• Sample Page
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result

N2809003_ดการแอบโกงเง นพน กงาน แบบน ได เหรอ #หน งส_part2

admin79 by admin79
September 28, 2025
in Uncategorized
0
N2809003_ดการแอบโกงเง นพน กงาน แบบน ได เหรอ #หน งส_part2

ในยามค่ำคืน ห้องโดยสารของ A4 ที่เคยดูจืดๆไปนิด ก็จะมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างด้วยแสงจากไฟ Ambient Light ตามส่วนล่างของแผงประตู ส่วนบนของประตู ด้านข้างของคอนโซลอุโมงค์เกียร์ ซึ่งจะมีสีหลักให้เลือก 3 สีคือ แดง, ขาว, น้ำเงิน แต่ถ้าคุณมีเวลาว่างมาก ก็สามารถใช้ปุ่มหมุนของ MMI กดเข้าไปเลือก Settings ในจอกลาง แล้วหาฟังก์เช่นเซ็ตแสงไฟ Interior Light แบบ Individual เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีสีให้เลือกแทบจะตามโทนสีรุ้ง แถมยังปรับแต่งสีตามแต่ละจุดให้ต่างกันได้อีกด้วย มีแค่ส่วนล่างของประตูที่จะขึ้นเป็นไฟสีขาวเหมือนเดิมตลอดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีฟังก์ชั่นแบบนี้มาให้ แต่ผมก็ยังคิดว่าเมื่อพูดถึงบรรยากาศ “Cozy” และ “Luxury” ในห้องโดยสาร ณ เวลานี้ยังไม่มีใครกิน C-Class ลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเที่ยงตรงหรือตีห้าฟ้าสาง

กล่องเก็บของบริเวณที่เท้าแขนตรงกลาง มีช่องสำหรับเสียบ AUX และ USB อย่างละหนึ่ง และช่องเสียบจ่ายไฟอีกหนึ่งช่อง ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเพียงพอกับการชาร์จมือถือของคนในครอบครัวระหว่างเดินทางได้แล้ว กล่องเก็บของตรงกลางไม่ลึกนัก พอเอาไว้วางสมาร์ทโฟนและของกระจุกกระจิกได้เพียงนิดเดียว

ของเด็ดที่หลายคนน่าจะชอบ ก็คือหลังคา Panoramic roof ที่ยาวเผื่อแผ่ไปถึงผู้โดยสารตอนหลัง เวลาอากาศร้อน ก็จะมีม่านทึบแสงทำจากผ้าบังเอาไว้ สามารถเลื่อนเปิดม่านเพียงอย่างเดียวได้ และเมื่อกัดเปิดซันรูฟ ตัวบานกระจกซันรูฟด้านหน้าก็จะยกตัวขึ้นเหนือบานกระจกหลัง เวลาวิ่งเปิดซันรูฟ รถอาจจะดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณเลือกหลังคาแบบนี้ มันก็ไม่สามารถสไลด์เข้าไปสอดในหลังคาได้อยู่ดี ไม่งั้นก็คงต้องทำที่เผื่อไว้สอดบานซันรูฟ ซึ่งจะส่งผลไปเบียดบังเนื้อที่เหนือศีรษะให้น้อยลงไปอีก

ทัศนวิสัยด้านหน้า ออกจะดูเล็กเพราะแนวหลังคาที่ค่อนข้างเตี้ยกับเสา A-pillar ที่ลาดและมีขนาดใหญ่จนบางครั้งเวลาเลี้ยวโค้งต้องชะเง้อหน้ามองเพราะเสาบัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับรถสมัยใหม่ที่ต้องมีเสาขนาดใหญ่เพื่อเสริมความปลอดภัยในกรณีการพลิกคว่ำ

ส่วนทางด้านซ้าย เมื่อมองจากมุมนี้ เสา A-Pillar กลับไม่ค่อยเป็นอุปสรรคทางสายตามากเท่าเสาทางขวา กระจกมองข้างมีลักษณะตีบลงในส่วนนอก (คงทำเพื่อความลู่ลม) แต่ก็ทำให้มุมมองของตัวกระจกส่องถูกตัดพื้นที่ออกไปพอสมควร ตัวกระจกติดไว้ค่อนข้างต่ำ ทำให้ส่วนล่างของบานกระจกถูกแผงประตูส่วนบนเบียดบังพื้นที่ไปเล็กน้อย

ทัศนวิสัยด้านหลัง ไม่แย่อย่างที่คิด กระจกบานข้างชิ้นหลังสุดมีความโปร่งพอให้สามารถถอยออกจากซองจอดโดยสามารถมองเห็นรถที่กำลังพุ่งตัดมาจากด้านข้างได้บ้าง แต่เสา C-pilar มีขนาดใหญ่พอสมควร สามารถบังลำตัวครึ่งหลังของ Audi Q7 คันเบ้อเริ่มได้เกือบหมดอย่างที่เห็น เวลามีมอเตอร์ไซค์พุ่งมาจากข้างหลัง ต้องสังเกตให้ดี แต่อย่างน้อยผมก็มีปัญหากับ A4 Avant น้อยกว่ารถ Hatchback ขนาดเล็กหลายรุ่นที่มีเสา C ขนาดใหญ่บังพื้นที่มาก

