
บทสรุปเจาะลึกตลาดรถยนต์ไทย 2025: ความท้าทายครั้งใหม่ และทิศทางสู่นิยาม “ความเป็นส่วนตัว”
โดยทีมงาน Marketeer (ฉบับอัปเดตปี 2026)
ปี 2025 ตลาดรถยนต์ไทยยังคงเผชิญกับแรงปะทะจากสภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตลอดปีที่ผ่านมา ผู้บริหารแบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินสถานการณ์และวางแผนธุรกิจเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน พร้อมส่งสัญญาณสำคัญถึงทิศทางในอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เข้มข้นขึ้นจากการแข่งขันของแบรนด์จากแดนมังกร และนโยบายภาครัฐที่ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรม
บทสรุปนี้ได้รวบรวมข้อมูลล่าสุดจากผู้บริหารตัวจริง เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มใหม่ ๆ ที่น่าจับตามองสำหรับปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวอย่างแท้จริงในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
I. ภาพรวมตลาดรถยนต์ปี 2025: แรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจ
ในช่วงต้นปี 2025 ตลาดรถยนต์ไทยทั้งกลุ่มรถนั่งและรถกระบะ ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด จากการประเมินข้อมูลยอดขายใน 2 เดือนแรกของปี พบว่า ยอดขายรถใหม่ลดลงประมาณ 10% ซึ่งส่งผลให้มีการปรับลดประมาณการยอดขายรวมทั้งปี 2025 ลงจาก 5.6–5.7 แสนคัน เหลือเพียงประมาณ 5.3 แสนคันเท่านั้น
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสินเชื่อและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ที่ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค
แนวโน้มยอดขายรวมและบทบาทของมาตรการรัฐ
คุณณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด (Geely) ได้ฉายภาพที่ชัดเจนว่า สถานการณ์ตลาดรถยนต์ไทยยังคงท้าทายต่อเนื่อง และยังไม่สามารถกลับไปสู่ช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ได้ หากปราศจากมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากแบรนด์ส่วนใหญ่กำลังดำเนินงานอยู่บนเส้นแบ่งของ “จุดคุ้มทุน” (Break-Even Point)
ในการรับมือกับสภาวะดังกล่าว คุณณรงค์ได้เสนอแนวทางการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ตรงจุด ได้แก่:
มาตรการสินเชื่อ: การพิจารณานโยบายช่วยเหลือตลาดรถยนต์ในเรื่องของสินเชื่อ หรือการนำค่าผ่อนหรือเงินดาวน์มาลดหย่อนภาษี เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อม
เซกเมนต์รถกระบะ: การให้ความสำคัญกับเซกเมนต์รถกระบะ ซึ่งเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับกลุ่มเกษตรกรหรือผู้ประกอบการขนาดเล็ก
ขณะเดียวกัน คุณทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ได้ประเมินสถานการณ์ตลาดรถกระบะในปี 2024 ยอดขายอยู่ที่ประมาณ 1.63 แสนคัน ซึ่งปี 2025 คาดการณ์ยอดขายจะใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลจากการค้ำประกันสินเชื่อรถกระบะตามมาตรการ ‘กระบะพี่ มีคลังค้ำ’ ซึ่ง ณ สิ้นปี 2025 นโยบายดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการรอสรุปเงื่อนไขรายละเอียด
II. ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV): จุดเปลี่ยนจากยุคบุกเบิก สู่ยุคแห่งความชัดเจน
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจ จากยุคแห่งความตื่นเต้น (Hype) สู่ยุคที่ตลาดเริ่มเสถียรและชัดเจนยิ่งขึ้น
ความคาดหวังที่ปรับเปลี่ยน: จาก 6 หลักสู่ 5 หลักปลาย ๆ
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2025 ไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนในช่วงปี 2021–2023 อีกต่อไป โดยมีการประเมินยอดขายปี 2025 ว่าจะอยู่ในช่วง 5 หลักปลาย ๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้เคยคาดการณ์ว่าตลาดอาจจะแตะ 6 หลักได้ก็ตาม
