ตลาดรถยนต์ประเทศไทย: สถานการณ์ปี 2026 และทิศทางสู่ปี 2027
จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมภายในงาน Marketeer ซึ่งมีโอกาสได้หารือกับผู้บริหารจากแบรนด์รถยนต์ชั้นนำหลายราย ทำให้เห็นภาพรวมของตลาดรถยนต์ไทยที่ต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่องในปี 2024 ที่ผ่านมา และทิศทางในปี 2025 โดยบทความนี้จะเจาะลึกประเด็นสำคัญจากมุมมองของผู้บริหารเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจ
ทิศทางตลาดรวมและยอดขาย
คุณวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดรถยนต์นั่งและรถกระบะในไทย โดยระบุว่า ตลอด 2 เดือนแรกของปี 2025 ยอดขายรถใหม่ลดลงประมาณ 10% ส่งผลให้คาดการณ์ยอดขายทั้งปี 2025 จะปรับลดลงจากเดิมที่ 5.6–5.7 แสนคัน เหลือประมาณ 5.3 แสนคัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV): ช่วงขาลงหรือแค่การปรับสมดุล?
ในด้านของตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) คุณวัลลภ มองว่าช่วงเวลาที่ตลาดมีความหวือหวาเป็นพิเศษตั้งแต่ปี 2021–2023 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยประเมินว่าหลังจากนี้ยอดขายจะทรงตัวอยู่ในช่วงราว 7 หมื่นคันต่อปี เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่ม Pioneer หรือกลุ่มผู้บุกเบิกที่กล้าทดลองกระแสใหม่ ๆ ได้ตอบสนองต่อตลาดไปเป็นส่วนใหญ่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังจากนี้จะเป็นการขับเคลื่อนตลาดโดยกลุ่ม Early Adopters ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 10% ของตลาด หรือราว 700,000 คน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงพิจารณาและรอให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น
อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ สัดส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว คาดว่าจะขยายตัวสูงสุดได้ไม่เกิน 30% ของตลาดรวม เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ
ขณะที่ตลาดพลังงานทางเลือกอย่าง ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ ไฮบริด (HEV) ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดไฮบริดขยายตัวสูงถึง 70% ในปี 2024 ซึ่งบริษัทประเมินว่าสาเหตุหลักมาจากความต้องการในการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงแรงกระตุ้นจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และความกัง۔วของกลุ่มผู้บริโภคต่อโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า
แผนงานของ ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย)
สำหรับแผนงานของบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงเป้าหมายยอดขายปี 2025 ไว้ที่ 4,100 คัน และมีแผนเปิดตัวรถยนต์ใหม่รวม 6 รุ่น ตลอดปี โดยจะครอบคลุมทั้งกลุ่มรถยนต์ EV, ไฮบริด และรถยนต์สันดาป อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการบริหารความเสี่ยงโดยระมัดระวังในการนำเข้ารถยนต์ ส่วนการเริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ยังคงกำหนดการเดิมคือในเดือนมกราคม ปี 2026 นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลิตและผู้บริโภค
ทิศทางตลาดและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ
คุณณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีลี่ (Geely) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้แสดงความเห็นว่า ตลาดรถยนต์ในไทยยังคงเผชิญความท้าทายต่อเนื่องจากปี 2024 และยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนสถานการณ์โควิด-19 ได้ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากปัจจุบันทุกแบรนด์อยู่ในจุดคุ้มทุนแล้ว