********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

ในตลาดโลก A4 Avant จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลายแบบ ถ้านับรวมรุ่นพิเศษอย่าง S4 และ RS4 เข้าไปด้วยแล้ว ก็จะมีเครื่องยนต์เบนซินให้เลือกถึง 5 แบบ และเครื่องยนต์ดีเซลอีก 6 แบบ ดังนี้

  • 1.4 TFSI เทอร์โบชาร์จ 150 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร มีให้เลือกเฉพาะระบบขับเคลื่อนล้อหน้า
  • 2.0 TFSI เทอร์โบชาร์จ 190 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร มีให้เลือกเฉพาะระบบขับเคลื่อนล้อหน้า
  • 2.0 TFSI เทอร์โบชาร์จแบบแรงดันสูง ให้พลัง 252 แรงม้า แรงบิด 370 นิวตันเมตร มีให้เลือกทั้งขับหน้าและขับสี่
  • 3.0V6 TFSI เทอร์โบชาร์จ 354 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร วางใน S4 quattro ขับสี่ เกียร์ Tiptronic
  • 2.9V6 TFSI เทอร์โบคู่ 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร RS4 quattro เครื่องยนต์รุ่นนี้ก็คือแบบเดียวกับของ Porsche Panamera 4S นั่นเอง
  • 2.0 TDI ดีเซลรุ่นประหยัด 122 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตันเมตร มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า
  • 2.0 TDI 150 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร มีเฉพาะรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า
  • 2.0 TDI ปรับจูนเพิ่มเป็น 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร มีเฉพาะรุ่น quattro
  • 2.0 TDI  รุ่น 190 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร มีให้เลือกทั้งแบบขับหน้าและขับสี่
  • 3.0 TDI  V6 ดีเซล 218 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร มีในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า
  • 3.0 TDI V6 ดีเซล ปรับจูนพลังเพิ่มเป็น 272 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร มีเฉพาะรุ่น quattro ขับเคลื่อน 4 ล้อและใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ Tiptronic แทน S Tronic

สำหรับ Audi A4 Avant 45TFSI Quattro สเป็คที่บ้านเราได้มาใช้นั้น จะเป็นเครื่องยนต์รุ่นที่แรงอยู่ในระดับกลางๆของบรรดาเครื่องเบนซินทั้งหมด มีรหัสว่า CYR ซึ่งเป็นแบบ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,984 ซีซี.กระบอกสูบ x ระยะช่วงชักเท่ากับ 82.5 x 92.8 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 9.6 : 1  จ่ายด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์คู่ คือใน 1 สูบมีทั้งแบบ Direct Injection และหัวฉีดปกติ (ซึ่งอย่างหลังนี้จะทำงานที่ช่วงภาระเครื่องต่ำๆ) พ่วง Turbocharger เดี่ยวและอินเตอร์คูลเลอร์แบบอากาศระบายความร้อน พร้อมระบบวาล์วแปรผันองศาเพลาลูกเบี้ยว และยังมีระบบ AVS- Audi Valve lift System แปรผันระยะยกวาล์วที่ฝั่งไอเสีย เพื่อจัดการกระแสการไหลของไอเสียที่เข้าสู่เทอร์โบให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

เครื่องยนต์ CYR บล็อคนี้ ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า (PS) ที่ 5,000 – 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร (37.70 กก.-ม.) ที่ 1,600 – 4,500 รอบ/นาที วัดอัตราการปล่อยมลพิษ CO2 ตามมาตรฐานของบ้านเราได้ 149 กรัม/กิโลเมตร จัดเข้าเพดานสรรพสามิต 25% ตามอัตราใหม่ที่เพิ่งประกาศช่วงปลายปี 2018 ได้แบบหวุดหวิด

จุดแตกต่างระหว่างเครื่องยนต์รุ่นนี้ กับบล็อค CVK ที่มี 190 แรงม้านั้น ก็คืออัตราส่วนกำลังอัด รุ่นที่แรงน้อยหน่อย จะใช้อัตราส่วนกำลังอัด 11.65: 1 ส่วนรุ่น 252 แรงม้าที่รับประทานบูสท์เทอร์โบเยอะกว่าจะใช้กำลังอัด 9.8: 1 ซึ่งความต่างที่ว่านี้ก็น่าจะเกิดจากลูกสูบที่มีหัวบนนูน/เรียบต่างกัน

