
ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: ความท้าทายและการปรับตัวในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์ไทยมาโดยตลอด ยุคสมัยที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนการตัดสินใจของผู้บริโภค และความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ผลิตทุกค่ายต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “รถยนต์ไฟฟ้า” และแนวโน้มการเติบโตของตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา ตลอดจนการปรับตัวของค่ายรถยนต์ต่าง ๆ เพื่อก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไปให้ได้
เมื่อ Tesla เผชิญมรสุม: บทเรียนจาก J.D. Power
แม้ว่า Tesla จะเคยสร้างความภาคภูมิใจด้วยการครองตำแหน่งรถยนต์ขายดีที่สุดในแคลิฟอร์เนียในช่วงต้นปี 2020 แต่ไม่นานนักก็มีข่าวที่ทำให้แฟน ๆ ต้องประหลาดใจ เมื่อ J.D. Power องค์กรวิจัยผู้บริโภคชั้นนำ ได้เปิดเผยผลการสำรวจความพึงพอใจด้านคุณภาพรถยนต์ใหม่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Tesla กลับกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจน้อยที่สุดในกลุ่มรถยนต์กว่า 30 แบรนด์
การสำรวจนี้ได้พิจารณาจากผู้ที่ซื้อรถใหม่ในช่วง 90 วันแรก โดยวัดจากจำนวนปัญหาต่อรถ 100 คัน (Problems per 100 vehicles หรือ PP100) Tesla มีค่า PP100 สูงถึง 250 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 166 PP100 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมี Land Rover (228 PP100) และ Audi (225 PP100) ตามมาเป็นอันดับรองลงมา ในทางกลับกัน Dodge และ Kia กลับทำคะแนนยอดเยี่ยมที่สุดด้วย 136 PP100 เท่ากัน ตามมาด้วย Chevrolet และ Ram ที่ 141 PP100
สิ่งที่น่าสังเกตคือ Tesla มีข้อจำกัดในการสำรวจ เนื่องจากไม่ยินยอมให้ J.D. Power เข้าถึงลูกค้าใน 15 รัฐ ทำให้ต้องเก็บข้อมูลจาก 35 รัฐที่เหลือ ซึ่งอาจส่งผลต่อความครอบคลุมของข้อมูล อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ในรถ Tesla ได้แก่ หน้าจอสัมผัสที่ทำงานไม่แม่นยำ, ความไม่สมบูรณ์ของชุดแบตเตอรี่ในรุ่น Model S, คุณภาพการประกอบที่พบเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร, พื้นผิวด้านนอกที่ไม่เรียบร้อย, เสียงลมเข้าห้องโดยสาร และคุณภาพสีที่ไม่สม่ำเสมอ ปัญหาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษามาตรฐานคุณภาพเมื่อต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
Honda ประเทศไทย: กลยุทธ์รับมือวิกฤต COVID-19 และทิศทางสู่อนาคต
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก Honda ประเทศไทย กลับแสดงศักยภาพที่น่าจับตา โดยครึ่งปีแรกของปี 2563 (มกราคม-มิถุนายน) สามารถทำยอดขายสะสมได้ถึง 41,326 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 29.2% ในกลุ่มรถยนต์นั่ง ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในเซ็กเมนต์นี้ แม้จะลดลง 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (64,699 คัน)
สถานการณ์นี้ดีกว่าที่ Honda เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่คาดว่ายอดขายจะตกต่ำกว่านี้อย่างมาก ปัจจัยสำคัญคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชะลอการใช้จ่ายในช่วงล็อกดาวน์ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ความจำเป็นในการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ตลาดฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาด
ยอดขายของ Honda ในช่วงดังกล่าว ประกอบด้วยรุ่น City (16,950 คัน, ส่วนแบ่ง 39.3%), Civic (8,656 คัน, ส่วนแบ่ง 56.7%), HR-V (3,667 คัน, ส่วนแบ่ง 33%), CR-V (1,978 คัน, ส่วนแบ่ง 43%), Accord (2,270 คัน, ส่วนแบ่ง 45.3%), และรุ่นอื่น ๆ (Jazz/BR-V/Brio/Mobillio) รวม 7,805 คัน นอกจากนี้ ในงาน Bangkok International Motor Show 2020 ที่ผ่านมา Honda ยังมียอดจองรวม 2,001 คัน
สำหรับกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2563 Honda ประเทศไทย เน้นการทำตลาดออนไลน์ที่เข้มข้นขึ้น ปรับรูปแบบกิจกรรมออนไลน์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และลดความเสี่ยงในงานแสดงรถยนต์ด้วยแนวคิด “Less Is More” สำหรับการบริการหลังการขาย ได้มีการปรับกลยุทธ์สู่ “New Normal” โดยเพิ่มประสิทธิภาพระบบ Online Booking, Super Fast Tech, Roadside Assistance 24 ชั่วโมง, Drop & Go Service, และ Home Service
ในด้าน Digital Transformation Honda ได้วางรากฐานที่แข็งแกร่ง โดยนำ Digital Technology มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และริเริ่มโครงการ Blockchain Innovative Technology (BIT) เพื่อรองรับ Big Data และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ Honda Automobile (Thailand) กล่าวว่า แม้สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศจะเริ่มคลี่คลาย แต่ตลาดรถยนต์ยังคงมีความอ่อนไหว Honda ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกยุคสมัย พร้อมคงมาตรการ Social Distancing อย่างต่อเนื่อง Honda คาดการณ์ยอดขายรถยนต์รวมปี 2563 จะอยู่ที่ 680,000 คัน ลดลง 32% จากปีก่อน โดยเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 340,000 คัน ลดลง 35% และ Honda คาดว่ายอดขายจะลดลงประมาณ 25%
การบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย: หลากแบรนด์ หลากราคา
การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์
KIA: Soul EV เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 ราคา 2,297,000 บาท และมีการเปิดตัวรุ่นใหม่ในปี 2018 ในราคา 2,387,000 บาท
Hyundai: Ioniq Electric เปิดตัวปี 2018 ราคา 1,749,000 บาท และ KONA Electric เปิดตัวปี 2019 ในราคา 1,849,000 – 2,259,000 บาท
Nissan: LEAF เปิดตัวอย่างเป็นทางการปี 2018 ราคา 1,990,000 บาท ก่อนปรับลดเหลือ 1,490,000 บาทในปี 2020
MG: EP Station Wagon เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงง่ายที่สุดในตลาด โดยมีราคา 988,000 บาท เปิดตัวปลายปี 2020
แบรนด์ยุโรปและพรีเมียม:
Audi: e-tron เปิดตัวปี 2019 ราคา 5,099,000 บาท และ e-tron Sportback ปี 2020 ราคา 5,299,000 บาท
BMW: i3S เปิดตัวปี 2019 ราคา 3,730,000 บาท แต่มีโปรโมชั่นลดล้างสต็อกเหลือ 2,230,000 บาท ในปี 2020
MINI: Cooper SE เปิดตัวต้นปี 2020 ราคา 2,290,000 บาท เป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากยุโรปที่ราคาเข้าถึงง่ายที่สุดในขณะนั้น
Porsche: Taycan เปิดตัวกลางปี 2020 รุ่น 4S ราคาเริ่มต้น 7,100,000 บาท และรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังปี 2021 ราคาเริ่มต้น 6,190,000 บาท
Lexus: UX EV เปิดตัวปลายปี 2020 ราคา 3,490,000 บาท คาดว่าจะเริ่มส่งมอบในปี 2021
สถิติยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในประเทศไทย ปี 2020
ในปี 2020 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% รวม 1,056 คัน คิดเป็น 0.13% ของยอดขายรถยนต์รวมทั้งประเทศ (792,146 คัน)
อันดับ 1: MG (824 คัน, 78.03%) – รุ่น ZS EV
อันดับ 2: Tesla (97 คัน, 9.19%) – รุ่น Model 3 (86 คัน), Model X (11 คัน)
อันดับ 3: Nissan (54 คัน, 5.11%) – รุ่น LEAF
อันดับ 4: Audi (30 คัน, 2.84%) – รุ่น e-tron
อันดับ 5: Porsche (15 คัน, 1.42%) – รุ่น Taycan
อันดับ 6: MINI (11 คัน, 1.04%) – รุ่น Cooper SE
