• Sample Page
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result

N2709048_(ตอนจบ) แม านแอบเอาล กสล บก บล กเศรษฐ จนล กเศรษฐ องไปใช ตยากจน_part2

admin79 by admin79
September 28, 2025
in Uncategorized
0
N2709048_(ตอนจบ) แม านแอบเอาล กสล บก บล กเศรษฐ จนล กเศรษฐ องไปใช ตยากจน_part2

ในสมัยเด็กๆ คุณเคยมีเรื่องหรือเหตุการณ์ท้าประลองกำลังกันตามสไตล์วัยรุ่นบ้างหรือไม่?

ลองนึกย้อนไปหาตัวเองในอดีต เมื่อพวกคุณอยู่ในช่วงมัธยมต้นถึงปลาย ผ่านเวลาช่วงที่สิวขึ้นบนใบหน้าต้องโปะทาด้วยเคลียราซิลหรือเดอมิสท์ ซีบรีสโลชั่นชุบแล้วเช็ดหลังล้างหน้า ช่วงเวลาที่พวกคุณส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้จักคำว่าภาระหนี้สิน ดอกเบี้ย กฎหมาย อย่างลึกซึ้งและเจ็บปวดเท่ากับที่คุณรู้ในทุกวันนี้

แต่คุณรู้จักการตกหลุมรัก การถูกทิ้ง และแน่นอนการทะเลาะเบาะแว้งตามประสาวัยรุ่นเลือดร้อน หรือการแสดงออกซึ่งพละกำลังในเชิงกายภาพ…แบบเดียวกับที่ผมและหลายๆคนเคยผ่านมา แต่วันเวลาก็ผ่านไป ในขณะที่เส้นผมของเราถูกเปลี่ยนจากสีดำเป็นเทา กล้ามเนื้อที่หน้าท้องเปลี่ยนเป็นพุงห้อยๆ สิวบนหน้าแปรสภาพไปเป็นรอยเหี่ยวย่น นัยน์ตาที่เคยคมจนสามารถเล็งเหาบนหัวเด็กสาวต่างโรงเรียนได้ ตอนนี้มองหน้าเมียยังไม่ค่อยจะชัด

สาเหตุที่ผมต้องชวนคุณให้รื้อฟื้นความทรงจำสมัยเด็กกลับมานั้น ก็เพราะเจ้า Audi A4 Avant 45TFSI quattro S-Line Black Edition คันนี้ (ชื่อยาวจนในบทความอาจจะขอเรียกย่อๆว่า A4 Avant หรืออย่างอื่น) มันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมคนนึง ชื่อไอ้มิก

มิกเป็นเด็กร่างโต ผอมกว่าผม แต่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ผิวขาวๆ หัวกลม เกรียน ใส่แว่น หน้าตาบ่งบอกแบรนด์ความเป็นเด็กสายวิทย์อย่างแท้จริง สมัยมัธยมปลาย พวกเราผู้ชายที่มัธยมสาธิตสถาบันราชภัฎสวนสุนันทา (ชื่อในขณะนั้น) ชอบหาเรื่องประลองกำลังกันเล่นๆ ด้วยการงัดข้อ ผมก็เล่น.. และจะมีก็แต่เพียงท่อนแขนที่แข็งราวเหล็กกล้าของมิก ที่สามารถกดมือผมลงกระแทกโต๊ะได้เหมือนไฮดรอลิก “ทุกครั้ง” งัดกันกี่สิบกี่ร้อยครั้งผมไม่เคยพามือกับแขนของไอ้มิกผ่านแนวมุมฉากมาได้เลย

มิกเรียนเก่ง คะแนนดี เฮอาบ้างเงียบบ้างตามวิสัยคนปกติ ไม่ดูถูกคน ไม่ทำตัวเป็นนักเลงไถตังค์ชาวบ้าน แต่ถ้าใครหาเรื่องก่อนก็พร้อมสู้ ครั้งหนึ่ง พวกเราเด็กมัธยมเคยไปซ้อมบาสฯที่โรงยิมของสถาบันราชภัฎ ซึ่งทุกคนตั้งแต่ประถม/มัธยม/นักศึกษา มาใช้ร่วมกันได้ เมื่อพวกเราไปซ้อมกัน ก็ไม่ทราบว่าเหตุใดพี่ๆนักศึกษาจู่ๆกันหมั่นไส้พวกเรา ตะโกนด่าชิ่งบ้าง แกล้งวิ่งชน เพราะแย่งบริเวณสนามกันเล่นบ้าง แล้วก็ปาลูกบาสอัดหน้าเพื่อนผมจนพวกเราทนไม่ได้ เตรียมต่อยกันแล้ว รุ่นพี่ก็รุ่นพี่ เรายืนกันคนละฝั่งแล้วตะโกนด่ากันด้วยอารมณ์ที่เหมือนด้ายใกล้สะบั้น

…จู่ๆ ไอ้มิกไปกระจากท่อนเหล็กยาว 8 ฟุตมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วก็ใช้มือขวาเพียงมือเดียว เดินถือท่อนเหล็กยาวนั่นวนเป็นวงกลมไปรอบๆ พวกนักศึกษาคล้ายฉลามว่ายวนเหยื่อ แต่ทำด้วยสีหน้า..ยิ้มแย้ม แจ่มใส เป็นมิตร ขัดกับของในมือมัน

วันนั้นไม่มีใครตาย โชคดีว่าพี่คนหนึ่งที่เป็นประธานนักศึกษาเข้ามาห้ามและเคลียร์ให้เราจับมือกัน เราไม่จับ เพราะรุ่นพี่คนหนึ่งถุยน้ำลายใส่ขาเรา สุดท้ายจึงเดินออกมา แล้วก็พากันขำในใบหน้าโหดยิ้มๆ และเหล็กที่ไอ้มิกไปกระชากจากกำแพงที่ไหนสักแห่งหลุดออกมา

คุณดูรูปหน้าของ A4 Avant ดำโหดข้างบนนะครับ มันคือสีหน้าแบบเดียวกันกับที่ไอ้มิกทำในวันนั้น และบุคลิกของทั้งคนและรถก็มีความคล้ายกันอย่างน่าตกใจ ทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ที่เฉลียวฉลาด ความกำยำที่ดูไม่เวอร์ แต่พอดี และความสามารถรอบด้าน ที่บางด้านอาจใช้สั่งสอนคนอื่นให้เลิกคิดกำเริบเสิบสานได้

ความรู้สึกที่ได้ใช้ชีวิตหลายวันร่วมกับเจ้า A4 Avant Black Edition นี้จึงค่อนข้างเป็นในทางที่บวก เพราะนอกจากการที่ตัวรถจะมีทั้งประโยชน์ใช้สอยและความสามารถในการป้องกันตัวเสมือนพกไอ้มิกไปกินข้าวร้านลุงตามสั่งฝั่งตรงข้ามโรงเรียนอื่นด้วยแล้ว เทคนิคการจัดอุปกรณ์ภายใน/ภายนอก กับการตั้งราคาของทางผู้แทนจำหน่ายรายปัจจุบันอย่าง Meister Technik ก็ส่งผล A4 ที่ตกแต่งมาอย่างโหด มีเบาะสปอร์ต Fine Nappa Leather หลังคา Panoramic เครื่องยนต์เทอร์โบ 252 แรงม้าพร้อมเกียร์คลัตช์คู่และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อคันนี้ อยู่ที่แค่ 3,249,000 บาท

