
แนวโน้มและกลยุทธ์ในตลาดรถยนต์ไทย 2025: ความท้าทาย การแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี
ในปี 2025 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างต่อเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดที่รุนแรง โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์พลังงานทางเลือก (NEVs) ที่เข้ามา disrupt พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายรถใหม่ในประเทศไทยปรับตัวลดลงราว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทำให้หลายฝ่ายต้องปรับลดประมาณการยอดขายทั้งปีเหลือประมาณ 5.3 แสนคัน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.6–5.7 แสนคัน
ภายใต้บรรยากาศดังกล่าว บริษัทรถยนต์ต่าง ๆ ต่างมุ่งมั่นในการปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาการเติบโต โดยเน้นการขยายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มพลังงาน และการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
สถานการณ์ตลาดรถยนต์และแนวโน้มของรถยนต์ไฟฟ้า
จากการสำรวจข้อมูลในช่วงต้นปี 2025 พบว่า ตลาดรถยนต์นั่งและรถกระบะของประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยยอดขายรวม 2 เดือนแรกปี 2025 ลดลงถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์ไทยยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ หากไม่มีการกระตุ้นจากภาครัฐ
ทิศทางตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเคยเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่โดดเด่นในช่วงปี 2021-2023 นั้น ปัจจุบันอยู่ในช่วงที่ตลาดเริ่มทรงตัว โดยคาดการณ์ยอดขายทั้งปี 2025 จะอยู่ที่ประมาณ 70,000 คันต่อปี
คุณวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้เข้าสู่ช่วงที่จับกลุ่มผู้บริโภคหลัก (Early Adopters) แล้ว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% หรือราว 700,000 คนในตลาด โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้กำลังอยู่ในช่วงการตัดสินใจและรอให้ตลาดมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทประเมินว่า ในระยะยาว สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดไทยจะไม่เกิน 30% เนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขยายสถานีชาร์จที่ต้องใช้พื้นที่มากและความหนาแน่นของประชากรที่ยังไม่สูงพอในบางพื้นที่
พลังงานทางเลือกและกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่าน (Transition)
ในทางกลับกัน กลุ่มพลังงานทางเลือก เช่น รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริดที่ขยายตัวถึง 70% ในปี 2024
สาเหตุหลักที่ทำให้รถยนต์กลุ่มนี้ได้รับความนิยม คือ การตอบโจทย์การใช้งานในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเครื่องยนต์สันดาปสู่รถยนต์พลังงานทางเลือก ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษาของรถยนต์ไฟฟ้า ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่เน้นไปที่กลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก
สงครามราคาและกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2025 ถูกจับตามองเรื่อง สงครามราคา (Price War) ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากผู้ผลิตหลายรายได้ทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่พร้อมกับการปรับตำแหน่งราคาที่เหมาะสมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารบางรายมองว่า แนวโน้มสงครามราคานี้จะลดความรุนแรงลง เนื่องจากแต่ละแบรนด์ได้ใช้กลยุทธ์การวางตำแหน่งราคาที่ชัดเจนแล้ว
คุณณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด (Geely) มองว่า การแข่งขันที่รุนแรงทำให้ลูกค้าเริ่มไม่เห็นความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ ความแตกต่างด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในบริการหลังการขาย คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความได้เปรียบในตลาด
นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จีน มักเน้นเปิดตัวรถยนต์กลุ่ม SUV ซึ่งเป็นที่นิยมสูงสุดในประเทศจีน และตอบสนองความต้องการใช้งานที่หลากหลายของผู้บริโภคในไทย ทำให้รถประเภทนี้เป็นหัวหอกในการตลาดหลัก
แนวทางการกระตุ้นตลาดและการสร้างความเชื่อมั่น
ท่ามกลางความท้าทาย ผู้บริหารหลายรายเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือตลาดรถยนต์ในเรื่องสินเชื่อ หรือการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถมาลดหย่อนภาษี (เช่น การนำเงินดาวน์มาลดหย่อน) เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและการตัดสินใจซื้อของกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเมนต์รถกระบะ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่
สำหรับมาตรการ EV 3.5 จะสิ้นสุดลงในปี 2025 ซึ่งทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า จะมีการกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายในการรับสิทธิประโยชน์ โดยมีปัจจัยหนุนหลายอย่างจากภาครัฐที่จะช่วยกระตุ้นตลาดในภาพรวม
แผนงานของบริษัท: การเปิดตัวรถใหม่และการลงทุน
ในส่วนของการดำเนินงานของแต่ละบริษัท มีแผนการที่น่าสนใจ ดังนี้:
บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (Hyundai)
เป้าหมายยอดขายปี 2025: 4,100 คัน
แผนการเปิดตัวรถใหม่: รวม 6 รุ่น ตลอดปี 2025 ประกอบด้วยรถยนต์กลุ่มอีวี ไฮบริด และสันดาป
การลงทุน: บริษัทจะมีการระมัดระวังในการนำเข้ารถยนต์ และมีแผนเริ่มการผลิตรถยนต์ในประเทศ (Local Production) ในเดือนมกราคม ปี 2026 เพื่อปรับลดต้นทุนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด โดยยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการบริการผู้บริโภค
บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด (Geely)
ทิศทางตลาด: บริษัทเชื่อว่า จีลี่ (Geely) เป็นที่รับรู้ของลูกค้าในระดับหนึ่งแล้วเป้าหมายหลักคือการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยอาศัยประวัติยาวนาน 84 ปีของธนบุรีในการเป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่าย
แผนการผลิตในประเทศ: บริษัทกำลังพิจารณาแผนการผลิตรถยนต์แบรนด์จีลี่ในประเทศ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการประกอบรถยนต์ของโรงงาน TAAP
เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (GWM)
สัดส่วนตลาด EV: คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 15% หรือประมาณ 70,000–80,000 คันของตลาดรถยนต์นั่ง โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 13% ในปี 2024
แผนการเปิดตัวรถใหม่: วางแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างน้อย 5 รุ่น โดยเน้นการขยายรุ่นย่อยในกลุ่มเรือธง (Flagship) และการให้ความสำคัญกับการเป็นแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน
การควบคุมราคา: บริษัทประเมินว่า สงครามราคาน่าจะทุเลาลงในปี 2025
ตลาดรถกระบะ: ความท้าทายจากการเงินและความยั่งยืน
ตลาดรถกระบะซึ่งเป็นเซกเมนต์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายด้าน การเงิน เป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน
คุณทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด (Isuzu) เปิดเผยว่า ในปี 2024 ยอดขายรถกระบะอยู่ที่ประมาณ 163,000 คัน ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดขายปี 2025 จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมการประเมินจากมาตรการกระตุ้นตลาดของภาครัฐ เช่น มาตรการค้ำประกันสินเชื่อรถกระบะ ‘กระบะพี่ มีคลังค้ำ’ เนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการรอสรุปรายละเอียดเงื่อนไข ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้
แผนงานของ Isuzu
สำหรับแบรนด์ Isuzu ตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งปี 2025 ไว้ที่ 76,000 คัน บริษัทได้ปรับตัวตามสภาวะตลาดเช่นเดียวกับผู้ผลิตรายอื่น ๆ