อันดับ 7: Jaguar (10 คัน, 0.95%) – รุ่น i-PACE
อันดับ 8: Hyundai (9 คัน, 0.85%) – รุ่น Ioniq Electric (1 คัน), Kona Electric (8 คัน)
อันดับ 9: KIA (4 คัน, 0.38%) – รุ่น Soul EV
อันดับ 10: BMW (2 คัน, 0.19%) – รุ่น i3S
Porsche ประเทศไทย: สถิติใหม่และการขยายฐานลูกค้า
ปี 2021 ถือเป็นปีทองของ Porsche ประเทศไทย ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 1,500 คัน โดยกว่า 70% เป็นรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ Porsche Cayenne E-Hybrid ซึ่งเป็นการเติบโตที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับปี 2020
คุณปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ Porsche ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน Porsche ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตซูเปอร์คาร์เท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยี Hybrid, รถยนต์ไฟฟ้า, และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ราคาจำหน่ายเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Porsche ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และติดอันดับ 2 ของโลกในรุ่น Porsche Cayenne E-Hybrid แม้จะเผชิญวิกฤต COVID-19 และการขาดแคลนชิ้นส่วน แต่ Porsche ยังคงรักษาผลงานยอดเยี่ยม โดยทั่วโลกมียอดส่งมอบ 301,915 คัน เพิ่มขึ้น 11% และในเอเชียแปซิฟิก เติบโตถึง 51% จากกระแสตอบรับที่ดีของ Porsche Taycan
Porsche ยังเริ่มประกอบ Porsche Cayenne ในมาเลเซีย ซึ่งช่วยลดราคาจำหน่ายลง 30% และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงศักยภาพในการลงทุนและการหาทรัพยากรสำหรับผลิตแบตเตอรี่ EV
ที่น่าสนใจคือ กลุ่มลูกค้า Porsche ในไทยมีอายุน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จากค่าเฉลี่ย 55 ปี เหลือ 42 ปี และกว่า 35% เป็นผู้หญิง ซึ่งสะท้อนถึงการขยายฐานลูกค้าไปสู่คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบภาพลักษณ์ที่ทันสมัยของแบรนด์
ในการจัดแสดง Thailand International Motor Expo 2022 Porsche ประเทศไทย กวาดยอดจองไปถึง 309 คัน ตอกย้ำความแข็งแกร่งในกลุ่ม Luxury Hi-end
BMW Series 7 ปี 2020: ยนตรกรรมหรูที่ประกอบในไทย
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 BMW กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เปิดตัว BMW Series 7 ปี 2020 ซึ่งเป็นรถยนต์ซีดานระดับเรือธง ประกอบในประเทศไทย มี 2 รุ่นย่อย คือ BMW 745Le xDrive M Sport และ BMW 730Ld sDrive M Sport
มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน BMW กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า BMW Series 7 ใหม่ ยกระดับมาตรฐานรถซีดานหรู ด้วยการออกแบบที่โดดเด่น หรูหราแบบร่วมสมัย ผสานเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและนวัตกรรมล้ำสมัย รองรับการเชื่อมต่อในยุคดิจิทัล การผลิตในโรงงาน BMW กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง แสดงถึงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย
การออกแบบภายนอก โดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ขึ้น 30% พร้อมระบบ Active Air Flap Control, ไฟหน้าทรงเรียว, ช่องดักอากาศทรงตั้ง 90 องศา, และดีไซน์ท้ายรถที่ทันสมัยพร้อมไฟท้ายสามมิติเส้นไฟเชื่อมระหว่างกัน
ภายใน หรูหราด้วยเบาะหนังแท้ Nappa, ระบบระบายอากาศ, ระบบนวด, การตกแต่งด้วยลายไม้, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, จอสัมผัสความละเอียดสูงเบาะหลัง, BMW Live Cockpit Professional, หน้าจอ 12.3 นิ้ว และ 10.25 นิ้ว ทำงานด้วย BMW Operating System 7.0, BMW ConnectedDrive, และ BMW Intelligent Personal Assistant
