
กรุงเทพฯ 12 เมษายน 2569 – ในสภาวะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากเทคโนโลยีสมัยใหม่และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Journalists Association : TAJA) ได้จัดงานแถลงข่าว “TAIA Meets the Press” ครั้งสำคัญประจำปี 2569 เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยมีวิทยากรผู้คร่ำหวอดในวงการได้ให้ข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันอย่างละเอียด
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มตลาดรถยนต์ปี 2569 ว่า คาดการณ์การผลิตรถยนต์โดยรวมของประเทศไทยอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างคงที่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้จะมีการเติบโตเล็กน้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 5 แสนคัน และผลิตเพื่อส่งออกอีก 1 ล้านคัน นอกจากนี้ ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์คาดการณ์ไว้ที่ 2.1 ล้านคัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดนี้
ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากว่า 10 ปี ผมมองเห็นถึงความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีนี้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้านหลักๆ คือ ปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยสนับสนุนที่ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 มีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือการลงทุนของภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงและโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งการลงทุนเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตและเกิดการใช้จ่ายภายในประเทศ
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยแนวโน้มการท่องเที่ยวในปีนี้คาดว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติใกล้เคียงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 รวมถึงค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอีกด้วย โดยรัฐบาลยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้รถยนต์และบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเติบโตของบริการที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ด้วย ซึ่งรวมถึงธุรกิจเช่ารถยนต์ และบริการซ่อมบำรุงรถยนต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงจรธุรกิจยานยนต์ไทย
ปัจจัยเสี่ยงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
แม้ว่าจะมีปัจจัยสนับสนุนที่ดี แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียยังคงเป็นปัญหา:
ถึงแม้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงมาอยู่ที่ 89% แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค นอกจากนี้ ปัญหาหนี้เสียก็ยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมยังคงสูงถึง 22% ทำให้สถาบันการเงินยังคงนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อรถใหม่ของผู้บริโภคทำได้ยากขึ้น
นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา:
นายสุวัชร์ยังกล่าวถึงนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ที่เน้นการลดการเสียเปรียบด้านการค้าผ่านการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากคู่ค้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งนับเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง นโยบายนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยในฐานะฐานการผลิตสำคัญ รวมถึงความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจกลายเป็นแหล่งระบายสินค้าจากประเทศอื่นที่ถูกกีดกันทางการค้า ทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น
นโยบายด้านภาษีและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น:
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญคือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ใหม่ ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิตจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ต่ำกว่าปัจจุบันเพื่อรับสิทธิ์อัตราภาษีที่ต่ำลง นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนรถยนต์สมัยใหม่ (Future ICE) เช่น รถยนต์ไฮบริด (PHEV) ที่จำเป็นต้องติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ซึ่งผู้ผลิตต้องลงทุนและปรับตัวครั้งใหญ่
นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้บังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับยูโร 6 โดยรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินได้บังคับใช้แล้วตั้งแต่ต้นปี 2568 ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตรถยนต์ทั้งเก่าและใหม่ต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบในการแข่งขัน
—
ความคืบหน้าด้านข้อตกลงทางการค้าและการมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในส่วนของความก้าวหน้าด้านข้อตกลงทางการค้า ข้อตกลง FTA ในปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 17 ฉบับ 24 ประเทศคู่ค้า โดยมีอีก 4 ฉบับอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ประเทศออสเตรเลียได้เริ่มบังคับใช้มาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับรถยนต์ใหม่ (New Vehicle Efficiency Standard : NVES) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป โดยกำหนดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ ทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ ซึ่งรวมถึงบทลงโทษหากไม่สามารถทำได้ตามมาตรฐานนี้ด้วย
—
มาตรการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
จากสถานการณ์ยอดขายรถยนต์ที่ซบเซา สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอมาตรการต่อภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ดังนี้
มาตรการกระตุ้นยอดขายในประเทศระยะสั้น:
ด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือค่าบำรุงรักษารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย
ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล: การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ รวมถึงการขยายเพดานค่าใช้จ่ายที่สามารถหักได้ เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจเลือกใช้รถที่ผลิตในประเทศ
ด้านสินเชื่อ: การผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับกู้ซื้อรถ โดยอนุญาตให้สามารถกู้ร่วมและพิจารณารายได้รวมของทั้งครอบครัวในการประเมินการปล่อยสินเชื่อได้ รวมถึงมาตรการค้ำประกันสินเชื่อในการซื้อรถยนต์ เพื่อลดอุปสรรคทางการเงินในการซื้อรถ
ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ: การใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ
มาตรการกระตุ้นยอดขายและส่งออกในระยะกลางถึงยาว:
การรักษาสถานะความเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่สำคัญของโลก พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิต Future ICE เพื่อรักษาความได้เปรียบด้าน