด้าน “สมรรถนะการขับขี่” ที่เหนือชั้น การควบคุมรถที่เฉียบคม และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ระบบอินโฟเทนเมนต์ BMW iDrive เจเนอเรชันใหม่ หรือการเชื่อมต่อดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ
การตัดสินใจยุติรุ่น 3 Series Gran Turismo ในอดีต จึงเป็นการเปิดทางให้ BMW สามารถปรับโครงสร้างธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซับซ้อน และโฟกัสไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและ SUV พรีเมียม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันและอนาคต การลงทุนอย่างมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ เทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ BMW ยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูระดับโลก
Mercedes-Benz: ผู้นำด้านนวัตกรรมปลั๊กอินไฮบริดและยานยนต์ไฟฟ้าสุดหรู
จากประสบการณ์ที่เราได้สัมผัส Mercedes-Benz ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่งพลังงานไฟฟ้ามาโดยตลอด ตั้งแต่การเปิดตัว E350e Plug-in Hybrid ในอดีต ซึ่งเข้ามาทดแทนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดรถยนต์หรูของประเทศไทย นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่ได้ปูทางมาสู่รถยนต์ Mercedes-Benz E-Class (W214) เจเนอเรชันล่าสุดในปี 2025 ที่มาพร้อมกับขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น
ในปัจจุบัน E-Class PHEV รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น E300e หรือ E400e ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์หรูที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ผสมผสานสมรรถนะอันทรงพลังจากเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ทำให้ได้พละกำลังรวมที่น่าประทับใจ พร้อมแรงบิดมหาศาลที่ 550 นิวตันเมตรขึ้นไป สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 6 วินาทีเศษ ซึ่งเทียบเท่ากับรถสปอร์ตหลายรุ่น แต่ที่โดดเด่นกว่าคือ “ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน” ที่สามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร หรือมากกว่านั้น (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันในเมืองส่วนใหญ่ โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลย
เทคโนโลยีของ Mercedes-Benz ในปี 2025 ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ยังรวมถึง “นวัตกรรมยานยนต์” รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED ที่ได้รับการพัฒนาให้ฉลาดล้ำยิ่งขึ้น สามารถปรับการส่องสว่างได้แบบเรียลไทม์ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีที่สุดโดยไม่รบกวนผู้ใช้รถคันอื่น ภายในห้องโดยสารคืออาณาจักรแห่ง “ความหรูหรา” และ “เทคโนโลยี” ด้วยจอแสดงผลแบบ Widescreen Cockpit และ MBUX Superscreen (ในรุ่นท็อป) ที่ผสานจอแสดงผลดิจิทัลสำหรับผู้ขับ จอกลาง และจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าเข้าเป็นผืนเดียวกัน สร้างประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและน่าทึ่ง ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการเดินทาง รวมถึง “ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ” “Mercedes-Benz Intelligent Drive” ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก Parking Pilot และ Blind Spot Assist ให้มีระบบช่วยเหลือการขับขี่กึ่งอัตโนมัติที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้น ทำให้การเดินทางปลอดภัยและสะดวกสบายถึงขีดสุด
นอกจาก PHEV แล้ว Mercedes-Benz ยังได้ก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายใต้แบรนด์ EQ อย่างเต็มตัว โดยมี EQE และ EQS ทั้งในรูปแบบซีดานและ SUV ที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ “รถยนต์ไฟฟ้าหรู” ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัย ระยะทางการขับขี่ที่ยาวไกล และความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการนำเสนอ “อนาคตยานยนต์” ที่ยั่งยืนและหรูหราควบคู่กันไป
Lexus: นิยามใหม่ของความประณีต ผสานความยั่งยืนใน Luxury Crossover
สำหรับ Lexus ในปี 2025 พวกเขายังคงรักษาจุดยืนที่แข็งแกร่งในฐานะแบรนด์ที่โดดเด่นในด้าน “คุณภาพ” “ความน่าเชื่อถือ” และ “งานฝีมือที่ประณีต” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาในตลาด “รถยนต์หรู” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ต้องการความแตกต่างจากแบรนด์ยุโรปกระแสหลัก การเปิดตัว Lexus UX ในอดีต ได้ตอกย้ำกลยุทธ์ของ Lexus ในการเจาะตลาด “Luxury Crossover” ขนาดซับคอมแพกต์ สำหรับคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัยและเริ่มมีฐานะมั่นคง ซึ่งต้องการรถยนต์ที่คล่องตัว มี “ดีไซน์รถยนต์” ที่โดดเด่น และ “น่าเชื่อถือสูง” จุกจิกกวนใจน้อย ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ Lexus มอบให้