ผู้โดยสารเบาะหลังจะได้สัมผัสความบันเทิงด้วยจอ Full HD ขนาด 10 นิ้ว 2 จอ พร้อมเครื่องเล่นบลูเรย์ สามารถควบคุมระบบนำทางและฟังก์ชันต่าง ๆ ได้โดยตรง กระจกกันเสียงหนา 5.1 มม. ช่วยมอบประสบการณ์ที่เงียบสงบ
ความแตกต่างของ 2 รุ่นย่อย:
BMW 730Ld sDrive M Sport: เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 265 แรงม้า, 620 นิวตันเมตร, เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic, ช่วงล่างถุงลม, Executive Drive Pro, ไฟหน้า Adaptive LED, ล้อ M 19 นิ้ว
BMW 745Le xDrive M Sport: ระบบปลั๊กอินไฮบริด เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ รวม 394 แรงม้า, 600 นิวตันเมตร, เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic Sport, อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.1 วินาที, วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ 140 กม./ชม., แบตเตอรี่ 12 kWh ระยะทาง 50-58 กม. (NEDC), ไฟหน้า BMW Laserlight, ล้อ M 20 นิ้ว, หลังคา Panorama Sky Lounge
สีตัวถัง: Black Sapphire, Mineral White, Bernina Grey
ราคาจำหน่าย:
BMW 730Ld sDrive M Sport: 6,139,000 บาท
BMW 745Le xDrive M Sport: 6,439,000 บาท
มาพร้อมแพ็คเกจ BSI Standard (บำรุงรักษา 3 ปี/60,000 กม., รับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง)
Master Certified Used Car: มหกรรมรถยนต์ BMW และ Benz Plug-In Hybrid
บริษัท มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จำกัด จัดกิจกรรมพิเศษระหว่างวันที่ 26-30 เมษายน ณ โชว์รูม Millennium Auto สาขาลาดพร้าว 112 นำทัพ BMW และ Benz Plug-In Hybrid (PHEV) ไมล์น้อย สภาพดี กว่า 40 คัน มาให้เลือกสรร พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ
สมชาย ตระกูลภิรมย์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้า และเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบยนตรกรรมยุโรป PHEV มาสัมผัสรุ่นที่หลากหลาย เช่น
BMW 330e Luxury LCi – F30 ปี 2017: 1,200,000 บาท
BMW 330e M Sport – F30 ปี 2018: 1,290,000 บาท
BMW 330e M Sport – G20 ปี 2020: 2,150,000 บาท
BMW 530e Elite – G30 ปี 2019: 1,890,000 บาท
BENZ C300e AMG Dynamic W205 ปี 2019: 1,988,000 บาท
BENZ E350e AMG – W213 ปี 2018: 1,690,000 บาท
พร้อมโปรโมชั่น ดอกเบี้ยพิเศษ 2.39%, ขับฟรี 2 เดือน, และประกันภัยชั้นหนึ่ง
สรุปยอดขายรถยนต์ 10 อันดับแรกในประเทศไทย ปี 2018
ข้อมูลจาก Headlightmag เผย 10 อันดับรถยนต์ขายดีที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2018:
Toyota Hilux Revo: 150,919 คัน
Isuzu D-max: 149,586 คัน
Ford Ranger: 55,526 คัน
Mazda 2: 45,972 คัน
Mitsubishi Triton: 39,984 คัน
Toyota Yaris: 35,845 คัน
Honda City: 34,358 คัน
Toyota Yaris ATIV: 32,419 คัน
Honda Jazz: 27,086 คัน
Honda Civic: 26,844 คัน
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้า, การปรับตัวของแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป, และความสำคัญของเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางของตลาดในอนาคต การมุ่งเน้นด้านคุณภาพ, การพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค, และการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ประสบความสำเร็จในตลาดที่แข่งขันสูงเช่นนี้
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในสภาวะปัจจุบัน อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญ หรือเยี่ยมชมโชว์รูมเพื่อสัมผัสประสบการณ์จริง เพื่อให้การตัดสินใจของคุณเป็นไปอย่างมีข้อมูลและตรงกับความต้องการมากที่สุด.