
ตลาดบ้านหรู 10-30 ล้านบาท: เสาหลักแห่งความท้าทายและโอกาสในปี 2569
ท่ามกลางคลื่นความผันผวนทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2569 นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มตลาดแมสที่ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านสินเชื่อและการชะลอตัวของกำลังซื้อ แต่มีหนึ่ง “เซ็กเมนต์” ที่ยังคงฉายแววความแข็งแกร่งและกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด นั่นคือ กลุ่ม บ้านหรู 10-30 ล้านบาท
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 สัญญาณชะลอตัวปรากฏชัดเจน โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่หันไปมุ่งเน้นพัฒนาโครงการแนวราบทุกระดับราคาเพื่อลดความเสี่ยง สถิติการโอนกรรมสิทธิ์บ้านจัดสรรและอาคารชุดในปี 2568 ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง (ราว 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความ “ระแวง” ของผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตลาดรวมเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว แต่กลับมี “แรงต้าน” ที่น่าสนใจในตลาดบ้านหรู โดยเฉพาะกลุ่มราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงน้อยกว่ากลุ่มราคาอื่นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่าผู้ซื้อในตลาดบนยังคงมีความสามารถในการซื้อและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดทั่วไป ทำให้กลุ่มนี้กลายเป็นหัวหอกหลักที่ช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เดินหน้าต่อไปได้
ความท้าทายในตลาดบ้านหรู 2026
หากเราพิจารณาให้ลึกลงไปถึงแนวโน้มของ บ้านหรู 10-30 ล้านบาท ในปีนี้ สิ่งที่ท้าทายที่สุดประการหนึ่งคือ “ความยาวนานในการตัดสินใจ” ของผู้บริโภค เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายต้องใช้เวลาในการเปรียบเทียบและพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ นานขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ดีมานด์ในตลาดอาจจะดู “เงียบ” ลงในบางช่วงเวลา
นอกจากนี้ “ต้นทุนการผลิต” ยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ แม้ว่าราคาวัสดุก่อสร้างจะทรงตัวในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสงครามในต่างประเทศ ยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้กับผู้ประกอบการ หากสถานการณ์ดังกล่าวไม่คลี่คลายหรือยืดเยื้อเป็นเวลานาน ราคาขาย บ้านหรู ในระดับนี้ก็มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
โอกาสทองสำหรับ “เศรษฐีรุ่นใหม่”
ในขณะเดียวกัน ความท้าทายเหล่านี้กลับกลายเป็น “โอกาสทอง” สำหรับผู้บริโภคที่มีความพร้อมและต้องการ บ้านหรูในทำเลศักยภาพ เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายต่างออกแคมเปญและข้อเสนอพิเศษเพื่อดึงดูดกำลังซื้อกลุ่มนี้ ในช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อคุณภาพชีวิต เนื่องจากนอกจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นทุกปีตามราคาที่ดินแล้ว ยังเป็นการสร้าง “มรดก” และส่งต่อความมั่งคั่งที่คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่ต้นทุนในการพัฒนาในอนาคตจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ยิ่งไปกว่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ บวกกับมาตรการภาครัฐที่ผ่อนปรนเกณฑ์ LTV (Loan-to-Value Ratio) และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง (0.01%) ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยิ่งทำให้การตัดสินใจซื้อ บ้านสวย ราคาดี ในจังหวะนี้ถือเป็นความคุ้มค่าเชิงกลยุทธ์สูงสุดสำหรับกลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพ
แนวโน้มตลาดบ้านหรู 2026: เน้นความคุ้มค่าและไลฟ์สไตล์
“สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับตลาดบ้านหรูระดับ 10-30 ล้านบาท ว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ชาวไทยอายุไม่เกิน 45 ปี ที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง พวกเขามองหาความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับโครงข่ายถนนหลัก ระบบขนส่งสาธารณะ และความใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำสำหรับบุตรหลาน
“ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีฐานรายได้มั่นคง เป็นกลุ่ม Young Successor จากการประสบความสำเร็จในอาชีพ พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือของแถมเป็นหลัก แต่เน้นความคุ้มค่าและภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จ” คุณสุรเชษฐ กล่าว
ตลาด บ้านหรู 10-30 ล้านบาท ยังคงมีการแข่งขันสูงระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต่างออกกลยุทธ์เพื่อแย่งชิงกำลังซื้อกลุ่มนี้ โดยมี “ผู้ประกอบการรายใหญ่” หลายเจ้าที่น่าสนใจและมีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเซ็กเมนต์นี้
4 ผู้เล่นรายใหญ่ “ตัวจริง” ในตลาดบ้านหรู 2026
ในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย กลุ่มผู้พัฒนา บ้านหรู 10-30 ล้านบาท มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง และแบรนด์ต่าง ๆ ต่างพยายามสร้างจุดเด่นเพื่อดึงดูดกำลังซื้อของลูกค้า โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดและเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ดังนี้
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) – Sansiri
แสนสิริ ถือเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มบ้านหรูมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะแบรนด์ “เศรษฐสิริ” ที่เป็นจุดขายหลัก แสนสิริมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนดีไซน์ ฟังก์ชันให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และสร้างภาพจำว่า “เศรษฐสิริ” เป็นแบรนด์ที่สร้างภาพลักษณ์และความสำเร็จให้กับผู้อยู่อาศัย
นอกเหนือจากเศรษฐสิริ แสนสิริยังมีแบรนด์อื่น ๆ ในระดับราคาใกล้เคียงกันอย่าง “บุราสิริ” ที่เน้นบรรยากาศการพักผ่อนแบบรีสอร์ต รวมถึงจุดเด่นของแสนสิริที่ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายและระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ทำให้แบรนด์ของแสนสิริเป็นที่น่าเชื่อถือและได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบาย
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) – Land and Houses
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็น “พี่ใหญ่” ของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่มีภาพจำในเรื่องของคุณภาพและความเชื่อมั่น แบรนด์หลักในระดับราคา 10-30 ล้านบาท ได้แก่ “ชัยพฤกษ์” “มัณฑนา” และ “สีวลี” ซึ่งแบรนด์เหล่านี้มีรูปแบบบ้านที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีดีไซน์ทันสมัย และได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาขายอาจจะเริ่มต้นที่สูงกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดเสมอ
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) – SC Asset
เอสซี แอสเสท เน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคา 10-30 ล้านบาท โดยมีแบรนด์เรือธงอย่าง “บางกอก บูเลอวาร์ด” ราคาเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ราคาเริ่มต้นที่สูงขึ้นไปถึง 20-35 ล้านบาท SC Asset มักจะเลือกทำเลที่มีศักยภาพสูงและเน้นการออกแบบที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มองหาความหรูหราและความพรีเมียม
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) – AP Thai
เอพี ไทยแลนด์ ก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่มีแบรนด์หลักในตลาดนี้ ได้แก่ “เดอะซิตี้” และ “เซนโทร” ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล AP มักจะเน้นทำเลที่มีศักยภาพในการเชื่อมต่อและเดินทางสะดวก รวมถึงการออกแบบที่เน้นพื้นที่ใช้สอยและความคุ้มค่า ทำให้เป็นที่สนใจของกลุ่มลูกค้าที่มองหาบ้านพร้อมเข้าอยู่
นอกจากนี้ ยังมี