ปฏิกริยาตอบสนองจากผู้ชมทางบ้านก็เลยดีเกินคาด จากเดิมที่รถอนุกรม A4 มีค่าแค่เพียงไม้ประดับของ Audi Thailand ที่ไม่ได้เรียกยอดจองมากเท่ากับ TT หรือ Q7 กลายเป็นพระเอกของค่ายในงาน Motor Expo ปลายปี 2017 ได้โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่า พ.ศ. นี้ รถสเตชั่นแวก้อนใต้ท้องเตี้ยจะยังมีคนหลงใหลอยู่ ทำให้ A5 Sportback ที่ทั้งสวยทั้งเซ็กซี่และสีแดงแสบสันต์รู้สึกเหมือนดาวโรงเรียนที่โดนเด็กใหม่แย่งความสนใจไป

ไม่ใช่แค่พวกคุณหรอกครับที่สน..J!MMY, ผม, คุณหมู, ทีม The Coup ทั้งทีม ก็ชอบ..สื่อมวลชนระดับอาวุโสหลายท่านต่างก็รู้สึกชอบใน แพ็คเกจกับราคา ที่รถคันนี้มีให้ โดยเฉพาะพี่คิงสลีย์ นักขับรุ่นอาวุโสจาก The Nation ได้ลองขับแล้วถึงกับบอกว่าเป็น “Best Supermarket car, in a good way”…อย่าลืมว่านี่คือคำจำกัดความโดยสื่อฯ รุ่นคุณพ่อที่เน้นเรื่องการขับขี่เป็นอย่างมาก คุณคิดว่าไงล่ะครับ?

..ผมถึงต้องมาเขียนแชร์ให้ทุกท่านอ่านกันนี่ไง!

A4 เจนเนอเรชั่นแรก เผยโฉมในเดือนตุลาคมปี 1994 มีรหัสเรียกขานกันว่า A4 B5 หรือตัวถัง Type 8D ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อแทนที่ Audi 80 ซาลูนขนาดกระทัดรัดของค่าย (ในสมัยนั้น) ซึ่งเริ่มมีอายุมากและโดนกระแสความใหม่ของซีรีส์ 3 E36 และ C-Class W202 กลบจนไม่เหลือแสง แม้ว่าดีไซน์ของรถจะเริ่มตั้งแต่ปี 1988 แต่ทาง Audi ก็รอจนได้เห็นโฉมหน้าตัวจริงของคู่แข่งก่อนที่จะเซ็นอนุมัติแช่แข็งดีไซน์

ผลของการรั้งรอจนเปิดตัวช้ากว่าคู่แข่งก็ยังให้ความคุ้มค่า เมื่อ A4 เจนเนอเรชั่นแรกเปิดตัวออกมา มันกลายเป็นรถที่ดูทันสมัยที่สุดในกลุ่ม ด้วยเส้นสายที่ถอดแบบมาจากเวอร์ชั่นต้นแบบของ A8 (ASF) แล้วย่อส่วนลงมาในแบบที่กำลังพอดี เป็นการฉีกรูปทรงชนิดอกอิแป้นแตกจาก Audi 80 เดิมทั้งภายนอกและภายใน โครงสร้างตัวถังก็ใช้แพลทฟอร์ม PL45 แบบเดียวกับ Volkswagen Passat B5 และ Skoda Octavia ในยุคเดียวกัน เครื่องยนต์วางตามยาว ขับเคลื่อนล้อหน้า และ 4 ล้อ Quattro และยังเป็นรถรุ่นแรกของค่ายที่ได้ใช้เกียร์อัตโนมัติ Tiptronic (มีฟังก์ชั่น +/- ซึ่งประยุกต์มาจากของ Porsche)

คนไทยเราก็มีโอกาสได้ใช้ A4 รุ่นนี้อย่างแพร่หลาย โดยรุ่นแรกที่เข้ามา เป็นรุ่น 1.8 ลิตร ฝาสูบแบบ 5 วาล์วต่อสูบ 125 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะพร้อม DSP-Dynamic Shift Program ตามมาด้วยรุ่น 2.4 ลิตร V6 150 แรงม้า ก่อนที่จะมีการไมเนอร์เชนจ์เปลี่ยนไฟหน้าเป็นโปรเจคเตอร์และไฟท้ายใหม่ มีทั้งรุ่น 2.4 V6 165 แรงม้า และรุ่น 1.8 เทอร์โบ 150 แรงม้า ซึ่งรถรุ่นหลังนี้จะได้เกียร์ Tiptronic มาใช้แล้ว

ต่อมาในเดือนตุลาคมปี 2000 Audi ก็เผยโฉม A4 เจนเนอเรชั่นที่ 2 ตัวถัง B6 (8E) ซึ่งออกแบบตัวถังโดย Peter Schreyer (คนนี้ตอนหลังออกไปอยู่กับ Kia และมีส่วนปฏิวัติความหล่อของรถเกาหลีค่ายนั้นในระดับมหภาค) ดีไซน์เส้นสายตัวถังถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง A6 ซึ่งจำหน่ายมาก่อนหน้านั้น 3 ปี เน้นความเรียบร้อยแต่ซ่อนเส้นตัดมุมไว้ด้านข้างตัวถัง A4 รุ่นนี้ยังใช้เครื่องยนต์แบบ 5 วาล์วต่อสูบในรุ่นเบนซิน 4 และ 6 สูบ บ้านเราก็มีโอกาสได้ใช้ แต่เนื่องจากมาในช่วงเวลาที่เรายังไม่ฟื้นจากพิษต้มยำกุ้ง และประกอบกับการใช้เกียร์ CVT Multitronic ที่หลายคนยังกังขาถึงความทนทาน ทำให้ขายได้น้อยมาก จัดเป็นรถหายากรุ่นหนึ่ง