ในปี 2025 นี้ Lexus UX ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งในกลุ่มนี้ โดยมีการอัปเดตทั้งในด้านเทคโนโลยีและทางเลือกของขุมพลัง ไม่เพียงแค่ UX 200 (เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร) และ UX 250h (ไฮบริด) ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่เรายังได้เห็นบทบาทที่ชัดเจนขึ้นของ Lexus ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบด้วย UX 300e ซึ่งเป็น EV Crossover ที่มอบการขับขี่ที่เงียบสงบ ปราศจากมลพิษ และยังคงความคล่องตัวตามแบบฉบับของ UX นอกจากนี้ Lexus ยังได้เปิดตัว RZ 450e ซึ่งเป็น SUV ไฟฟ้าที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม EV โดยเฉพาะ ตอกย้ำถึงความพร้อมของ Lexus ในการก้าวเข้าสู่ “อนาคตยานยนต์ไฟฟ้า” อย่างเต็มตัว
Lexus มุ่งเน้นไปที่ “ประสบการณ์ลูกค้า” ที่เหนือระดับ ไม่ใช่แค่ตัวรถยนต์ แต่รวมถึงบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ และปรัชญา “Omotenashi” หรือการดูแลเอาใจใส่แขกอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้า Lexus มีความภักดีสูง การออกแบบภายในของ Lexus ยังคงเป็นเอกลักษณ์ ด้วยวัสดุคุณภาพสูง การจัดวางที่คำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ และบรรยากาศที่เงียบสงบราวกับห้องเก็บเสียง ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างผ่อนคลายและพิเศษสุด
ในโลกที่มีการแข่งขันสูงของ “SUV พรีเมียม” การที่ Lexus สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสาน “ความหรูหรา” “ความทนทาน” และ “เทคโนโลยีที่ยั่งยืน” ได้อย่างลงตัว ทำให้พวกเขายังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความแตกต่าง และ “ความคุ้มค่า” ในระยะยาว
ภาพรวมของตลาด Luxury Automotive ในปี 2025 และเส้นทางข้างหน้า
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ผมเห็นว่าตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 ได้ผ่านพ้นช่วงของการปรับตัวอย่างหนัก และเข้าสู่ยุคที่ “รถยนต์ไฟฟ้า” และ “ปลั๊กอินไฮบริด” ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “มาตรฐาน” ใหม่ของความหรูหรา แบรนด์ต่างๆ ได้เรียนรู้จากความสำเร็จและความท้าทายในอดี เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของผู้บริโภคในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “สมรรถนะการขับขี่” ที่เหนือชั้น “เทคโนโลยีรถยนต์” ที่ล้ำสมัย “ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ” “ดีไซน์รถยนต์” ที่เป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความยั่งยืน” และ “ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม”
ผู้บริโภคในยุคนี้ไม่ได้มองหารถยนต์เพียงแค่พาหนะ แต่คือ “ไลฟ์สไตล์” “สถานะทางสังคม” และ “การแสดงออกถึงตัวตน” แบรนด์ที่สามารถผสานรวมเอาคุณสมบัติเหล่านี้เข้ากับ “นวัตกรรมยานยนต์” แห่งอนาคตได้อย่างลงตัว จะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิแห่งการแข่งขันนี้
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการคือ “ราคา รถยนต์หรู” ที่มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม PHEV และ EV ที่มีนวัตกรรมทำให้เกิด “ความประหยัดพลังงาน” ในระยะยาว แม้จะมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่ารถสันดาป แต่ด้วยสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ค่าเชื้อเพลิงที่ต่ำลง และค่าบำรุงรักษาที่ลดลงในระยะยาว ทำให้รถยนต์กลุ่มนี้กลายเป็น “การลงทุน” ที่คุ้มค่าสำหรับหลายๆ คน
คำเชิญชวน
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีในวงการนี้มานาน ผมเชื่อว่าอนาคตของ “ยานยนต์หรู” ยังคงสดใสและเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งกำลังเปลี่ยนวิถีที่เราเดินทางและใช้ชีวิต หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหารถยนต์ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ผสานความหรูหรา สมรรถนะ และความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น BMW, Mercedes-Benz หรือ Lexus ต่างก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผมขอเชิญชวนทุกท่านให้เปิดใจสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตนี้ด้วยตัวคุณเอง เยี่ยมชมโชว์รูม เพื่อทดลองขับและค้นพบว่ายานยนต์หรูในปี 2025 สามารถเติมเต็มความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างไร แล้วคุณจะพบว่าการเดินทางที่ไม่ใช่แค่การเคลื่อนที่ แต่คือประสบการณ์ที่น่าจดจำในทุกเส้นทาง