บริษัทเสนอแนวทางการช่วยเหลือตลาดรถยนต์แก่ภาครัฐ โดยพิจารณามาตรการด้านสินเชื่อ หรือการนำค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระรถยนต์มาลดหย่อนภาษี อย่างการนำเงินดาวน์รถมาลดหย่อนภาษี เพื่อเป็นการยืนยันว่ากลุ่มเป้าหมายนี้มีกำลังซื้อ มาตรการดังกล่าวอาจเป็นทางเลือกที่สามารถช่วยเหลือตลาดได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือในกลุ่มรถกระบะซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2025 คาดการณ์ว่ายอดขายจะอยู่ในช่วง 5 หลักปลาย ๆ จากที่เคยคาดว่าจะแตะ 6 หลักได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปี 2025 เป็นปีสุดท้ายสำหรับมาตรการ EV 3.5 ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ตลาดมีการเติบโตในช่วงปลายปี
สงครามราคาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คุณณรงค์ กล่าวว่า สถานการณ์สงครามราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ประเมินว่าจะลดความรุนแรงลงในปีนี้ เนื่องจากหลายแบรนด์ได้ใช้กลยุทธ์การจัดตำแหน่งราคากับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ โดยโมเดลที่เคยเปิดตัวในราคาสูงก็จะมีการปรับราคาลงมาให้มีความเหมาะสมกับตลาดมากขึ้น
การสร้างความแตกต่างในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า กลุ่มผู้บริโภคเริ่มมองเห็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ลดลง ดังนั้น การสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ คือการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ประกอบกับการสร้างความมั่นใจในด้านบริการหลังการขาย
กรณีการเลือกเซกเมนต์รถยนต์ไฟฟ้า
คุณณรงค์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รถยนต์ EV ที่เปิดตัวใหม่ส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มเรือธงหรือรุ่นที่ใช้ทำตลาดหลักอยู่ในเซกเมนต์ SUV เนื่องจากรถแบรนด์จีนที่ทำตลาดในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ารถยนต์ทั้งคัน และรถ SUV ก็เป็นกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศจีน นอกจากนี้ รถยนต์อเนกประสงค์ยังสามารถตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อมากขึ้น
แผนงานของ จีลี่ (Geely)
สำหรับแผนงานสร้างการรับรู้แบรนด์จีลี่ แม้จะเพิ่งเข้ามาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้ไม่นาน แต่เชื่อว่าแบรนด์เป็นที่รับรู้ของลูกค้าในระดับหนึ่ง ดังนั้น เป้าหมายคือการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับแบรนด์ของ ธนบุรี ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาอย่างยาวนานกว่า 84 ปี และบริษัทกำลังพิจารณาแผนการผลิตรถยนต์แบรนด์จีลี่ในประเทศ เนื่องจาก ธนบุรีประกอบรถยนต์ (TAAP) มีความเชี่ยวชาญในการประกอบรถยนต์อยู่แล้ว
สถานการณ์และการเตรียมความพร้อมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย)
คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2025 โดยประเมินว่าจะมีสัดส่วนประมาณ 15% หรือราว 7–8 หมื่นคันของตลาดรถยนต์นั่ง ซึ่งสูงกว่าปี 2024 ที่อยู่ที่ประมาณ 13% ส่วนสถานการณ์สงครามราคานั้น คาดว่าจะผ่อนคลายลงในปีนี้
สำหรับแผนงานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในปี 2025 มีการวางแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างน้อย 5 รุ่น โดยเน้นการขยายรุ่นย่อยในกลุ่มเรือธง และให้ความสำคัญกับการเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน
ความท้าทายในตลาดรถกระบะและแผนรับมือของ อีซูซุ
คุณทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดรถกระบะ โดยระบุว่า ในปี 2024 ยอดขายรวมอยู่ที่ 1.63 แสนคัน และปีนี้คาดการณ์ยอดขายจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมการประเมินผลจากนโยบายรัฐบาลในการค้ำประกันสินเชื่อรถกระบะในมาตรการ ‘กระบะพี่ มีคลังค้ำ’ เนื่องจากปัจจุบันมาตรการยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้
สำหรับแบรนด์ อีซูซุ ตั้งเป้ายอดขายรวมในปีนี้ไว้ที่ 7.6 หมื่นคัน โดยบริษัทได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดเช่นเดียวกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาตลาดรถกระบะที่หดตัวจากปัญหาด้านสินเชื่อ หากสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มปรับตัวดีขึ้น ก็จะส่งผลเชิงบ