ปลายปี 2004 เจนเนอเรชั่นใหม่ก็มาแทนที่รุ่นเดิม โดยแม้จะมีรหัสว่า B7 และทำตลาดเหมือนเป็นรถเจนเนอเรชั่นใหม่ แพลทฟอร์มที่ใช้ก็ยังคงเป็นแบบ PL46 ที่แชร์กันกับ Volkswagen เช่นเดิม หน้าตาของรถถูกออกแบบใหม่โดย Walter de Silva ซึ่งแม้ว่าตัวถังหลักจะยังคงเหมือน B6 แต่ด้านหน้าและด้านท้ายเปลี่ยนแนวการออกแบบมาโดยให้กระจังหน้าดูใหญ่โตเต็มพื้นที่ เปลี่ยนไฟหน้ากับไฟท้ายใหม่ ภายในคล้ายเดิม ยกเลิกการใช้เครื่อง 5 วาล์วต่อสูบ เปลี่ยนมาใช้เครื่อง Direct Injection FSI แทน ซึ่งการที่ต้องเพื่อที่สำหรับหัวฉีดตรง ทำให้ต้องลดจำนวนวาล์วต่อสูบเหลือ 4 เหมือนเครื่องทั่วไป ระบบส่งกำลังในรุ่นขับหน้ายังเป็น CVT Multitronic ส่วนรุ่น quattro จะได้เกียร์ 6 จังหวะของ ZF

ผมได้มีโอกาสขับรถบอดี้ B7 เพียงครั้งเดียว และมันคือ MTM RS4 ของคุณสุวิชชา ลีนุตพงษ์ หรือคุณโต ซึ่งได้กรุณาอนุญาตให้ผมอัดเล่นรอบสนามหลังซีค่อนสแควร์และทำให้รู้ว่าพอเครื่อง V8 4.2 ลิตร 8,000 รอบมันมีทางให้กด เรี่ยวแรงและการตอบสนองมันต่างจาก Impreza หรือ Evolution สเป็คโรงงานที่ผมเคยขับมามากขนาดไหน

B7 ทำตลาดอยู่ได้เพียงไม่กี่ปี Audi ก็เปิดตัวบอดี้ B8 (8K) ในเดือนกันยายน 2007 ที่ Frankfurt Motorshow ในเจนเนอเรชั่นนี้ Audi เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของรถมาใช้ MLB-Modular Longtitudinal-engined ฺBody ที่ทำมาใช้กับรถเครื่องวางตามยาวด้านหน้า ซึ่งนอกจากจะใช้กับบอดี้ A4, A4 Avant แล้ว ก็ยังแชร์กันกับ A5 (ซึ่งเผยโฉมก่อน A4), Q5, A6, A7 และยังมีการปรับไปใช้ใน Porsche Macan อีกด้วย

แพลทฟอร์ม MLB ถูกพัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาหลายอย่างที่เคยสะสมมาตั้งแต่อดีต รวมถึงตำแหน่งการติดตั้งเครื่องยนต์ เกียร์ และความยาวระยะฐานล้อ ซึ่งในเจนเนอเรชั่นนี้ถูกปรับให้ฐานล้อยาวขึ้นถึง 160 มิลลิเมตร บอดี้ยาวใกล้เคียงเดิม ระยะความยาวจากส่วนหน้าสุดของรถถึงแนวแกนกลางล้อคู่หน้า (Overhang) สั้นลง ตัวเครื่องยนต์อยู่หลังจากแทร็คล้อหน้ามากขึ้นกว่าเดิม ให้การบังคับควบคุมดีขึ้น ลดอาการหน้าดื้อเวลาเข้าโค้งแรงๆลง ส่วนเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกนั้นก็มีทั้ง 1.8-2.0 ลิตรเทอร์โบ 3.0 ลิตรซูเปอร์ชาร์จ และเหลือเพียงเครื่อง 3.2 ลิตร V6 265 แรงม้าเพียงรุ่นเดียวที่ไม่มีระบบอัดอากาศ

ในช่วงปลายปี 2011 ทาง Audi ก็ไมเนอร์เชนจ์ปรับหน้าตารถโดยเปลี่ยนไฟหน้า กันชนหน้าและกระจังหน้าใหม่ ไฟหน้าและไฟท้าย LED ใหม่ ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานระบบมัลติมีเดีย MMI และสวิตช์ควบคุมต่างๆให้ใช้งานได้ง่ายเครื่อง เครื่องยนต์ 3.2 ลิตรเบนซินหายใจเองถูกยกเลิกการทำตลาดไป และเปิดตัวรุ่น RS4 V8 4.2 ลิตร 444 แรงม้า ซึ่งนี่จะเป็นสายพันธุ์สุดท้ายของ Audi V8 บล็อคโตที่ไม่มีเทอร์โบหรือระบบอัดอากาศ

พอได้ฤกษ์ที่จะพัฒนาเจนเนอเรชั่นใหม่ (ซึ่งก็เริ่มกันตั้งแต่ช่วงปี 2010 นั่นล่ะ) Audi เริ่มเล็งเห็นแนวทางของรถเซกเมนต์นี้แล้วว่าจะมีทิศทางอย่างไร BMW ที่เคยทำรถสปอร์ตซาลูนประเภทไม่แคร์คนนั่งหลัง ก็ยังปรับตัวปรับใจทำพื้นที่มาเอาใจคนนั่งหลังมากขึ้น ขณะเดียวกัน Mercedes-Benz ก็มีนโยบายที่จะทำภายนอกและภายในของรถให้มีความเป็น Premium ระดับผู้นำของคลาส Audi ก็เลยต้องคิดหนักว่าจะปรับตรงไหนบ้าง

เมื่อมองจากขนาดของตัวรถ Audi จะให้ความสำคัญทั้งในเรื่องพื้นที่ใช้สอยและน้ำหนักตัวรถซึ่งจะส่งผลต่อการขับขี่ เมื่อคิดได้ว่ารถรุ่น B8 ที่ใช้แพลทฟอร์ม MLB นั้นมีขนาดที่ใหญ่โตอยู่แล้ว ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานก็จะใช้เวอร์ชั่นพัฒนาต่อของ MLB Platform ที่เรียกว่า MLBevo ดังนั้นขนาดตัวรถจึงไม่ควรหนีจากเดิมมากนัก ส่วนที่ยาว หรือกว้างขึ้น ก็ทำไว้เพื่อให้ทรวดทรงของรถมีสัดส่วนที่ดูเพรียวลมหน้ามองขึ้น Frank Rimili ก็คือผู้รับหน้าที่ออกแบบภายนอก เขามองว่ารถรุ่นที่แล้วนั้นยังขาดความดุดัน ดูหวานเกินไปนิด ทางแก้ก็คือเอาเส้นสันหั่นคม เข้ามาเสริมอารมณ์ส่วนหน้าและท้ายของรถ ส่วนด้านข้างนั้นเส้นหลักและกรอบกระจกของ B8 ทำมาสวยดีอยู่แล้ว

อันที่จริงเขาคงไม่อยากเปลี่ยนอะไร ถ้าคุณสังเกตกันสักหน่อยจะพบว่าด้านข้างของรถคือส่วนที่ Audi เปลี่ยนแปลงมันน้อยที่สุดนับตั้งแต่เข้าศตวรรษใหม่เป็นต้นมา

