
ผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรก 2568: เจาะลึกภาพรวมมูลค่าและจำนวนหน่วยลงทุน
สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การลงทุนและทิศทางการพัฒนาโครงการที่ตอบรับกับสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบัน
บทวิเคราะห์โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย AREA เผยให้เห็นภาพบิ๊กดาต้าการเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งเป็นตลาดหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ จากการสำรวจในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2568 พบว่าภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่มีจำนวนรวม 15,452 หน่วย มูลค่าโครงการสูงถึง 110,820 ล้านบาท หรือมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 7.172 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
บทวิเคราะห์เชิงลึก: การกระจุกตัวของตลาดและกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่น่าจับตาคือ การที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ หรือ “บิ๊กแบรนด์” ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด โดย 10 บริษัทชั้นนำสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้สูงถึง 71% ของมูลค่าการลงทุนรวม และ 67% ของจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และความสามารถในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่หลายภาคส่วนเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคส่วนของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อลดลง ทำให้ตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในระดับราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเคยเป็นตลาดแมส (Mass Market) ประสบปัญหาในการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินมากขึ้น สวนทางกับตลาดระดับบน (Upper Market) ที่ราคา 7-10 ล้านบาทขึ้นไป ยังคงสามารถดำเนินการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง
ผู้นำแห่งจำนวนหน่วย: “แสนสิริ” ขึ้นแท่นอันดับ 1
เมื่อพิจารณาในมิติของ “จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่” พบว่า บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผงาดขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 1 โดยสามารถเปิดตัวโครงการใหม่ได้ถึง 1,847 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 12% ของจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ทั้งหมดในตลาดกรุงเทพฯ-ปริมณฑล บริษัทได้พัฒนาโครงการรวมมูลค่า 10,519 ล้านบาท จากการเปิดตัว 7 โครงการใหม่ โดยมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 5.695 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ตามมาด้วยบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ในอันดับ 2 ด้วยจำนวน 1,661 หน่วย ตามมาด้วยบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ที่ 1,355 หน่วย บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ที่ 929 หน่วย และบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ 875 หน่วย การแข่งขันในส่วนของจำนวนหน่วยเปิดขายสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในตลาดระดับกลางถึงระดับบน
ผู้นำแห่งมูลค่า: “เอพี (ไทยแลนด์)” ทะยานสู่จุดสูงสุด
ในขณะที่มิติของ “มูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่” บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้วยมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 19% ของมูลค่าตลาดรวม ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดรวมอย่างมีนัยสำคัญ โดย เอพี (ไทยแลนด์) ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยจำนวน 1,661 ยูนิต ทำให้มีราคาเฉลี่ยต่อยูนิตอยู่ที่ 12.694 ล้านบาท
สำหรับบริษัทในอันดับรองลงมาในด้านมูลค่าการลงทุน ได้แก่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ด้วยมูลค่า 10,519 ล้านบาท บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ 10,362 ล้านบาท บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ที่ 8,230 ล้านบาท และบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่ 8,230 ล้านบาท การที่บริษัทเหล่านี้สามารถระดมทุนและพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าสูง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบน
ความหรูหราที่มาพร้อมราคาสูง: “เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” ก้าวสู่ปรากฏการณ์ใหม่
สีสันและความน่าสนใจของการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ต้องยกให้กับ “มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วย” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ราคาของอสังหาริมทรัพย์หรูหรากำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง ด้วยการเปิดตัวเพียง 1 โครงการ จำนวน 45 หน่วย แต่มีมูลค่ารวมสูงถึง 4,559 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการนี้พุ่งสูงถึง 101.3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าประทับใจ
นอกจากนี้ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วย โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 20.627 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการมุ่งเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยในระดับพรีเมียม
ส่วน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมักจะเป็น “แชมป์” ในการพัฒนาสินค้าราคาแพง ในช่วงครึ่งปีแรกนี้มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการ
อย่างไรก็ตาม ไฮไลท์สำคัญที่น่าจะส่งผลให้ตลาดบ้านซูเปอร์ลักซ์ชัวรีมีการแข่งขันด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 คือการเปิดตัวโครงการบ้านระดับอัลตราลักซ์ชัวรีภายใต้แบรนด์ “SONLE Residences” ที่มีจำนวนเพียง 5 หลัง แต่มีราคาขายสูงถึงหลังละ 260-400 ล้านบาท การเปิดตัวโครงการระดับนี้ย่อมสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนสุดของประเทศไทย และการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง
บทสรุปและแนวโน้มตลาด
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และการกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดในมือของ 10 บริษัทชั้นนำ ควบคู่ไปกับการที่ตลาดระดับบนยังคงแข็งแกร่งและมีการเติบโตของราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจภาพรวมอาจมีความท้าทาย แต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ระดับบนยังคงเป็นที่น่าจับตา แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการลงทุนสำหรับผู้ที่มองหาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูง หรือนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
หากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย การประเมินมูลค่า หรือการพัฒนาโครงการ โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เราพร้อมให้บริการท่านด้วยข้อมูลเชิงลึกและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในวงการ