
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2026: ฝ่าลมเปลี่ยนผ่าน สู่การแข่งขันระดับโลก
กรุงเทพฯ – 2 เมษายน 2566 – ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) โดยความร่วมมือกับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (TAJA) ได้จัดงาน “TAIA Meets the Press” ณ ห้องประชุมสมาคมฯ กรุงเทพฯ เพื่อหารือถึงทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2568 ซึ่งอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องปรับตัวสู่ยุคใหม่ การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่สื่อมวลชนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงความท้าทายและโอกาสในการแข่งขันในเวทีระดับโลก
จากรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน สมาคมฯ คาดการณ์ยอดการผลิตรถยนต์ในปีนี้ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย โดยจะแบ่งออกเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 5 แสนคัน และเพื่อการส่งออกประมาณ 1 ล้านคัน สำหรับรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดการผลิตที่ 2.1 ล้านคัน เพิ่มขึ้นประมาณ 11.2% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม
ปัจจัยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย 2026
ปี 2566 ถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยมีปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนดังนี้:
การเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง ซึ่งคาดว่าจะผลักดันการบริโภคภายในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเข้าใกล้ระดับก่อนโควิด-19 ประกอบกับรัฐบาลได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีเม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
การปรับตัวของอุปสงค์และความเชื่อมั่น
ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจมากขึ้น หลังจากที่เผชิญกับความไม่แน่นอนมานานหลายปี การกลับมาเปิดประเทศและการฟื้นตัวของการจ้างงาน ส่งผลให้ความต้องการซื้อรถใหม่ทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์เริ่มกลับมาอีกครั้ง
ภาวะความเสี่ยงและอุปสรรคต่อการเติบโต
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ดังนี้:
ปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเสี่ยงหนี้เสีย
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล แม้ว่าแนวโน้มจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 89% ของ GDP นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงสูงถึง 22% ซึ่งส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมาก
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ธนาคารพาณิชย์ยังคงดำเนินนโยบายเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการที่ตลาดสินเชื่อรถยนต์ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้เสียได้ ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ส่งผลกระทบต่อยอดขายในภาพรวม
ความไม่แน่นอนทางการค้าโลก
นโยบายการค้าที่เน้นความเป็นชาตินิยมของผู้นำบางประเทศทั่วโลก ทำให้เกิดแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าบางชนิด โดยเฉพาะชิ้นส่วนรถยนต์ อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกของไทย นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้นจากภาวะอุปทานเกินขนาด (Oversupply) ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องจับตามอง
การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและการปรับตัวสู่ยุคใหม่
การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยียานยนต์ (Automotive Disruption) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ (New Excise Tax Structure)
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากมีการกำหนดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มงวดขึ้น โดยสนับสนุนรถยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงกำหนดให้มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องปรับตัวเพื่อลดผลกระทบทางภาษี
มาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับสากล
การบังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับยูโร 6 (Euro 6) สำหรับรถยนต์เบนซินมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 แล้ว และรถยนต์ดีเซลก็อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของสากลเพื่อให้สอดคล้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ
ความก้าวหน้าของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
ไทยมีข้อตกลงทางการค้าเสรี 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศ และยังอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 4 ฉบับ โดยเฉพาะข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (EU-Thailand FTA) เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เนื่องจาก EU เป็นตลาดสำคัญของการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนไทย
มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของออสเตรเลีย (NVES)
การที่ประเทศออสเตรเลียกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับรถยนต์ใหม่ (NVES) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป ถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ไทยที่ต้องการขยายตลาดส่งออกไปยังออสเตรเลีย เนื่องจากมีเกณฑ์การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มงวดมาก ทั้งในรถยนต์นั่งและรถกระบะ
มาตรการกระตุ้นตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์
สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ได้เสนอแนวทางและมาตรการต่างๆ ต่อภาครัฐ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ:
มาตรการกระตุ้นยอดขายในระยะสั้น
มาตรการทางภาษี: การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือบำรุงรักษารถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมถึงการขยายเพดานค่าใช้จ่ายที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ให้เพิ่มมากขึ้น
มาตรการด้านสินเชื่อ: การผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ เช่น การอนุญาตให้สามารถกู้ร่วมและพิจารณารายได้รวมของทั้งครอบครัวได้ รวมถึงมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อลดภาระและข้อจำกัดในการซื้อรถยนต์
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีของภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคภาคเอกชน
มาตรการกระตุ้นยอดขายและส่งออกในระยะกลาง – ยาว
การรักษาฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน: การรักษาความเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ของโลก และส่งเสริมการผลิตรถยนต์สันดาปภายในที่มีประสิทธิภาพสูง (Future ICE) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า โดยการเร่งเจรจา FTA กับประเทศที่ยังมีความต้องการรถยนต์ ICE อยู่ รวมถึงการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ประเภท PHEV และ HEV รวมถึงรถยนต์สันดาปภายในที่ใช้พลังงานสะอาด
การยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วน: การเตรียมความพร้อมสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยการจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับต่างชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และขยายสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (Power Electric Parts) รวมถึงการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มทักษะและองค์ความรู้ใหม่ๆ
การขยายตลาดส่งออกรถยนต์ไร้มลพิษ (ZEV): การขยายตลาด