
Toyota Motors ประเทศญี่ปุ่น: เปิดแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกสู่การขยายกำลังการผลิต 1 ล้านคันในปี 2027
ภาพรวมตลาดและแนวโน้ม
ในช่วงต้นทศวรรษ 2020 อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นและการตื่นตัวของผู้บริโภคในการลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต่างมุ่งเน้นไปที่การพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือรถอีวี (EVs) อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในบรรดาผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก “โตโยต้า มอเตอร์ส” ผู้นำตลาดรถยนต์ของญี่ปุ่น ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับตัวและประกาศแผนงานที่ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถอีวีรายสำคัญของโลก
ตามข้อมูลล่าสุดที่ โตโยต้า มอเตอร์ส ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยออกมา บริษัทมีเป้าหมายอันทะเยอทะยานที่จะขยายสายการผลิตรถอีวีให้ได้ทั้งหมด 15 รุ่น ภายในปี 2027 การประกาศนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับจำนวนรุ่นรถอีวีที่บริษัทผลิตและจำหน่ายในปัจจุบัน ซึ่งมีเพียง 5 รุ่นเท่านั้น เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโตโยต้าในการเปลี่ยนแปลงจากผู้ผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) แบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการแข่งขันสูง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์นี้ โตโยต้าได้วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตรถอีวีให้สูงถึง 1,000,000 คันต่อปี ภายในสิ้นปี 2027 ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขยอดผลิตรถอีวีของบริษัทในปี 2024 ที่ผ่านมา การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น
การกระจายฐานการผลิตและความเสี่ยง
ในปัจจุบัน โตโยต้าดำเนินการผลิตรถอีวีส่วนใหญ่ผ่านโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและจีน อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายด้านปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น และเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงในเชิงกลยุทธ์ บริษัทจึงได้วางแผนที่จะกระจายฐานการผลิตไปยังโรงงานในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งรวมถึง สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และ อาร์เจนตินา การขยายการผลิตออกไปนอกเหนือจากฐานการผลิตเดิมในญี่ปุ่นและจีนนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์ของบริษัทในหลายมิติ
ประการแรก การกระจายฐานการผลิตถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ปิดความเสี่ยง (Risk Hedging) จากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หากโตโยต้าพึ่งพาการผลิตจากเอเชียเพียงอย่างเดียว ก็จะเผชิญกับอัตราภาษีที่อาจทำให้ต้นทุนรถยนต์สูงขึ้นและส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกาเหนือ การตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐอเมริกาจะช่วยให้บริษัทสามารถหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า และสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่นี้
ประการที่สอง บริษัทต้องจัดการกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน ความผันผวนของค่าเงินสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลประกอบการของบริษัท การผลิตในท้องถิ่นช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของสกุลเงิน และทำให้การวางแผนต้นทุนมีความแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ การมีฐานการผลิตในประเทศหลัก ๆ ยังช่วยให้โตโยต้าสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาคได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ทำให้ลดระยะเวลารอคอยของลูกค้า และเพิ่มความพึงพอใจ
ผลประกอบการและข้อมูลตลาด