ระบบส่งกำลังของ Audi A4 ที่ใช้ขุมพลัง 2.0 ลิตรเบนซินเทอร์โบ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 190 หรือ 252 แรงม้า จะใช้เกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ S tronic 7 จังหวะ แบบคลัตช์เปียก พร้อมฟลายวีลแบบ Dual-mass โดยมีอัตราทดเกียร์เท่ากันดังนี้

เกียร์ 1……………………….. 3.188

เกียร์ 2………………………. 2.190

เกียร์ 3………………………. 1.517

เกียร์ 4………………………. 1.057

เกียร์ 5……………………….. 0.738

เกียร์ 6………………………… 0.557

เกียร์ 7………………………… 0.433

เกียร์ถอยหลัง  2.750: 1 อัตราทดเฟืองท้าย 4.27: 1

ทั้งนี้ ถ้าเป็นรุ่น 190 แรงม้าขับหน้า จะใช้อัตราทดเฟืองท้าย 4.23: 1

คันเกียร์ของ Audi A4 เป็นแบบไฟฟ้า ไม่มีร่องสำหรับเกียร์ P แต่สามารถเข้าได้ด้วยการกดปุ่มบนหัวเกียร์ วิธีการใช้งานอาจจะก่อความสับสนกับคนที่ชินเกียร์กลไก P-R-N-D อยู่บ้างในระยะแรก (ผมก็ด้วย) เวลาอยู่ในเกียร์ P ถ้าจะถอยหลัง ก็เหยียบเบรก กดปุ่มข้างเกียร์ แล้วดันคันเกียร์ไปข้างหน้า 2 ครั้งหรือจนกว่าไฟบอกตำแหน่งเกียร์บนหน้าปัดจะโชว์ R ส่วนถ้าเข้าเกียร์เดินหน้า ก็กดปุ่มข้างเกียร์แล้วดันไปข้างหลัง

ระหว่างวิ่งอยู่ในเกียร์ D ถ้าดันเกียร์ไปข้างหลัง 1 ครั้งจะเป็นการเข้าโหมด Sport หรือถ้าดันไปข้างซ้าย ก็จะเข้าสู่โหมด Manual +/-

พลังจากเครื่องยนต์ และเกียร์ จะถูกถ่ายทอดต่อไปยังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro อันลือชื่อของค่ายสี่ห่วง ทั้งนี้ การทำงานของระบบ quattro ในรถเครื่องวางตามยาวอย่าง A4 จะต่างจากระบบ quattro ในเครื่องวางขวางของ S3 และ TT อยู่บ้าง ตรงที่ระบบแรกนั้นจะมีการส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้าและหลังตลอดเวลา แต่ระบบ quattro อย่างหลัง จะทำงานแบบ Part-time ซึ่งในยามปกติขับแบบเรื่อยๆจะไม่มีการส่งกำลังไปล้อคู่หลัง

ระบบ quattro ของ A4 ในสภาวะปกติ จะเซ็ตการถ่ายแรงบิดให้ไปด้านหน้า 40% และด้านหลัง 60% ที่ทำมาเช่นนี้ ก็เพื่อให้รถมีแรงถีบจากด้านหลังเข้ามาช่วยแก้ปัญหาอาการหน้าดื้อเวลากดคันเร่งในโค้ง และในสภาพแวดล้อมต่างๆ ระบบคอมพิวเตอร์ของรถจะสามารถจัดสรรแรงบิดไปลงล้อหน้า/หลังตามความเหมาะสม โดยสามารถส่งแรงบิดไปล้อคู่หน้าได้สูงสุด 70% และสามารถส่งไปล้อคู่หลังได้สูงสุด 85%

ก็เท่ากับว่าไม่มีช่วงเวลาไหนเลยที่ A4 quattro จะขับเคลื่อนสองล้อได้แบบ TT

นอกจากนี้ คนขับยังสามารถปรับนิสัยการทำงานและการตอบสนองของรถได้ด้วย Audi Drive Select ซึ่งจะมีผลต่อการควบคุมวิธีการตอบสนองของคันเร่ง, การทำงานของเกียร์อัตโนมัติ และน้ำหนักของพวงมาลัย โดยแบ่งออกเป็น