ส่วนงานออกแบบภายในนั้น เป็นของ Ruediger Mueller ซึ่งเป็นส่วนที่มีการเปลี่ยนไปมากที่สุด คอนโซลที่เคยเป็นบั้งอัดสายตาใน B8 ถูกเปลี่ยนให้เป็นแนวราบ ให้บรรยากาศที่ปลอดโปร่งสำหรับคนนั่งหน้า โดยมีจอกลางเท่านั้นที่โผล่ขึ้นมาขวางวิวนิดๆ สไตล์การออกแบบยุคใหม่ของ Audi จะเน้นความทันสมัย บวกกับความสะอาดสายตา เรียบง่าย ไม่รกเลอะเทอะ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบตำแหน่งสวิตช์และจอต่างๆ เพื่อให้รองรับต่อการเป็นรถในยุคอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

Audi A4 บอดี้ล่าสุด (B9 หรือ 8W) เผยโฉมสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการที่งานมอเตอร์โชว์ Frankfurt ในเดือนกันยายนปี 2015 ส่วนในไทย ก็มีการนำเข้ามาจำหน่ายโดยผู้แทนจำหน่ายรายเดิมก่อน จากนั้นทาง Meister Technik ซึ่งมีคุณกฤษฎา ล่ำซำ เป็นประธานกรรมการบริษัท และคุณกฤษณะกร เศวตนันทน์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ได้เข้ามามีบทบาทในการทำตลาดแบรนด์สี่ห่วง โดยเซ็นสัญญากับบริษัทแม่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016 และเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมกับรถรุ่นต่างๆที่จะมาจำหน่ายตั้งแต่ 22 มีนาคม 2017

ในบรรดารถรุ่นแรกๆที่เปิดตัว ก็รวมถึง A4 บอดี้ 4 ประตู ซึ่งมีให้เลือกเพียง 2 รุ่น ได้แก่

  • A4 40 TFSI S-Line 2.0 ลิตร เบนซินเทอร์โบ 190 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหน้า ราคา ณ วันเปิดตัว 2,699,000 บาท
  • A4 45 TFSI Quattro S-Line  2.0 ลิตร เบนซินเทอร์โบ 252 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro 3,149,000 บาท

(หมายเหตุ: ในปัจจุบัน A4 45 TFSI Quattro มีการปรับราคาลงเหลือ 2,999,000 บาทและมีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เล็กน้อย)

ส่วนบอดี้สเตชั่นแวก้อน หรือ Avant นั้น มีการเผยราคาและรายละเอียดตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน และนำรถไปจัดแสดงไว้ที่งาน Motor Expo ปลายปี 2017 โดยมีให้เลือกเพียงระดับการตกแต่งเดียวคือ 45 TFSI Quattro S-Line Black Edition คันที่ท่านเห็นอยู่นี้

A4 Avant 45 TFSI Quattro มีความยาวตัวถัง 4,725 มิลลิเมตร กว้าง 1,842 มิลลิเมตร สูง 1,434 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,820 มิลลิเมตร ระยะความกว้างช่วงล้อคู่หน้า / หลัง (Front / Rear Track) อยู่ที่ 1,572 และ 1,555 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักตัวรถ ตามที่ระบุมาในสเป็คคือ 1,575 กิโลกรัม ความจุถังน้ำมัน 58 ลิตร ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ Cd=0.30 ซึ่งอาจจะดูสูงสำหรับรถสมัยใหม่ แต่อย่าได้แปลกใจเพราะนี่คือตัวเลขของรุ่นที่ใส่ล้อโตและชุดแต่งพร้อม ซึ่งมีผลต่ออากาศพลศาตร์ของรถ

ขนาดตัวถังของบอดี้ Avant นั้น หลายคนดูแล้วอาจจะนึกว่ายาวกว่าตัวซีดาน แต่ปรากฏว่าความจริงต่างกันแค่ 1 มิลลิเมตร และรุ่นซีดานยาวกว่า ยิ่งถ้าวัดความยาวของห้องเก็บสัมภาระจากเบาะหลังถึงขอบในของฝากระโปรงท้าย ยิ่งน่าฉงนเมื่อพบว่ารุ่นซีดานมีพื้นที่ยาว 1,081 มิลลิเมตร ในขณะที่ตัว Avant นั้นจะสั้นกว่ากัน 31 มิลลิเมตร

เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง BMW ซีรีส์ 3 Touring ซึ่งมีขนาดยาว 4,624 มิลลิเมตร กว้าง 1,811 มิลลิเมตร สูง 1,429  มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อยาว 2,810 มิลลิเมตร กับ C-Class Estate ซึ่งยาว 4,702 มิลลิมเตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร  สูง 1,457 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อยาว 2,840 มิลลิเมตร จะเห็นได้ว่า A4 Avant ยาวและกว้างที่สุด แต่ฐานล้อเบนซ์ยาวกว่าและบอดี้ของเบนซ์สูงที่สุด

ทว่าน่าเสียดายหน่อยที่การเปรียบเทียบกับรถสองรุ่นนี้ คงทำได้แค่ในเชิงทำให้เห็นภาพ…เพราะในปัจจุบัน BMW เลิกขาย F30 บอดี้ Touring แล้ว เช่นเดียวกับค่ายดาวสามแฉกที่เลิกทำตลาด C350e Estate ไปเมื่อไม่นานมานี้

รูปลักษณ์ภายนอก โดยรวมนั้นถ้าใครจะเข้าใจผิดว่ามันเป็นเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ “อีกรอบ” ก็อย่าไปว่าเขาเลยครับ เพราะทรวดทรงของกระจกบานข้างนั้นเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้จนต้องสังเกตดีๆ ไฟหน้า LED จัดทรงออกมาดูดุกว่าเดิม (และเป็นไฟหน้าที่ปรับองศาจานฉายอัตโนมัติซึ่งใช้งานได้จริง ไม่ใช่บอกว่า Auto แต่วิ่ง 60 กับวิ่ง 140 พ่อก็ส่องไกลเท่ากัน) เส้นสายด้านข้าง ต้องสังเกตที่ส่วนล่างของประตูจึงจะเห็นความต่างจากรถรุ่นเดิม

ส่วนด้านท้ายนั้น มีทรงของไฟท้ายที่แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน เป็นไฟท้ายแบบ LED 48 หลอด พร้อมไฟเลี้ยวที่เมื่อเปิดใช้งานจะกระพริบไล่ติดๆกันจากดวงนอกไปในเหมือนไฟส้มๆของรถหน่วยซ่อมบำรุงการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้รถดูเด่น ล้ำยุคคล้ายรถต้นแบบ และน่าจะทำให้คนประเภทที่ไม่ชอบเปิดไฟเลี้ยวเวลาเปลี่ยนเลน มีความอยากจะใช้บริการไอ้ก้านเล็กๆที่ด้านซ้ายของคอพวงมาลัยมากขึ้น

รถทดสอบของเรา มาพร้อมกับชุดแต่ง Black Edition ซึ่งก็คือกระจังหน้า กระจกมองข้าง และชุดวัสดุตกแต่งสีดำ แล้วก็ยังมีชุดแต่งที่มาพร้อมกับ S Line Black Package ซึ่งประกอบไปด้วย

  • กันชนหน้าแบบ S Line ซึ่งจะมีช่องดักลมด้านหน้าเป็นแถบกับลายตาข่าย ดูสปอร์ตกว่ารุ่นปกติ
  • ราวหลังคาสีดำ
  • ล้ออัลลอย 19 นิ้ว ลาย 5 ก้านสีทูโทนเงินสลับไทเทเนียม
  • ช่วงล่างแบบ Sport
  • โลโก้ S Line

ซึ่งชุดแต่งทั้งหมด แม้จะไม่ได้ดูดุโหดราวกับนักซิ่งแต่งมาเอง แต่มันก็ช่วย “หยอด” ความโหดลงไปบนบอดี้มาตรฐานของ A4 Avant ซึ่งหากไร้ชุดแต่งใดๆแล้วใส่ล้อ 17 นิ้ว ก็จะดูเรียบๆ หงิมๆเหมือนพ่อบ้านเรียบร้อยที่อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบภรรยาธิปไตยเต็มร้อยทุกฝีก้าว พอใส่แพ็ค S Line + Black Edition ลงไป ก็กลายเป็นพ่อบ้านหน้านิ่งแอบโหดพร้อมพลังปกป้องครอบครัวที่ดูจริงจังห้าวหาญมากขึ้น (แต่ยังอยู่ในกรอบที่กำหนดโดยภรรยาเช่นเดิม..อย่า..อย่าเพิ่งได้ใจ)

การเข้าสู่ตัวรถ ก็ใช้กุญแจ Smart Key ซึ่งทาง Audi เขาจะเรียกว่าเป็นออพชั่น “Audi Comfort Key” ซึ่งคุณสามารถพกไว้ในกระเป๋ากางเกง เดินเข้าใกล้รถ แล้วเอามือเอื้อมจับประตูเปิดได้เลย คุณสามารถเซ็ตผ่านจอกลางได้ว่าเมื่อคนขับเอามือจับเปิดประตู จะให้รถปลดล็อคประตูทุกบานพร้อมกันหรือปลดล็อคเพียงแค่บานคนขับ ซึ่งมีประโยชน์ในกรณีที่คุณต้องไปจอดตามห้างหรือสถานที่อันมีความเสี่ยงต่อโจรผู้ร้าย โดยเฉพาะเจ้าของรถที่เป็นผู้หญิง ซึ่งบางครั้งเมื่อคุณปลดล็อคประตูทุกบาน พวกโจรห้าร้อยจะแอบวิ่งมาเปิดประตูบานอื่นเข้าไปนั่งในรถแล้วทำการจี้ปล้น

นอกจากนี้ ตัวกุญแจยังมีปุ่มสำหรับกดเปิดฝากระโปรงท้ายแบบไฟฟ้า ซึ่งเหมาะกับมนุษย์หัวโบราณแบบผมที่ชอบกดปุ่มมากกว่าจะใช้ระบบเปิดฝาท้ายโดยไม่ใช้มือที่ Audi ติดตั้งมาให้ในรถคันนี้

ส่วนการสตาร์ทรถนั้น ก็ให้เหยียบเบรกแล้วกดปุ่มสตาร์ทซึ่งตำแหน่งที่อยู่จะแปลกกว่ารถที่มี Push Start รุ่นอื่นๆ เพราะย้ายสวิตช์ลงต่ำมาอยู่บนคอนโซลกลางใกล้หัวเข่าของคนขับ

การเข้า -​ ออกจากบานประตูคู่​หน้า จะสะดวกดีต่อเมื่อคุณปรับเบาะนั่งลงจนต่ำสุด มิเช่นนั้น คุณอาจเจอปัญหาหัวโขกกับเสากรอบประตูได้ นี่เป็นปัญหาที่พบได้ในรถยุโรปรุ่นใหม่ๆจำนวนมากซึ่งออกแบบกระจกบานหน้าเอนลาดเน้นแอโร่ไดนามิกส์

ห้องโดยสารเป็นโทนสีดำ แผงประตู​ด้านข้างบุด้วยผ้า Alcantara สีดำ ให้สัมผัสที่นุ่มสบายดีงาม มือจับเปิดประตู ทำจาก โครเมียมด้าน ให้ความรู้สึก​เหมือนโลหะมากๆ ล้อมรอบด้วยแผง Trim สีดำ Piano Black มือจับประตู​หุ้มด้วยหนัง แต่ด้านในเป็นพลาสติกผิวเรียบเนียนสีดำ ยาวต่อเนื่องมาเป็นพนักวางแขน ซึ่งวางท่อนแขนได้สบายพอดีๆถ้าคุณ​ปรับตำแหน่งเบาะให้ต่ำสุด

ด้านล่าง​ของแผงประตูคู่หน้า มีช่องวางขวดน้ำ ขนาด 7 บาท ได้ขวดเดียว และของจุกจิกอีกนิดหน่อย  นอกจากนี้ ยังมีสวิตช์​ไฟฟ้าเปิดฝาท้าย ติดตั้งในบริเวณนี้ของประตูฝั่งคนขับ ดังนั้นจะหยิบกาแฟแก้วโปรดมากินก็ระวังอย่าไปหกรดปุ่มกดพวกนี้แล้วกันเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต S Sports ตกแต่งแบบ Diamond Cut หุ้มด้วยหนัง Fine Nappa ปรับได้หลายทิศทางไม่ว่าจะเป็นการปรับระดับสูงต่ำทั้งตัว ปรับเบาะรองนั่งเทหน้า-หลัง และตัวดันหลังทั้งขึ้นลง หรือดันเข้าดันออก ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า ที่ด้านข้างเบาะรองนั่ง ซึ่งจะเชื่อมต่อการแสดงผลขณะปรับเบาะบนจอมอนิเตอร์สีตรงกลางให้ดูอีกด้วย

ตัวพนักศีรษะ​ถูกออกแบบเชื่อมติดกับพนักพิงหลัง ตำแหน่งและมุมติดตั้งจะดันหัวเล็กน้อย (J!MMY บอกว่าแทบจะไม่ดันเลย) ตอนแรกนึกว่าจะนั่งไม่สบายแต่โชคดีว่าหมอนรองศีรษะนิ่มและฟูกำลังสบายจึงไม่มีปัญหา

พนักพิงหลังถูกออกแบบให้รองรับช่วงหัวไหล่ดีมาก ปีกข้างเบาะทรงสปอร์ต สามารถกดสวิตช์เลือกให้หุบเข้าหรือกางออกเพิ่มได้ตามชอบ เช่นเดียวกับบริเวณกลางหลัง ซึ่งนอกจากจะปรับตัวดันหลังด้วยสวิตช์ไฟฟ้าแล้ว A4 Avant Black Edition คันี้ยังมีระบบนวดหลัง 3 แบบ ได้แก่ Wave, Stretch และ Knead การนวดจะดันเต็มที่ แต่ช้าๆ ไม่เร็วนัก พอให้ผ่อนคลายได้ดีอยู่ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับน้ำหนักแผ่นหลังและความรู้สึก/เส้นประสาทหลังแต่ละคนด้วย เพราะในกรณีของผม กลับรู้สึกว่ามอเตอร์นวดยังกดไม่ค่อยแรง เหมือนเอาหลาน 5 ขวบมากดหลังให้มากกว่า

