
บ้านหรู 10-30 ล้านบาท: ตลาดอมตะที่ขับเคลื่อนโดยเศรษฐีรุ่นใหม่ปี 2569
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อและวิกฤตพลังงาน ทำให้ภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยต้องปรับตัวตาม แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า มีเพียงบาง “เซ็กเมนต์” เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ตลาดบ้านหรูในระดับราคา 10-30 ล้านบาทยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าที่ต้องการอยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ยังคงมีความพร้อมทางการเงินและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดแมส ทำให้ตลาดบนกลายเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนความเคลื่อนไหวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน แม้ว่ากระบวนการตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มนี้อาจใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์
บ้านหรู: กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์
“สุรเชษฐ์ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 โดยระบุว่า ตลาดมีสัญญาณการชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่เลือกที่จะลดจำนวนโครงการใหม่ที่เปิดตัว และหันไปมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบในทุกระดับราคา เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงให้กับองค์กร นอกจากนี้ ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจซื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2568 ที่ลดลงถึง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในขณะที่ตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาท กลับมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่อยู่อาศัยในระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีอัตราการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงน้อยกว่ากลุ่มราคาต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าในตลาดบนยังมีศักยภาพสูง มีความพร้อมทางการเงิน และได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าตลาดทั่วไป ส่งผลให้ตลาดบนกลายเป็นกลุ่มหลักในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน
“โดยเฉพาะโครงการแนวราบที่ครองสัดส่วนสูงถึง 75-80% ของตลาดบนทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการเลือกให้น้ำหนักกับการพัฒนาโครงการในระดับราคานี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีฐานกำลังซื้อที่มีศักยภาพในวงกว้างกว่ากลุ่มอัลตราลักเซอรี่” สุรเชษฐ์กล่าวเพิ่มเติม
4 บิ๊กแบรนด์เจ้าตลาด: แย่งชิงกำลังซื้อจาก “เศรษฐีรุ่นใหม่”
ในสภาวะที่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริงในตลาดระดับล่างและตลาดกลางเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ผู้ประกอบการรายใหญ่จึงมุ่งเป้าไปที่ตลาดบ้านหรูในระดับราคา 10-30 ล้านบาท โดยแต่ละค่ายต่างงัดกลยุทธ์และจุดเด่นของตนเองออกมาอย่างเต็มที่เพื่อแย่งชิงกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กำลังเติบโตนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์หลัก ๆ ดังต่อไปนี้
แสนสิริ (Sansiri)
แสนสิริ ถือเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดบ้านหรู โดยใช้แบรนด์หลัก “เศรษฐสิริ” เป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดลูกค้า กลุ่มแบรนด์นี้มีการพัฒนาและปรับปรุงดีไซน์ ฟังก์ชันให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันอยู่เสมอ พร้อมสร้างภาพจำว่า “เศรษฐสิริ” เป็นแบรนด์ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความสำเร็จให้กับผู้อยู่อาศัย
นอกจากนี้ แสนสิริยังมีแบรนด์ “บุราสิริ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแบรนด์บ้านเดี่ยวในระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่เน้นการออกแบบบรรยากาศแบบรีสอร์ต เพื่อการพักผ่อนที่ผ่อนคลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหาบ้านที่มีความสุขในการอยู่อาศัย จุดเด่นสำคัญของแสนสิริคือการให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย (After-Sales Service) และการมีระบบรักษาความปลอดภัย Liv-24 ที่ทันสมัย ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (Land and Houses – LH)
พี่ใหญ่ของวงการอสังหาริมทรัพย์อย่าง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นที่รู้จักในเรื่องของคุณภาพและความเชื่อมั่นของแบรนด์ในตลาดบ้านหรู โดยมีแบรนด์หลักอย่าง “ชัยพฤกษ์-มัณฑนา-สีวลี” ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ที่มองหาบ้านในระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป แม้ว่าราคาขายอาจจะเริ่มต้นที่มากกว่า 10 ล้านบาท แต่ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์และความมั่นคงด้านคุณภาพ ทำให้ลูกค้ายังคงให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบของบ้านแต่ละโครงการถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับยุคสมัยและตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ รวมถึงโครงการ “เดอะแกรนด์” (The Grand) และ “บางกอก บูเลอวาร์ด” (Bangkok Boulevard) ซึ่งเป็นแบรนด์หลักในระดับราคาเดียวกัน โดยเน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรคุณภาพเยี่ยมในทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC Asset Corporation)
เอสซี แอสเสท (SC) ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในตลาดระดับบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “บางกอก บูเลอวาร์ด” ที่มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 10 ล้านบาท ไปจนถึงแบรนด์ “บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์” (Bangkok Boulevard Signature) ที่มีราคาสูงกว่า โดยราคาเริ่มต้นในช่วง 20-35 ล้านบาท นอกจากนี้ SC ยังมีแบรนด์ “เดอะแกรนด์” (The Grand) ที่เน้นความหรูหราและความเป็นส่วนตัว สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์และมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับสูง
เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand)
AP Thailand ได้กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดบ้านหรูด้วยแบรนด์หลักอย่าง “เดอะซิตี้” (The City) และ “เซนโทร” (Centro) ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายทำเลสำคัญทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ง่ายในทำเลที่มีศักยภาพ และนำเสนอรูปแบบบ้านที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่
นอกจากผู้เล่นรายใหญ่ทั้ง 4 ค่ายนี้แล้ว ยังมีผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่มีโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคานี้เช่นกัน อาทิ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) แต่จำนวนโครงการอาจจะไม่เทียบเท่าแบรนด์หลัก ทำให้แบรนด์เหล่านี้เป็นกลุ่มที่น่าจับตามองในการแข่งขันช่วงครึ่งหลังของปี 2569
เป้าหมายหลัก: กลุ่ม “เศรษฐีรุ่นใหม่”
กลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายในตลาดบ้านหรูระดับราคา 10-30 ล้านบาทนั้น สุรเชษฐ์ได้วิเคราะห์อย่างชัดเจนว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่มีอายุไม่เกิน 45 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง (Real Demand) โดยมองหาความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย ทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และการเดินทางที่สะดวกสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อกับโครงข่ายถนนหลักและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงการใกล้กับสถานศึกษาชั้นนำสำหรับบุตรหลาน นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมทางสังคมและภายในโครงการที่สะท้อนถึง “คุณภาพชีวิต” และการใช้ชีวิตที่ทันสมัยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่กลุ่มนี้ให้ความสนใจอย่างมาก
ทำเลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มนี้คือ โซนรามอินทรา บางนา ดอนเมือง ราชพฤกษ์ รวมถึงพื้นที่ปริมณฑลที่มีเขตติดต่อกับกรุงเทพฯ ซึ่งมีการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นทำเลที่น่าลงทุนและเหมาะกับการอยู่อาศัยในระยะยาว
“ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีฐานรายได้มั่นคง เป็นกลุ่ม Young Successor จากการประสบความสำเร็จในอาชีพ พฤติ