
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2569: ชี้ชะตาตลาดรับความท้าทายโลกและการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคใหม่
ประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นตลาดรถยนต์ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ ประวัติศาสตร์อันยาวนานในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่ครบวงจร กำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีโลก มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เราจะมองทิศทางนี้ด้วยข้อมูลและความเชี่ยวชาญอย่างไรในวันนี้? ในฐานะที่คร่ำหวอดในวงการมาสิบปี ผมขอบอกว่าวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาภายใต้กระแสที่ถาโถมนี้ เราต้องมองให้เห็น “ความจริง” ของตลาด และต้องเข้าใจว่าปี 2569 ไม่ใช่แค่การรอคอยความหวัง แต่คือการ “ลงมือทำ” อย่างจริงจัง
ภาพรวมตลาดไทย 2569: คาดการณ์การผลิตและยอดขาย
ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการ “ประคองตัว” สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยคาดการณ์ว่าภาพรวมการผลิตรวมจะขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากปัจจัยสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปตามแผน แต่แน่นอนว่าการเติบโตจะไม่หวือหวาอย่างที่เคยเป็น ปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือการลงทุนของภาครัฐที่เดินหน้าเต็มที่ โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการจ้างงานทั่วประเทศ
สำหรับยอดการผลิตรถยนต์รวมทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยับขึ้นสู่ระดับประมาณ 1.6 ล้านคัน โดยสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาดโลกและประเทศคู่ค้า
ในขณะเดียวกันตลาดรถจักรยานยนต์ซึ่งถือเป็นชีพจรหลักของคนไทยหลายล้านคน คาดว่าจะยังคงรักษาระดับความต้องการที่แข็งแกร่งไว้ได้ โดยเฉพาะในเขตเมืองและหัวเมืองใหญ่ๆ หากภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์อย่างยั่งยืน จะสามารถผลักดันยอดผลิตให้เติบโตได้มากกว่านี้
ปัจจัยที่ขับเคลื่อน (และฉุดรั้ง) อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2569
การจะเข้าใจ “อนาคต” ของอุตสาหกรรมนี้ เราต้องถอดรหัส “ปัจจัย” ที่มีอิทธิพลต่อภาพรวมทั้ง 2 ด้านหลักคือ ปัจจัยสนับสนุน และ ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยสนับสนุน: การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มส่งผล
การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 มีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างชัดเจน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพรวมดีขึ้นนี้คือ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการมอเตอร์เวย์ และโครงการพัฒนาเมือง การลงทุนขนาดใหญ่นี้ไม่เพียงแต่สร้างโครงข่ายที่แข็งแกร่ง แต่ยังหมายถึงเงินทุนจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจ้างงานและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้รับเหมา พนักงาน และซัพพลายเออร์ต่างๆ
นอกจากนี้ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงก่อนสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน รัสเซีย และอินเดีย ที่กลับมาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่งผลให้เกิดความต้องการรถยนต์ใหม่ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์จากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว การที่ภาครัฐยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมและมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไปพร้อมๆ กัน
ปัจจัยเสี่ยง: ความท้าทายที่ต้องรับมือ
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ดังนี้
หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่ยังอยู่ในระดับน่ากังวล: แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะมีแนวโน้มลดลง แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ที่อัตราส่วนหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือนยังคงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงดำเนินนโยบายเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นหนี้เสียอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย การเข้าถึงสินเชื่อยังเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
สงครามการค้าและกีดกันทางการค้า: นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลใหม่ยังคงเน้นการลดการเสียเปรียบด้านการค้ากับประเทศคู่ค้า โดยการเพิ่มกำแพงภาษีสินค้าที่นำเข้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจส่งออกของไทยในภาคยานยนต์ สินค้าอย่างรถยนต์นั่ง เครื่องยนต์ ยางรถยนต์ และอะไหล่ รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆ ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง เนื่องจากอาจกลายเป็นสินค้าทางเลือกที่ประเทศคู่ค้าหันไปนำเข้ามากขึ้น
ความท้าทายด้านกฎระเบียบและมาตรฐานใหม่: ปี 2569 เป็นปีแห่งการเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ใหม่: ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป การกำหนดโครงสร้างภาษีใหม่ที่เน้นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ต่ำลง รวมถึงการส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฮบริดปลั๊กอิน (PHEV) และกำหนดให้มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
มาตรฐานมลพิษระดับยูโร 6: ขณะนี้มีผลบังคับใช้แล้วสำหรับรถยนต์เบนซิน ส่วนรถยนต์ดีเซลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของภาครัฐ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปรับปรุงเทคโนโลยีเครื่องยนต์และต้นทุนการผลิต
การเจรจาข้อตกลงทางการค้า FTA: ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อตกลง FTA กับ 24 ประเทศคู่ค้า และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายฉบับ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด
มาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยานยนต์ใหม่ (NVES): การบังคับใช้มาตรฐาน NVES ของออสเตรเลียตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 จะมีผลบังคับใช้กับรถยนต์นั่งและรถกระบะที่นำเข้าทั้งจากประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทำให้ผู้ผลิตไทยต้องปรับมาตรฐานให้รองรับ
มาตรการเร่งด่วน: การกระตุ้นยอดขายในประเทศระยะสั้น
จากสถานการณ์ยอดขายรถยนต์ที่ทรงตัวอยู่ท่ามกลางความผันผวน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอมาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นยอดขายในประเทศ โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและสร้างกระแสเงินสดให้กับผู้ประกอบการ
มาตรการด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: การนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อกระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อรถใหม่มากขึ้น
มาตรการด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล: การขยายขอบเขตการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการซื้อหรือเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ รวมถึงการเพิ่มเพดานค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ เพื่อส่งเสริมให้องค์กรต่างๆ เพิ่มการลงทุนในยานพาหนะที่ผลิตในประเทศ
มาตรการด้านสินเชื่อ: การผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับกู้ซื้อรถ โดยอนุญาตให้สามารถกู้ร่วมและพิจารณารายได้รวมของทั้งครอบครัวในการประเมินการปล่อยสินเชื่อได้ รวมถึงมาตรการค้ำประกันสินเชื่อในการซื้อรถยนต์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อรถยนต์ได้ง่ายขึ้น
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: การใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของประชาชน
แผนระยะกลาง – ยาว: การปรับตัวสู่ยานยนต์สมัยใหม่
เพื่อความยั่งยืนในอนาคต สมาคมฯ ได้เสนอมาตรการกระตุ้นยอดขายและส่งออกในระยะกลาง-ยาว ดังนี้
รักษาฐานการผลิตยานยนต์ ICE และส่งเสริม Future ICE: การรักษาฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยัง