
บ้านหรู 10-30 ล้านบาท: ไม่มีวันตาย 4 บิ๊กแบรนด์รุมชิงกำลังซื้อเศรษฐีรุ่นใหม่
ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและมีสัญญาณชะลอตัวกำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ใช่ว่าทุกเซ็กเมนต์จะได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน ในขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมกำลังอยู่ในช่วงของการปรับกลยุทธ์และชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาทยังคงส่งสัญญาณเชิงบวกและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
กลุ่มตลาดบนนี้เป็นตลาดที่มีเรียลดีมานด์ (Real Demand) หรือความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มผู้มีรายได้สูงและกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่ (Young Successors) ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มตลาดทั่วไป (Mass Market) แม้ว่าระยะเวลาในการตัดสินใจซื้ออาจจะนานขึ้นตามภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ศักยภาพในการเข้าถึงสินทรัพย์ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดบนยังคงเป็นขุมทรัพย์สำคัญของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์
“สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ได้วิเคราะห์ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ว่าตลาดมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมที่ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการลดการเปิดตัวโครงการใหม่ หันมาพัฒนาโครงการแนวราบในทุกระดับราคาเพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเองก็เริ่มมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจซื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 ที่ลดลงถึง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะที่ตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท กลับมีการเติบโตขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยที่มีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงน้อยกว่ากลุ่มราคาต่ำกว่า สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าในตลาดบนนี้ยังมีศักยภาพทางการเงิน มีความพร้อม และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดแมส ส่งผลให้ตลาดบนเป็นกลุ่มที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง
“โดยเฉพาะโครงการแนวราบที่ครองสัดส่วนสูงถึง 75-80% ของตลาดบนทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการเลือกให้น้ำหนักกับการพัฒนาโครงการในระดับราคานี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีฐานกำลังซื้อที่มีศักยภาพในวงกว้างกว่ากลุ่มอัลตราลักเซอรี่”
4 บิ๊กแบรนด์เจ้าตลาด
“สุรเชษฐ” กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการแต่ละรายต่างสร้างจุดเด่นของตัวเองผ่านกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยมีผู้เล่นที่น่าสนใจมากมายในตลาดนี้ เริ่มต้นที่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่มี “เศรษฐสิริ” เป็นแบรนด์หลักในการดึงดูดลูกค้า มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนดีไซน์ฟังก์ชันของโครงการให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และสร้างภาพลักษณ์ว่า “เศรษฐสิริ” เป็นแบรนด์ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ให้แก่ผู้อยู่อาศัย
นอกจากนี้ แสนสิริยังมีอีกหนึ่งแบรนด์บ้านเดี่ยวในระดับราคาใกล้เคียงกันคือ “บุราสิริ” ที่เน้นการออกแบบโครงการให้มีบรรยากาศการพักผ่อนสไตล์รีสอร์ต พร้อมด้วยจุดเด่นของแสนสิริที่ให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายและระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม
ด้านบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในพี่ใหญ่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนในเรื่องของคุณภาพและความเชื่อมั่นของแบรนด์ โดยแบรนด์หลักในระดับราคานี้คือ “ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี” ซึ่งมีรูปแบบบ้านที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ราคาขายอาจจะเริ่มต้นที่มากกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยภาพลักษณ์และคุณภาพ ทำให้เป็นที่สนใจของผู้ที่กำลังมองหาบ้านในราคานี้อย่างเสมอมา
เช่นเดียวกับบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ที่เน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ โดยมีแบรนด์เรือธงอย่าง “บางกอก บูเลอวาร์ด” ที่มีราคาเริ่มต้น 10 ล้านบาท และ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” ที่มีราคาเริ่มต้น 20-35 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ก็มีแบรนด์หลักในระดับราคาเดียวกันคือ “เดอะซิตี้-เซนโทร” ที่กระจายตัวอยู่ในหลายทำเลทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีผู้เล่นรายอื่นๆ ที่มีโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคานี้เช่นกัน อาทิ ศุภาลัย และพฤกษา แต่จำนวนอาจจะไม่เท่ากับผู้เล่นรายหลัก
ตลาดบ้านหรูที่ 10-30 ล้านบาท ในปัจจุบันกำลังเติบโตต่อเนื่อง (13.7%) ขับเคลื่อนโดยแรงซื้อจาก “เศรษฐีรุ่นใหม่” ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ (13.9%) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่างแสนสิริ (แบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ), แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (แบรนด์ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี), เอสซี แอสเสท (แบรนด์บางกอก บูเลอวาร์ด), และ เอพี ไทยแลนด์ (แบรนด์เดอะซิตี้-เซนโทร) กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อแย่งชิงกำลังซื้อในตลาดที่มีศักยภาพสูงนี้ โดยเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบ (75-80%) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่า คุณภาพชีวิต และภาพลักษณ์ที่สะท้อนความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว
ตลาดบ้านระดับบน 10-30 ล้านบาท ปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง (13.7%) รับแรงซื้อจากผู้มีรายได้สูงและเศรษฐีรุ่นใหม่ (13.9%) แสนสิริชูแบรนด์เศรษฐสิริและบุราสิริ ด้านแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ชูแบรนด์ชัยพฤกษ์ มัณฑนา สีวลี ขณะที่เอสซี แอสเสท นำเสนอแบรนด์บางกอก บูเลอวาร์ด และเอพี ไทยแลนด์ นำเสนอแบรนด์เดอะซิตี้-เซนโทร ตลาดบ้านหรู 10-30 ล้านบาท ปี 2569 ขยายตัวสูง (13.7%) รับแรงซื้อจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ (13.9%) แสนสิริ ชูเศรษฐสิริ บุราสิริ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ชูชัยพฤกษ์ มัณฑนา สีวลี เอสซี แอสเสท ชูบางกอก บูเลอวาร์ด เอพี ไทยแลนด์ ชูเดอะซิตี้-เซนโทร
ตลาดบ้านหรูที่ 10-30 ล้านบาทยังคงเติบโต (13.7%) ในขณะที่ตลาดโดยรวมชะลอตัว (13.9%) แรงซื้อจากกลุ่มผู้มีรายได้สูงและเศรษฐีรุ่นใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ แสนสิริชูแบรนด์เศรษฐสิริ บุราสิริ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ชูชัยพฤกษ์ มัณฑนา สีวลี เอสซี แอสเสท นำเสนอแบรนด์บางกอก บูเลอวาร์ด และเอพี ไทยแลนด์ นำเสนอแบรนด์เดอะซิตี้-เซนโทร
“เศรษฐีรุ่นใหม่” เป้าหมายสำคัญ
สำหรับกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายในเซ็กเมนต์นี้ “สุรเชษฐ” ได้วิเคราะห์ว่า ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง โดยมองหาความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการเดินทางที่เชื่อมต่อทั้งโครงข่ายถนนหลักและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงความใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำของบุตรหลาน รวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมและภายในโครงการที่สะท้อนถึง “คุณภาพชีวิต”
ทำเลที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ รามอินทรา บางนา ดอนเมือง ราชพฤ