สำหรับปี 2024 ที่ผ่านมา โตโยต้ามอเตอร์ส มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ที่ 140,000 คัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าประทับใจ โดยเพิ่มขึ้นสูงถึง 34% เมื่อเทียบกับยอดขายในปี 2023 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขการเติบโตจะดูสดใส แต่เมื่อพิจารณาเทียบกับคู่แข่งชั้นนำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยอดขายของโตโยต้ายังคงถือว่าค่อนข้างห่างชั้น
เทสลา ผู้นำตลาดรถอีวีระดับโลก มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 1.79 ล้านคัน ในปี 2024 ขณะที่ บีวายดี (BYD) ผู้ผลิตจากประเทศจีน ก็มียอดขายใกล้เคียงกันที่ 1.76 ล้านคัน นอกจากนี้ โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป (Volkswagen Group) จากยุโรป ก็ทำยอดขายได้ถึง 740,000 คัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรถอีวีมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก และโตโยต้ายังคงต้องเร่งเครื่องอย่างหนักเพื่อไล่ตามผู้นำในตลาด
แผนการผลิตในแต่ละภูมิภาค
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โตโยต้าได้กำหนดแผนการผลิตที่ชัดเจนสำหรับแต่ละภูมิภาค:
ประเทศไทย: โตโยต้าได้ประกาศแผนการผลิต รถกระบะไฮลักซ์ อีวี (Hilux EV) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยจะดำเนินการผลิตที่โรงงานของโตโยต้าในประเทศไทย โรงงานแห่งนี้ได้รับการยอมรับในระดับโลกในด้านประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิตรถกระบะ ซึ่งการผลิตรถไฮลักซ์ อีวีในประเทศไทยไม่เพียงแต่รองรับตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานการส่งออกที่สำคัญไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อาร์เจนตินา: นอกจากประเทศไทยแล้ว อาร์เจนตินา ก็เป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตสำคัญสำหรับการขยายไลน์การผลิตรถไฮลักซ์ อีวี การผลิตในอาร์เจนตินาจะช่วยให้โตโยต้าเข้าถึงตลาดในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
สหรัฐอเมริกา: สำหรับตลาดที่มีความต้องการสูงอย่าง สหรัฐอเมริกา โตโยต้ามีแผนที่จะผลิต รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากโรงงานในรัฐ อินเดียน่า (Indiana) และ เคนตักกี้ (Kentucky) การผลิตจะเริ่มต้นขึ้นภายในปี 2026 เป็นต้นไป การตัดสินใจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สนับสนุนการผลิตในประเทศ และแรงจูงใจด้านเครดิตภาษี (Tax Credits) สำหรับรถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ โตโยต้าจะใช้ แบตเตอรี่ ที่ผลิตได้จากโรงงานใหม่ในรัฐ นอร์ท แคโรไลนา (North Carolina) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานและลดต้นทุนการผลิต
ญี่ปุ่น: ในประเทศบ้านเกิด ญี่ปุ่น โตโยต้ากำลังเร่งการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
รถรุ่นซีเอชอาร์ พลัส (C-HR Plus): โตโยต้าจะเริ่มสายการผลิตรถอีวีรุ่น ซีเอชอาร์ พลัส ภายในเดือนกันยายนปีนี้ ที่โรงงานในเมือง ทากาโอกะ (Takaoka) รถยนต์รุ่นนี้มีเป้าหมายหลักในการส่งออกไปยังตลาดยุโรป อเมริกาเหนือ และญี่ปุ่นเอง ซึ่งตลาดเหล่านี้มีความต้องการรถอีวีในเซกเมนต์ที่แตกต่างกัน
เลกซัส (Lexus): ในส่วนของกลุ่ม รถหรู โตโยต้า กำลังเตรียมการขยายไลน์การผลิตรถอีวีสำหรับแบรนด์ เลกซัส (Lexus) โดยโรงงานในเมือง ทาฮาร่า (Tahara) คาดว่าจะเริ่มผลิตรถเลกซัสที่ใช้พลังงานไฟฟ้าได้ภายในเดือนสิงหาคมปี 2027 การเปิดตัวรถเลกซัส อีวี จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัย และสามารถแข่งขันกับแบรนด์หรูจากเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาได้อย่างเต็มรูปแบบในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
ความท้าทายในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
การขยายกำลังการผลิตและการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ของโตโยต้า เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ ให้กลายเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่มีนวัตกรรมและมีทางเลือกหลากหลาย อย่างไรก็ตาม โตโยต้าต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการในตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง
ประการแรกคือ การรับรู้ของผู้บริโภค แม้ว่าโตโยต้าจะเป็นผู้นำตลาดรถยนต์