คุณณรงค์ สีตลายน มองว่า การที่ปี 2025 เป็นปีสุดท้ายของมาตรการ EV 3.5 อาจจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปีได้ แต่โดยรวมแล้วตลาดกำลังชะลอตัวลง
ด้านคุณวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยประเมินว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้จะ ทรงตัวอยู่ในช่วงราว 7 หมื่นคันต่อปี เนื่องจากตลาดได้ตอบสนองกับกลุ่มผู้บุกเบิก (Pioneer) ไปแล้ว ซึ่งคิดเป็นประมาณ 3% ของตลาดรถทั้งหมด (หรือประมาณ 2 แสนคน) และกำลังเข้าสู่ช่วงของ ผู้ที่รับเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น (Early Adopter) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10% (หรือราว 700,000 คน) ที่กำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจและรอความเสถียรกว่านี้
คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ประเมินสัดส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปี 2025 ไว้ที่ประมาณ 15% ของตลาดรถยนต์นั่ง ซึ่งเทียบเท่ากับประมาณ 7–8 หมื่นคัน (จากปี 2024 ที่ประมาณ 13%)
ขีดจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้า: ขนาดพื้นที่และความอิ่มตัวของตลาด
บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ ยังได้ประเมินถึงขีดจำกัดสูงสุดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเชื่อว่าสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าจะ ขยับได้ไม่เกิน 30% ของตลาดรวม
ปัจจัยสำคัญที่จำกัดการเติบโตนี้คือ ขนาดพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานีชาร์จ ทั่วประเทศ ปัจจัยนี้เป็นข้อจำกัดทางกายภาพที่แบรนด์รถยนต์ไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย
III. การแข่งขัน: สงครามราคาและกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้าสู่ยุคที่ความแตกต่างของ “ผลิตภัณฑ์” ไม่ใช่จุดขายที่ชัดเจนเหมือนในอดีต ส่งผลให้แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่
สงครามราคา: เริ่มต้นแล้ว แต่ความรุนแรงอาจลดลง
คุณณรงค์ สีตลายน ยอมรับว่า สงครามราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากตลาดได้เริ่มต้นการแข่งขันด้านราคารุนแรงไปแล้ว แต่คาดการณ์ว่าความรุนแรงอาจลดลงในปี 2025
สาเหตุที่คาดว่าความรุนแรงจะลดลง มาจากการที่หลายแบรนด์ได้ใช้กลยุทธ์การจัดตำแหน่งราคา (Pricing Strategy) ร่วมกับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ โดยโมเดลที่เคยเปิดตัวในราคาสูงจะถูกปรับลงมาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดมากขึ้น
การสร้างความแตกต่างในยุคที่ผลิตภัณฑ์ไม่ต่างกัน
เมื่อผลิตภัณฑ์เริ่มมีความคล้ายคลึงกัน สิ่งที่แบรนด์ต้องเร่งสร้างความแตกต่างคือ:
การสร้างแบรนด์: การทำให้ผู้บริโภคจดจำและผูกพันกับแบรนด์อย่างลึกซึ้ง
นวัตกรรมและเทคโนโลยี: การนำเสนอเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร
บริการหลังการขาย: การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ
แนวโน้มการทำตลาด: รถ SUV และการนำเข้าทั้งคัน
คุณณรงค์ ได้ให้ข้อสังเกตว่า แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้านิยมเปิดตัวรถยนต์เรือธง (Flagship) หรือรถที่ใช้ทำการตลาดหลักใน เซกเมนต์ SUV
สาเหตุหลักมาจากการที่แบรนด์จีนส่วนใหญ่นำเข้ารถยนต์ทั้งคัน (CBU – Completely Built Unit) และรถยนต์ประเภท SUV เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดจีนอยู่แล้ว รวมถึงสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี
IV. กลยุทธ์และแผนงานของแต่ละแบรนด์
เพื่อรับมือกับความท้าทายในตลาด ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แบรนด์ต่าง ๆ ได้วางแผนงานที่ชัดเจนสำหรับปี 2025 และต่อเนื่องไปถึงปี 2026
บริษัท ฮุน