  • Comfort – เน้นขับสบายสุด น้ำหนักพวงมาลัยเบา คันเร่งตอบสนองแบบไม่กระโชกโฮกฮาก
  • Auto – ปรับตัวเองไปมาระหว่าง Comfort กับ Dynamic โดยอ่านจากพฤติกรรมการใช้คันเร่งและพวงมาลัยของผู้ขับ
  • Dynamic – เน้นความเป็นสปอร์ต ตอบสนองต่อคันเร่งไว น้ำหนักพวงมาลัยหน่วงขึ้น มีเสียงดุดันขึ้นเวลาเปลี่ยนเกียร์ จำกัดการทำงานของ Traction/Control และระบบควบคุมการทรงตัวลงกว่าปกติ
  • Efficiency – เน้นความประหยัด จำกัดการทำงานของระบบเครื่องปรับอากาศ ปรับลิ้นคันเร่งให้เฉื่อยแต่รักษาความเร็วได้ดีขึ้นเมื่อต้องการวิ่งด้วยความเร็วคงที่
  • Individual -เลือกปรับเอาตามใจชอบ โดยแยกกันระหว่างการตอบสนองของคันเร่งและเกียร์ กับการตอบสนองของพวงมาลัย ถ้าคุณชอบให้พวงมาลัยหน่วงมือ แต่อยากให้คันเร่งกับเกียร์ตอบสนองเหมือนปกติ ก็เซ็ต Steering ไปที่ Dynamic แล้วเซ็ต Engine/Gearbox ไปที่ Comfort หรือ Auto ก็แล้วแต่จะเลือก

จากพลัง และระบบขับเคลื่อนต่างๆที่มีให้ A4 คันนี้จะสร้างความประทับใจให้เราได้ขนาดไหนล่ะ?

ผมก็ต้องอันเชิญ J!MMY มาช่วยทำอัตราเร่งให้เช่นเคย ถึงแม้ว่าน้ำหนักตัวผมเองจะเท่ากับ J!MMY รวมกับเติ้งอยู่แล้ว แต่ในเมื่อมีคนอาสาทำให้ ก็สบายผมสิครับ แน่นอนว่าเรายังคงทำการทดลองจับเวลาตามมาตรฐานดั้งเดิมของเรา คือทำในเวลากลางคืน เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า นั่ง 2 คน น้ำหนักรวม ไม่เกิน 170 กิโลกรัม

การนำอัตราเร่งของ A4 Avant คันนี้ไปหาตัวเทียบกับรถคันอื่นนั้น อาจจะเป็นเรื่องน่าปวดหัวสักหน่อยตรงที่รถยุโรปทรงสเตชั่นแวก้อน ขนาดตัวเท่ากันจากตลาดระดับเดียวกันนั้นหาข้อมูลยาก จะมีก็แค่เพียง BMW 320d Touring เท่านั้นที่ใกล้เคียงที่สุด ดังนั้นอย่างงถ้าผมจะเอาตัวเลขของรถซีดานรุ่นอื่นมาเทียบ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวตารางมันจะเหงา และที่ทำแบบนี้ ก็เพื่อที่จะได้ทราบด้วยว่าขีดความสามารถของพลัง 252 แรงม้าใน A4 มีดีกรีความดุพอจะเล่นกับใครได้บ้าง

อัตราเร่งที่ได้นั้นสะใจสมกับการเป็นรถเทอร์โบยุคใหม่ เมื่อกระทืบคันเร่งจากจุดหยุดนิ่ง รอบจะตวัดไปแช่อยู่แถว 2,400 รอบต่อนาทีเพียงชั่วครู่ก่อนที่เสียงเทอร์โบหวีดที่แอบคล้ายมอเตอร์ไฟฟ้าจะดังขึ้นแล้วตัวรถก็พุ่งออกไปด้วยความรุนแรงสะใจเหมือนขับ Hot Hatch เครื่องเทอร์โบตัวเบาๆ ดังนั้นเราคงไม่ต้องเอาไปเทียบกับ 320d Touring ที่เป็นรถสเตชั่นแวก้อนเครื่องดีเซลให้เสียเวลา (แต่เอาตัวเลขใส่ตารางไว้เพราะไม่รู้จะเอารถแวก้อนพรีเมียมรุ่นไหนมาใส่ให้) ด้วยตัวเลขที่จับเวลามาได้ 7.05 วินาที คุณคงเห็นแล้วว่าต้องเอาพวกรถ High-performance อย่าง WRX STi, A45AMG หรือพวกยุโรปเทอร์โบหกเม็ดที่มีกำลัง 300 แรงม้าขึ้นไป ถึงจะสามารถฆ่า A4 Avant ได้แบบจบๆ

ส่วนอัตราเร่งแซงระหว่าง 80-120 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น แรงบิดที่มาเป็นช่วงกว้างกับเกียร์คลัตช์คู่ S Tronic ช่วยให้รถตอบสนองได้ไวจนสามารถทำตัวเลข 4.91 วินาที ซึ่งไม่ได้มาแบบฟลุค เพราะทำกี่ครั้งก็ได้ต่ำกว่า 5 วินาทีทั้งหมด ใกล้เคียงกับ 328i F30 ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง กับ WRX Lineartronic 268 แรงม้า และเร็วกว่า Volvo S60 Polestar Performance 245 แรงม้าอยู่กว่า 1.5 วินาที

ในช่วงความเร็วเกิน 120 ขึ้นไป A4 ยังไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบไม่จบความมันส์ แต่มันอาจจะไปได้เร็วกว่านี้หากได้อัตราทดเกียร์ 4 และ 5 ที่จัดกว่านี้สักหน่อย คุณดูความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์ของ A4 เทียบกับ 328i นะครับ แล้วพิจารณาที่เกียร์ 4 กับ 5 จะเห็นได้ว่าอัตราทดของทั้งสองเกียร์ที่ว่านั้น A4 ทดยาวและห่างกันมากจนดูเหมือนเอาอัตราทดของรถที่มีเกียร์แค่ 6 จังหวะมาใส่ ถ้าเรียงใหม่ชิดๆขึ้น อาจจะไต่ได้เร็วกว่านี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อลองทดสอบการวิ่ง 0-1,700 เมตรแบบที่ผมชอบทำในคลิป Check!Check!Out! A4 ก็สามารถทำความเร็วได้ 227 กิโลเมตร/ชั่วโมง เร็วกว่า S60 Polestar (212) แต่มันก็เท่ากับ Audi TT แบบเป๊ะๆ และไม่ต่างจาก BMW 530i G30 ที่ผมเคยเอามาลองวิ่งเล่นๆมากนัก

จากนั้นเมื่อเข็มความเร็วไหลขึ้นไประดับ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วในการไต่ของเข็มจะเริ่มช้าลง แต่ไหลไปเรื่อยๆ ชนิดชวนให้ขนหัวลุกสำหรับคนที่ต้องพยายามหาตัวเลขความเร็วสูงสุด ใจคิดว่าน่าจะจบแถวๆ 250 แต่ก็ยังมีกะใจไหลต่อเหมือนหยอกคนทดสอบเล่นๆ แต่ท้ายสุดกว่าจะเอาให้เข็มแน่นิ่งได้ เข็มความเร็วของ A4 Avant 45TFSI ก็ชี้อยู่ที่ 263 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ย้ำกันอีกสักทีว่า เราไม่สนับสนุนให้ทำการทดลองความเร็วสูงสุดด้วยตัวคุณเองเด็ดขาด เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจก่ออันตรายต่อชีวิต ของคุณผู้อ่าน และเพื่อนร่วมทางอีกด้วย เราทำการทดลองเพื่อให้ได้รู้ข้อเท็จจริง สำหรับการใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อการศึกษา ในด้านวิศวกรรม ของผู้คนทั่วไปเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องสนุกที่จะทำความเร็วสูงขนาดนี้ หากเกิดอุบัติเหตุใดๆขึ้นมา เราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ในทุกกรณี

นั่นคือการขับขี่ในโหมดกดจมแม็ก แต่ในชีวิตประจำวันจริงๆที่คุณอาจจะต้องขับแบบเร่งรีบผ่านสภาพการจราจรหลากหลาย A4 คันนี้มีเครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดเป็นช่วงกว้าง สร้างพลังดึงได้ดีตั้งแต่รอบต่ำเพียงแค่ 1,800-1,900 รอบต่อนาทีเท่านั้น บูสท์มาเร็วกว่ากระบะดีเซลบางรุ่นที่ใช้เครื่อง 2.4 ลิตรเสียด้วยซ้ำ และไม่ว่าคุณจะใช้รอบเครื่องปานกลางหรือหลัง 5,000 A4 ก็พร้อมพุ่งตามคำสั่งคุณเสมอ

การทำงานของเกียร์คลัตช์คู่ S Tronic นั้น บอกได้ว่ามันมีนิสัยสมกับเป็นคลัตช์คู่ในรถราคาแพง ขับใช้งานในเมืองที่ความเร็วต่ำก็ไม่กระยึกกระยักให้น่ารำคาญเว้นเสียแต่ว่าคุณใส่โหมด Dynamic จะรู้สึกกระชากเวลากด และหน้าทิ่มเวลาถอนคันเร่งชัดเจน ก็อย่าลืมว่าโหมดนี้เขาทำไว้ให้ใช้เวลาออกรบนี่ครับ ในการขับแบบปกติ การเปลี่ยนเกียร์ทำได้เรียบเนียน เวลาคิกดาวน์ก็ชะงักไม่นาน และพอมา..ก็มาแบบไว เล่นเกียร์โหมด Manual แล้วลองตอกคันเร่งไวๆ ก็ไม่พบอาการ “รักนวลสงวนเกียร์” แบบที่พบในบรรดา Lexus 2.0 เทอร์โบทั้งหลาย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อลองเล่น Drive Select โหมดอื่นๆดู ผมพบว่าการตอบสนองในโหมด Dynamic น่าจะมีความห้าวมากกว่านี้ บางครั้งวิ่งอยู่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังมุดมาเพลินๆแล้วเจอรถวิ่งปิ้งปลาหมึกอยู่เลนขวา กำลังคิดๆว่าจะไปเลนไหนต่อ กล่อง ECU ก็สั่งตัดไปเข้าเกียร์ 6 แล้วรอบก็ร่วงเหลือแค่ประมาณ 2,000 รอบบวกลบ ซึ่งอันที่จริงความเร็วระดับนั้นน่าจะใช้เกียร์ 5 (2,400-2,500 รอบ) หรือไม่ก็ 4 (ประมาณ 3,500 รอบ) คาไว้แบบนั้นนานๆสักหน่อย

กลายเป็นว่าความต่างที่เพิ่มมาจากโหมด Auto ที่สัมผัสได้จริงคือเสียงตัดไฟจุดระเบิดที่ดังขึ้นเวลาเปลี่ยนเกียร์กับการพยายามไม่ขึ้นเกียร์ 7 และคันเร่งดุดันขึ้นอีกหน่อยแค่นั้น ซึ่งเมื่อขับแบบรีบๆแล้วเจอการทำงานแบบเอะอะก็คิดจะพักกับคิทแคทแบบนี้ ก็ทำให้ผมต้องเข้าเกียร์ Manual Mode แล้วเล่นเกียร์เอง ซึ่งเมื่อเทียบกับเกียร์ 8 จังหวะของ BMW อย่างใน 330e, 430i และ 530i ผมแค่ใส่โหมด Sport แล้วเกียร์ก็เลือกการเปลี่ยน การคิกดาวน์ หรือการคาเกียร์ได้อย่างเหมาะสมโดยที่ผมไม่ต้องเล่น +/- เองเลย

ส่วนการเก็บเสียงลมจากบานกระจกและขอบประตูทำได้ดีมาก วิ่ง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมงก็ยังไม่ดังเข้ามาในห้องโดยสารเท่าที่คิดไว้ เสียงเครื่องยนต์กับท่อไอเสียก็เงียบมาก ต่อให้เปิดโหมด Dynamic แล้วก็ยังถือว่าเงียบเหมือนรถบ้านนิสัยเรียบร้อยมากกว่ารถผู้ใหญ่ซิ่ง 252 แรงม้า J!MMY มองว่าให้มันเงียบแบบนี้แหละดีแล้ว แต่ส่วนตัวผมอยากให้มันมีความกร้าวในน้ำเสียงมากกว่านี้ แต่ไม่ต้องดังเท่า TT ก็ได้

เสียงเดียวที่ดังที่สุดในรถคันนี้ คือเสียงรบกวนที่มาจากยาง Pirelli P Zero บดถนน ไม่ว่าจะความเร็วต่ำหรือสูง แต่ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะหน้าค่อนข้างกว้างและ P Zero ก็ไม่ใช่ยางประเภทที่เน้นความเงียบอยู่แล้ว ทั้งนี้ เสียงที่เข้ามาก็ยังอยู่ในระดับใกล้เคียง E220d ยาง Michelin Primacy และเบากว่า Lexus GS ใส่ยาง Dunlop Sport MAXX อยู่พอสมควร..มันไม่แย่เกินจะรับไหวหรอกครับ

ระบบบังคับเลี้ยว เป็นพวงมาลัยเพาเวอร์แบบกึ่งไฟฟ้า Electro-mechanical เซ็ตอัตราทดไว้ 15.9: 1 ระบบพวงมาลัยถูกออกแบบมาให้ลดน้ำหนักลงกว่าของ A4 รุ่นเดิม 3.5 กิโลกรัม สามารถปรับน้ำหนักหน่วงมือตามความเร็วของรถได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ผู้ขับยังสามารถปรับตั้งน้ำหนักของพวงมาลัยได้ 3 ระดับคือ Comfort/Auto/Dynamic โดยต้องเลือก Drive Select Mode เป็น Individual แล้วปรับค่าของพวงมาลัยเอาเอง

น้ำหนักของพวงมาลัยอยู่ในระดับปานกลาง แอบติดเบานิดเดียวที่ความเร็วต่ำ ถ้าใช้โหมด Comfort แต่ถ้าเป็นโหมด Dynamic จะตึงมือขึ้นเล็กน้อย พวงมาลัยไม่ไวมากนัก เวลาวิ่งทางตรงด้วยความเร็วสูงไม่รู้สึกว่าต้องเกร็งมือช่วย ส่วนการหักเลี้ยวลัดเลาะไปตามโค้งภูเขา มีความไวปานกลาง ใกล้เคียงกับ BMW ซีรีส์ 3 กับ VW Scirocco/Golf GTi แต่ไม่ไวชนิดพลิกข้อมือทีรถแทบคว่ำแบบรถเน้นซิ่งอย่าง WRX STi

ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าเป็นแบบ Five link ซึ่งออกแบบมาเน้นการลดแรงสะเทือนทั้งจากแนวตามยาวและด้านข้าง ใช้จุดยึดช่วงล่างและลูกหมากแบบพิเศษที่ออกแบบให้แข็งตัวต้านแรงเหวี่ยงด้านข้างได้มาก แต่รับและซับแรงกระแทกจากการปะทะแนวตรงได้ดี บุชยางบางตัวจะเป็นแบบ Hydromount (สอดไส้ของเหลวไว้ข้างใน) เพื่อลดแรงสะเทือนและความกระด้างลง ก้านลิงค์ชิ้นบนสุดติดตั้งเข้ากับบอดี้รถโดยตรง และก้านยึด Link ต่างๆทำมาจากอะลูมิเนียมฟอร์จ โช้คอัพเป็นแบบ Monotube พร้อมเหล็กกันโคลง

ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Five link ซึ่งถูกนำมาใช้แทนแบบ Trapezoidal link ในรุ่นเดิม และใช้วัสดุน้ำหนักเบาลงจนสามารถลดน้ำหนักของช่วงล่างหลังลงได้ 5 กิโลกรัม ใช้โช้คอัพแบบ Monotube และมีลูกหมากยึดบางตัวที่เป็นแบบ Hydromount เช่นเดียวกับช่วงล่างด้านหน้า

อุปนิสัยของช่วงล่าง A4 Avant คันนี้ จะมาในแนวเอาใจวัยรุ่น เพราะในแพ็คเกจ S Line นั้นจะมีช่วงล่างแบบ Sport-tuned กับล้ออัลลอยของ Audi Sport ห้าก้านขนาด 19 นิ้วมาให้ ยางที่ใช้ก็เป็น Pirelli P Zero ขนาด 245/35ZR19 ดังนั้นในความเร็วต่ำๆบนถนนขรุขระมันคงจะยากถ้าจะให้นุ่มนวลเหมือนรถที่ใช้ยางแก้มหนา มันก็ไม่ถึงกับสะเทือนเป็นรถซิ่งแท้ๆอย่าง STi หรือ A45 หรอกครับ มันนุ่มกว่า S60 Polestar Performance ที่ได้โช้ค/สปริงแต่งสวีเดนมา และยังอยู่ในข่ายที่พอพาคุณพ่อคุณแม่ไปกินข้าวได้บ้าง แต่มันไม่นุ่มแบบ C350e ที่ใช้ช่วงล่างถุงลมหรือ BMW ซีรีส์ 3 กับ A4 รุ่น 190 แรงม้าช่วงล่างมาตรฐานแค่นั้น

ในการเล่นโค้งมุมแคบความเร็วปานกลาง โช้คอัพ Monotube และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อทำหน้าที่ของมันได้ดีในการควบคุมบอดี้ไม่ให้โยนมากเกินไป ขับแล้วรู้สึกได้โดยไม่ต้องเปิดโบรชัวร์ว่านี่คือช่วงล่างแบบ “ยุโรปสปอร์ตซาลูน/สปอร์ตแวก้อน” จริงแท้ ส่วนในโค้งความเร็วสูงที่แรงเหวี่ยงสะสมเยอะๆ รถจะมีอาการท้ายออกมากกว่า A4 รุ่นก่อนๆชัดเจน ถ้าใส่แรงมากเกินไปอาจมีสิทธิ์ได้พึ่งระบบควบคุมการทรงตัวบ่อยกว่าที่คิด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยาง P Zero ในรถทดสอบคันนี้เพิ่งผ่านศึกหนักในสนามปทุมธานีสปีดเวย์มา การเกาะของขอบยางจึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม ผมชอบการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติของระบบ quattro ใน A4 มากกว่าของ TT เพราะมันจะมีสัญญาณล่วงหน้ามาก่อนว่ามันจะทำอะไรต่อไป และคาดเดาได้ง่าย ในขณะที่ระบบของ TT นั้นจะมีการสลับไปมาระหว่างโหมดขับหน้ากับขับสี่ ซึ่งในบางจังหวะการตอบสนองจะมีบุคลิกที่ปนเประหว่างหน้าดื้อกับท้ายออกแบบไปทั้งก้อน TT จึงเป็นรถที่ขับเร็วๆแล้วน่าขนลุกกว่า ต่างจาก A4 ที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ จนกว่าคุณจะดันมันจนเกินขีดจำกัด

หากเทียบบุคลิกกับรถขับหลังอย่างซีรีส์ 3 ก็ต้องบอกว่ามันดีกันคนละอย่าง คุณอยากสนุก หรืออยากเอาแม่นล่ะ? BMW 328i, 330i, 330e หรือ 430i พวกนี้จะมีคาแร็คเตอร์ที่แอบซุกซน ยิ่งถ้าปิดอุปกรณ์ช่วยเหลืออิเล็กทรอนิกส์ คุณสามารถตบคันเร่งเพื่อให้รถเลี้ยวหน้าจิก หรือกวาดท้ายเล่นมันส์ๆได้ คิดเสียว่าเหมือนลีลาของนักดาบที่อาจจะไม่แม่น แต่ก็น่าดูน่าชม ส่วน A4 quattro จะ say no to drama มันต้องการแค่จะเกาะและไปให้ไวที่สุดเท่าที่การยึดเกาะของรถจะให้ได้ อุปมาก็คงเหมือนนักแม่นปืน..มันไม่มีจินตลีลาใดๆให้ร้องว้าว แต่มันแม่นและได้ผลจริง

ส่วนที่ความเร็วสูง..ไม่ต้องห่วง อันที่จริงผมรู้สึกว่า A4 คันนี้วิ่ง 150-160 คือจุดที่ช่วงล่างทำงานได้ดี มั่นคง ซับแรงกระแทกจากถนนได้พอเหมาะ กระโดดสะพานมอเตอร์เวย์ เปลี่ยนเลนกระทันหันหลบพวกรถที่ออกจากซอยไม่ดูสี่ดูแปด ช่วงล่าง Sport-tuned ของ A4 รับได้หมดครับ มันคือสิ่งที่คุณคาดหวังจากช่วงล่างของรถจากประเทศที่มีเอาโต้บาห์นแบบไม่ต้องปรับอะไรอีก

ระบบเบรกนั้น ใน A4 เครื่องยนต์แบบ 4 สูบจะมีเบรกมาตรฐาน 2 แบบ ถ้าเป็นรถเครื่องเบนซินม้าไม่เกิน 190 กับรุ่นดีเซลม้าไม่เกิน 163 และใช้ล้อขอบ 16 นิ้ว จะเป็นคาลิเปอร์แบบ Floating ธรรมดา แต่ถ้าเป็นรุ่นที่มีพลังมากกว่านั้นและมาพร้อมกับล้อ 17, 18 หรือ 19 นิ้ว จะได้คาลิเปอร์แบบ Fixed ทำจากอะลูมิเนียม ทุกรุ่นมีระบบป้องกันล้อล็อค ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD

ลักษณะการตอบสนองของแป้นเบรก จะเป็นประเภท ช่วงเหยียบสั้นจิ๊ด แต่อาศัยที่ว่ามีแรงต้านเท้าพอประมาณ และเซ็ตลักษณะการตอบสนองมาในแบบเหยียบน้อยจับน้อย เหยียบมากจับมาก มีความต่อเนื่อง ทำให้สามารถควบคุมแรงในการเบรกได้ง่าย เวลาวิ่งในเมืองก็ไม่มีอาการเหยียบแล้วหัวทิ่มแบบ Golf GTi แต่พอวิ่งออกนอกเมืองหรือใช้ความเร็วสูงก็สามารถเบรกเพื่อหน่วงความเร็วได้หลายรอบติดๆกันโดยไม่ปรากฏอาการเฟด

โครงสร้างตัวถังของ A4 ใช้วัสดุผสมผสานระหว่างเหล็กกล้าทนแรงดันสูง โลหะต่างๆ อยางบริเวณกรอบข้าง เสา A และ B-pillar กับผนังห้องเครื่องซึ่งมีความสำคัญในกรณีการปะทะ จะใช้เหล็กกล้าแบบ Hot-formed steel ผสานกับเหล็กแบบ Cold-formed ในส่วนอื่นๆของบอดี้ มีการใช้อะลูมิเนียมเข้ามาช่วยเซฟน้ำหนักในส่วนของเบ้าโช้คและค้ำโช้คหน้า ซึ่งใช้อะลูมิเมียมขึ้นรูปแบบแข็งแรงเป็นพิเศษ ส่วนฝาท้ายจะทำมาจากอะลูมิเนียมแผ่นที่ช่วยทำให้มีน้ำหนักเบาลง เป็นภาระต่อระบบมอเตอร์เปิดฝาท้ายน้อยลง

Previous Post

N2709048_(ตอนจบ) แม านแอบเอาล กสล บก บล กเศรษฐ จนล กเศรษฐ องไปใช ตยากจน_part2

Next Post

N0110049_สาวบ านนอกท งแม เด นทางส เม องกร งท ไฝ ตหล งจากน องแลกด วยน ำตา_part2

Next Post
N0110049_สาวบ านนอกท งแม เด นทางส เม องกร งท ไฝ ตหล งจากน องแลกด วยน ำตา_part2

N0110049_สาวบ านนอกท งแม เด นทางส เม องกร งท ไฝ ตหล งจากน องแลกด วยน ำตา_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2602061 ทธ อะไรมาว าอ วน ไปอ วนในต บข าวแกเหรอ part2 | Viviann Vanzant
  • N2602058 ยอดขายหน เพ ออนาคตครอบคร part2 | Viviann Vanzant
  • N2602062 ชายท เก องม หญ งข างกายท เก งด วย part2 | Viviann Vanzant
  • N2602059 เห นคนอ อนแอกว าเป นขนม ดท ายขมปากเลย part2 | Viviann Vanzant
  • N2602060 วางแผนมาอย างด ดท ายทำไม ลง part2 | Viviann Vanzant

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.