เบาะรองนั่ง นุ่มแน่นสบายกำลังดีตามแบบฉบับรถเยอรมันยุคใหม่ มีความยาวเบาะเหมาะสม​ แต่ถ้ายังไม่พอใจ ก็สามารถดึงคันโยกตรงกลางเบาะรอง​นั่ง​เพื่อยืดเพิ่มความยาวอีกหน่อยก็ทำได้ตามต้องการ

การเข้าออกบานประตู​คู่หลัง ต้องระมัดระวังศีรษะจะไปโขกกับเสากรอบประตูด้านบน ขณะเดียวกัน การก้าวขาออก อาจต้องทำใจสักหน่อย เพราะไม่ว่า ท่อนขาของคุณจะสูงหรือเตี้ยเพียงใด รองเท้าคุณอาจต้องเหวี่ยงไปโดนขอบล่างของแผงประตูแน่ๆอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

แผงประตู​คู่หลังตกแต่งแบบเดียวกับแผงประตู​คู่หน้า แต่ตำแหน่งของมือจับเปิดประตูที่ยาวต่อเนื่องมาเป็นพนักวางแขน เตี้ยไปนิดสำหรับการวางข้อศอก ครึ่งท่อนล่าง มีช่องวางขวดน้ำขนาด 7 บาท มาให้ ฝั่งละ 1 ตำแหน่ง

เบาะนั่งด้านหลังมีมุมองศาการเอียงที่เหมาะสม เสียดายแค่ว่าปรับเอนไม่ได้แบบพวก SUV พนักพิงหลังแน่นติดนุ่มมาให้นิดๆ รองรับแผ่นหลังได้ดี เช่นเดียวกับเบาะรองนั่งที่มาในสไตล์นุ่ม ชนิดที่ผมชื่นชอบกว่าเบาะหลังของ 3 Series Touring รุ่นปัจจุบัน​นิดหน่อย นอกจากนี้ พนักวางแขนตรงกลางแบบพับเก็บได้ พร้อมช่องวางแก้วแบบซ่อนรูป 2 ตำแหน่ง อยู่ในระดับที่วางท่อนแขนและข้อศอกได้พอดี

แต่น่าเสียดาย​ว่า พนักศีรษะ​ของเบาะหลัง ซึ่งดูเหมือนจะมีฟองน้ำแบบแน่นคล้ายกับเบาะสระผมในร้านทำผม ที่ไหนได้ กลับยังไม่สบายเท่าที่ควร ส่วนพื้นที่ Headroom ซึ่งเพิ่มมาจากรุ่นซีดาน 18 มิลลิเมตรนั้น พอให้ผมนั่งได้โดยไม่ต้องเอียงหัว แต่ถ้าเป็นไซส์ J!MMY จะยยังเหลืออีก 4 นิ้วมือในแนวนอน ส่วนพื้นที่วางขา อาจจะคับแคบสำหรับผม แต่ก็ไม่แย่ไปกว่าคู่แข่ง หากปรับเบาะคนขับด้านหน้าในตำแหน่งมาตรฐานที่ถูกต้องของคนทั่วไปแล้วเอา J!MMY ไปนั่ง จะเหลือพื้นที่วางขา 1 ฝ่ามือ กับอีก 4 นิ้วมือในแนวนอนต่อกัน

ด้านบนเพดาน เป็นผ้าบุนุ่มสีดำ มีไฟอ่านหนังสือ LED สีขาว เอานิ้วแตะที่ดวงไฟแล้วมันจะติดขึ้นมา มีมือจับศาสดา (ยึดเหนี่ยวจิตใจ) มาให้ครบทั้ง 4 ตำแหน่ง พับคืนตำแหน่งเดิมได้แบบนุ่มนวล

เบาะนั่งด้านหลังสามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน​ 40: 20: 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง เมื่อพับแล้วส่วนที่เป็นเบาะจะลาดขึ้นไปหาทางด้านหน้าของรถพอสมควร ไม่ถือเป็นพื้นแบบ Flat-floor มีสวิตช์พับจากข้างหลังรถและไฟส่องสว่างมาให้เรียบร้อย

ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายของ A4 Avant รุ่นนี้ มีความจุ 505 ลิตร และจะเพิ่มเป็น 1,510 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง ขอบล่างสูงจากพื้น 63 เซนติเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดโตกว่า Avant รุ่นเดิม (490 ลิตร/1,430 ลิตร) พอสมควร และถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง ซีรีส์ 3 Touring ก็พบว่า Audi มีความจุมากกว่า (320d Touring จุ 495 ลิตรเมื่อไม่พับเบาะและ 1,500 ลิตรเมื่อพับ)

ความจุอาจจะไม่ได้มากกว่ารุ่นซาลูน (480 ลิตร) ชนิดฟ้ากับเหว แต่ส่วนที่ได้เปรียบคือพื้นที่ในแนวสูง ซึ่งสามารถเปิดยาวตลอดไปจนถึงส่วนหลังของเบาะหน้า ทำให้สามารถขนเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ขนาดใหญ่ได้ง่ายกว่า ตามสไตล์รถทรงสเตชั่นแวก้อน

แผงแดชบอร์ด ออกแบบให้มีความต่อเนื่องจากซ้ายถึงขวาด้วยการทำช่องแอร์ซี่ปลอมมาไว้ตรงฝั่งคนนั่ง ทำให้ช่องลมจริงฝั่งซ้ายสุดกับช่องที่คอนโซลกลางถูกเชื่อมเข้าด้วยกัน จะว่าทันสมัยก็ได้หรือโบราณก็ได้แล้วแต่มุมมองแต่ละคน ด้านบนของแดชบอร์ดถูกกดให้เรียบราบเพื่อสร้างความรู้สึกโล่งเมื่อมองไปด้านหน้า มีจอกลางโผล่ขึ้นมาขวางหูขวางตาแบบรถสมัยใหม่ และจอนี้จะไม่สามารถพับเก็บซ่อนแบบ Audi Q7 ได้

แผงบังแดด มาพร้อมกระจกแต่งหน้าและไฟส่อง LED สีขาวนวลตาทั้ง 2 ฝั่ง ส่วนเพดานตอนหน้า นอกจากจะมีชุดไฟส่องสว่างแล้วก็ยังเป็นที่อยู่ของสวิตช์สำหรับเปิดปิดหลังคา Panoramic roof ด้วย บรรยากาศห้องโดยสารซีกหน้าโดยรวม ปนเปกันระหว่างความทันสมัยแบบที่ไม่แก่ตามกาลเวลาซึ่งเป็นหัวใจดีไซน์แบบเยอรมัน กับลักษณะของรถสปอร์ตยุคคุณพ่อคุณแม่ ความเห็นของผมคือ มันยังขาดกลิ่นความไฮโซ Modern อย่างที่คุณได้รับใน C-Class และยังไม่ดูเป็นวัยรุ่นชัดเจนแบบ BMW

จากขวาไปซ้าย

สวิตช์กระจกไฟฟ้าอยู่บนแผงควบคุมด้านขวา มีกลไกการกดขึ้น/ลงแบบ One Touch ทั้ง 4 บาน ถัดขึ้นมาด้านบนบริเวณมือจับเปิดประตู จะเป็นสวิตช์สำหรับล็อค/ปลดล็อคประตู อยู่ติดกับปุ่มของระบบความจำตำแหน่งของเบาะ 2 ตำแหน่ง ใต้ช่องแอร์ด้านขวาเป็นลูกบิดสำหรับเปิดปิดไฟหน้า พร้อมระบบไฟหน้าอัตโนมัติ และสวิตช์ปรับความสว่างของไฟส่องหน้าปัดและภายในห้องโดยสารยามค่ำคืน ซึ่งต้องกดลงไปก่อน ลูกบิดถึงจะเด้งออกมาให้เราหมุนได้ ถัดลงมาข้างล่างเป็นช่องเก็บของพร้อมฝาปิดขนาดใหญ่ สามารถยัดสมาร์ทโฟนขนาด 4 นิ้วและ iPhone รุ่นเก่าๆ และธนบัตรสำหรับจ่ายค่าทางด่วนได้

พวงมาลัยเป็นทรงสปอร์ต S Line ท้ายตัด เพื่อลดปัญหาขอบพวงมาลัยติดพุงคนอ้วนและแอบช่วยให้รับจับส่งพวงมาลัยเวลาหมุนเร็วๆหลายๆรอบได้ถนัด เป็นพวงมาลัยสไตล์ที่นิยมในหมู่รถมาดซิ่งหรือรถซิ่งจริง ไม่ว่าจะเป็น GT-R R35 ไล่ลงมาถึง Suzuki Swift ตัวใหม่ สามารถปรับองศาก้ม/เงย และระยะเข้าออกได้โดยปลดก้านล็อคได้คอพวงมาลัย อีกทั้งยังหุ้มด้วยหนังอย่างดีที่เลือกเจาะบางส่วนคล้ายรูกลม ทำให้ไม่ลื่นมือและจับถนัด

ก้านพวงมาลัยฝั่งซ้าย เป็นชุดสวิตช์สำหรับควบคุมจอ Multi Information Display บนหน้าปัด ในขณะที่ก้านด้านขวาจะคุมพวกระบบเครื่องเสียง และการรับสายโทรศัพท์ ส่วนระบบ Cruise Control นั้นจะมีก้านแยกมาซ่อนอยู่ด้านซ้ายล่าง (คล้ายกับพวก Toyota) ซึ่งถ้าคนขับไม่ชินการใช้งาน บางทีก็ต้องแอบก้มๆเอียงๆคอดูเหมือนกันว่ากดทางไหนสั่งทำอะไร นอกจากนี้ บนก้านพวงมาลัยฝั่งขวาจะมีปุ่ม * คล้ายดอกจัน เป็นปุ่มพิเศษที่คุณสามารถกำหนดฟังก์ชั่นได้ว่าจะให้มันทำอะไร เช่น ปรับโหมดการขับขี่, เปลี่ยนฟังก์ชั่นระหว่างวิทยุ/CD/Media USB หรือเปิดปิด Traffic Announcement

ก้านสวิตช์คอพวงมาลัยฝั่งซ้ายมือ ใช้เปิดไฟเลี้ยวกับไฟสูง ส่วนก้านด้านขวา จะใช้คุมระบบปัดน้ำฝน ซึ่งมีระบบอัตโนมัติปรับตามปริมาณน้ำฝนที่ตก แต่ถ้าทำงานไม่ได้ดังใจ คนขับสามารถเลื่อนลูกบิดบนก้านเพื่อปรับความ Sensitive ของเซ็นเซอร์หรือความเร็วในการปัดน้ำฝนได้

ชุดมาตรวัดถูกออกแบบให้เป็น 2 วงกลม คั่นกลางด้วยจอ TFT ซึ่งจะมีไฟสัญญาณเตือนต่างๆ และหน้าจอแสดงข้อมูล Multi Information Display ซึ่งจะแสดงตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทั้งแบบปัจจุบัน (Real-Time) และแบบเฉลี่ยระยะสั้น (Short-term) และระยะ (Long-term) รวมทั้งแสดงระยะทางที่น้ำมันในถังยังเหลือพอให้แล่นได้ (Driving Range) แสดงตำแหน่งเกียร์ โหมดการขับขี่ที่เลือกใช้ นาฬิกา มาตรวัดระยะทางทั้งแบบ Odometer และ Trip Meter โดยทั้งหมดนี้ คุณสามารถเลือกได้โดยปุ่มหมุนขนาดเล็กบนก้านพวงมาลัยด้านซ้าย

ถึงแม้จะยังไม่ใช่ชุดมาตรวัดจอสีเต็มพื้นที่อันอลังการล้ำอนาคตแบบ Virtual Cockpit อย่างใน Audi TT แต่พอทราบว่าออพชั่นหน้าปัดแบบนี้อย่างเดียวจะส่งผลให้ราคาของรถเพิ่มขึ้นอีกราวสองแสนกลางๆ…ก็เลยต้องพยายามมองให้มันสวย ซึ่งอันที่จริงในยามขับขี่แบบรีบๆ มาตรวัดแบบคลาสสิคของ Audi นี้ก็อ่านค่าได้ง่ายทั้งกลางวันและกลางคืน แล้วก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดเลยเมื่อเทียบกับมาตรวัดของรถคู่แข่ง จะมีจุดที่ผมไม่ชอบก็แค่มาตรวัดอุณหภูมิน้ำทางซ้ายและเข็มน้ำมันทางขวา ซึ่งจะขึ้นเป็นไฟดวงเล็กๆทีละดวง ต้องเพ่งหน่อยถึงจะรู้ว่าเหลือน้ำมันเท่าไหร่ ถ้าทำดวงไฟให้โต หรือทำเป็นแบบเข็ม น่าจะอ่านค่าได้ง่ายกว่า

ลิ้นชักเก็บของมีขนาดโตปานกลาง แค่พอเอาสมุดคู่มือรับบริการหรือเอกสารอื่นๆที่มีขนาดเท่ากันมาใส่ได้บ้างเท่านั้น  แต่มีไฟส่องสว่างมาให้เสร็จสรรพ ข้างในลึกเข้าไปจะมีช่องสำหรับใส่ CD MP3 และ SD Card

ส่วนที่คอนโซลกลางนั้น ด้านบนจะเป็นจอมัลติมีเดียขนาด 7 นิ้ว ซึ่งใช้สำหรับโชว์การทำงานของฟังก์ชั่นต่างๆ เช่นการเซ็ตค่าในแต่ละส่วนของรถ รวมถึงเครื่องเสียง แต่ไม่มีระบบนำทางมาให้นะครับ ออกจะดูแปลกๆหน่อยสำหรับรถสมัยนี้ที่ราคาเกินสามล้านแล้วยังไม่มีมาให้ ส่วนการเชื่อมต่อโทรศัพท์ ก็มีเรื่องที่น่ารำคาญใจมากสำหรับผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือระบบ Android ไม่ว่าจะเป็นผม, J!MMY หรือคุณบอมทีมตัดต่อรายการของ The Coup

ปัญหาที่พบก็เช่น Pair Bluetooth ไม่ติดเลยไม่ว่าจะพยายามกี่รอบ (ลองกับ Asus Zenfone Max ของผม) หรือ Pair ติด แต่พอเราดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่แล้วกดเล่นเพลงจากสมาร์ทโฟน หน้าจอจะขึ้นคำว่า Loading ค้าง และแม้เสียงเพลงจะออกมาเหมือนทุกอย่างปกติ แต่คุณจะไม่สามารถปรับ Bass, Treble หรือมิติใดๆของเสียงจากชุดจอกลางได้เลย ลองพยายามแก้อยู่เป็นชั่วโมงบนมือถือ XZ1 ของบอม ก็ไม่ประสบผล สุดท้าย วิธีง่ายสุดตามหลักการ IT.. ต้องกด Forget มือถือ ให้ล้างข้อมูลจากระบบแล้ว Pair ใหม่อีกครั้ง ทุกอย่างกลับเป็นปกติ

แต่พอมาเป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ไม่ว่าจะ iPhone 6 หรือ 7 หรือใหม่กว่านั้น ทุกอย่างทำงานได้อย่างปกติสุข ไม่น่าปวดหัวอย่างที่ผู้ใช้ Android ต้องเจอ ประเด็นนี้ผมคิดว่ายังต้องปรับปรุงต่อไป

นั่นก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะสมัยนี้ผมชอบต่อฟังเพลงจากมือถือตัวเองบ่อยครั้งเวลาเดินทาง และถ้าได้ฟังผ่านเครื่องเสียง Bang & Olufsen ที่มาพร้อมระบบเสียง 3 มิติ 19 ลำโพงอย่างใน A4 Avant คันนี้ มันให้สุนทรียสัมผัสแก้วหูได้ดีจนน่าพอใจ นอกจากการปรับภาคเสียงแหลมเสียงทุ้มแบบเครื่องเสียงปกติทั่วไปแล้ว ยังสามารถปรับลักษณะความเป็น Surround และความลึกของเสียงแบบ 3 มิติได้ ผมลองกับเพลงโปรดเพลงเดิมคือ Wake up this day ของ Tom Misch และเพลงจาก Soundtrack ของ Top gun อีกหลายเพลง บอกได้เลยว่าขนาดผมไม่ใช่มนุษย์หูทองคำ ยังรู้สึกได้ว่าเสียงแน่นและมีมิติชนะ Burmester ใน C350e ขาดลอย…ถ้าจะชนะเครื่องเสียง Bang & Olufsen ชุดนี้ได้ คงต้องพึ่ง Bower & Wilkins ของ Volvo เท่านั้นครับ

ระบบปรับอากาศ เป็นแบบอัตโนมัติดิจิตอล 3-Zone ซึ่งสามารถปรับแยกอุณหภูมิห้องโดยสารแยก ซ้าย/ขวา/ผู้โดยสารด้านหลัง สามารถทำความเย็นได้ดีพอสมควร แต่ต้องเซ็ตไว้ประมาณ 22-23 องศาถึงจะสู้แดดกลางวันได้ (รถติดฟิล์มกรองแสงแล้ว) ในกรณีที่ต้องการปรับอุณหภูมิแบบเผด็จการ (เท่ากันทั้งห้องโดยสาร) ก็แค่กดปุ่ม SYNC โดยเอานิ้วไปลูบๆแตะๆปุ่มสีเงินอันที่สองจากซ้ายแล้วกดเลือกได้เลย

ข้างใต้แผงควบคุมชุดปรับอากาศจะมีแผงสวิตช์สำหรับการปรับระบบ Dynamic Select, สวิตช์ปิดการทำงานของระบบ Auto Start/Stop, สวิตช์ปิดทำการงานของระบบควบคุมการทรงตัว และปุ่มกดปิดหน้าจอกลาง (แค่ปิดเฉยๆ แต่ตัวจอไม่ได้เลื่อนลงไปซ่อนในแดชบอร์ดเนียนๆแบบ Audi Q7)

ถัดลงมา เป็นช่องเสียบจ่ายไฟ ช่อง USB และปุ่มสตาร์ท ซึ่งอยู่ชิดเข่าซ้ายของคนขับ ตามมาด้วยที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง ไม่มีฝาปิดใดๆ แล้วก็เป็นชุดแผงควบคุมมัลติมีเดีย MMI ซึ่งประกอบด้วยปุ่มจำนวนมาก แต่มีปุ่มหมุนขนาดใหญ่ ขนาบด้วยสวิตช์รูปคล้าย ] และ [ เพื่อเข้าสู่ฟังก์ชั่นย่อยบางอย่างได้ มีปุ่มสำหรับ Back และ Enter ซึ่งการใช้งานไม่ได้ยากแต่บางครั้งจะสับสนเวลาจะออกจากเมนูหนึ่งไปอีกเมนูหนึ่งว่าจะใช้ปุ่ม ” ] ” หรือกด Back ส่วนด้านท้ายสุดของคันเกียร์ จะมีปุ่มสำหรับระบบ Auto Brake Hold และฟังก์ชั่นเบรกมือไฟฟ้า

Previous Post

N2709072_กคนจนป นหล งคารถเศรษฐ หว งจะได เร ยนหน งส_part2

Next Post

N2809003_ดการแอบโกงเง นพน กงาน แบบน ได เหรอ #หน งส_part2

Next Post
N2809003_ดการแอบโกงเง นพน กงาน แบบน ได เหรอ #หน งส_part2

N2809003_ดการแอบโกงเง นพน กงาน แบบน ได เหรอ #หน งส_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2602061 ทธ อะไรมาว าอ วน ไปอ วนในต บข าวแกเหรอ part2 | Viviann Vanzant
  • N2602058 ยอดขายหน เพ ออนาคตครอบคร part2 | Viviann Vanzant
  • N2602062 ชายท เก องม หญ งข างกายท เก งด วย part2 | Viviann Vanzant
  • N2602059 เห นคนอ อนแอกว าเป นขนม ดท ายขมปากเลย part2 | Viviann Vanzant
  • N2602060 วางแผนมาอย างด ดท ายทำไม ลง part2 | Viviann Vanzant

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.