
เจาะลึกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยครึ่งปีแรก 2568: ใครคือผู้นำตัวจริงด้านการลงทุนและจำนวนยูนิต?
ในโลกของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการทำความเข้าใจภาพรวมของตลาดเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับนักลงทุน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย ในปี 2568 นี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ที่น่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน AREA ได้นำเสนอข้อมูล Big Data อันทรงคุณค่าเกี่ยวกับการเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งบ้านแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์) และคอนโดมิเนียม ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน 2568) การวิเคราะห์นี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นภาพรวมของตลาด แต่ยังเจาะลึกถึงกลยุทธ์และความสำเร็จของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในแง่มุมของการลงทุนและจำนวนยูนิตที่เปิดขาย
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ครึ่งปีแรก 2568: การหดตัวของจำนวนยูนิตและการปรับตัวของราคา
ข้อมูลจาก AREA ชี้ให้เห็นว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีการเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 15,452 ยูนิต ด้วยมูลค่าโครงการโดยรวมสูงถึง 110,820 ล้านบาท โดยมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 7.172 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ การวิเคราะห์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่หลายภาคส่วนกำลังเผชิญกับความท้าทาย ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง (Mass Market) ราคาประมาณ 3-5 ล้านบาท ซึ่งพบปัญหาการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดระดับบน (Upper Market) ที่มีราคาตั้งแต่ 7-10 ล้านบาทขึ้นไป ยังคงสามารถซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูงและความต้องการที่ยังคงมีอยู่
10 ผู้เล่นหลักครองส่วนแบ่งตลาดเกือบ 3 ใน 4: พลังของ Big Brands ในตลาดอสังหาริมทรัพย์
สิ่งที่โดดเด่นจากการสำรวจของ AREA คือ การกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือ “บิ๊กแบรนด์” ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การวิเคราะห์พบว่า แม้จะมีเพียง 10 บริษัทหลัก แต่กลับสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของจำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่และมูลค่าการลงทุน
ด้านจำนวนยูนิตเปิดตัวใหม่: ในภาพรวมของตลาดที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 15,452 ยูนิต เมื่อพิจารณาจาก 10 บริษัทชั้นนำ พบว่ามีการเปิดตัวรวมกันถึง 10,324 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 67% หรือมากกว่า 2 ใน 3 ของตลาดทั้งหมด นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่แข็งแกร่งของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในการขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาและส่งมอบที่อยู่อาศัยให้กับผู้บริโภค
ด้านมูลค่าการลงทุนใหม่: เมื่อพิจารณาในมิติของมูลค่าการลงทุน ตลาดรวมมีมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่สูงถึง 110,820 ล้านบาท โดย 10 บริษัทชั้นนำได้เข้ามาลงทุนในมูลค่ารวม 72,219 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 71% หรือเกือบ 3 ใน 4 ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในการกำหนดทิศทางและขนาดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
“แสนสิริ” นำทัพผู้นำด้านจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่
ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผงาดขึ้นเป็นผู้นำในด้านจำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่ โดยได้เปิดตัวโครงการไปทั้งสิ้น 1,847 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 12% ของจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ทั้งหมดในตลาด
แสนสิริ ได้พัฒนาโครงการใหม่จำนวน 7 โครงการ ด้วยมูลค่ารวม 10,519 ล้านบาท ส่งผลให้มีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 5.695 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภคในตลาดกว้าง
สำหรับอันดับ 2 ถึง 5 ในด้านจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ ประกอบด้วย:
อันดับ 2: บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,661 ยูนิต
อันดับ 3: บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,355 ยูนิต
อันดับ 4: บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด จำนวน 929 ยูนิต
อันดับ 5: บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 875 ยูนิต
“เอพี (ไทยแลนด์)” ผงาดผู้นำด้านมูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่
ในอีกมิติหนึ่ง คือ ด้านมูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ขึ้นแท่นเป็นผู้นำ ด้วยมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมถึง 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด
เอพี (ไทยแลนด์) ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยจำนวน 1,661 ยูนิต ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อยูนิตของโครงการที่เปิดตัวโดยเอพีฯ อยู่ที่ 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดโดยรวม
สำหรับอันดับ 2 ถึง 5 ในด้านมูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่ ได้แก่:
อันดับ 2: บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มูลค่าเปิดตัวใหม่ 10,519 ล้านบาท
อันดับ 3: บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าเปิดตัวใหม่ 10,362 ล้านบาท
อันดับ 4: บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าเปิดตัวใหม่ 8,230 ล้านบาท
อันดับ 5: บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มูลค่าเปิดตัวใหม่ 8,230 ล้านบาท
“เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” สะเทือนวงการด้วยมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุด 101.3 ล้านบาท
สีสันของการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ต้องยกให้กับ “มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วย” ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากสะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายและความหรูหราของโครงการ
บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) แม้จะเปิดตัวเพียง 1 โครงการ จำนวน 45 ยูนิต แต่กลับมีมูลค่าโครงการรวมสูงถึง 4,559 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยในโครงการนี้พุ่งสูงถึง 101.3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าทึ่งและสะท้อนถึงความต้องการที่อยู่อาศัยระดับ Ultra-Luxury ที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตาในด้านนี้ โดยมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่ม 10 บริษัทแรก อยู่ที่ 20.627 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมักจะเป็น “แชมป์” ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท เนื่องจากการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมเป็นส่วนหนึ่ง
จับตากลุ่ม Ultra-Luxury และการแข่งขันด้านราคาสูงสุดในครึ่งปีหลัง 2568
จากข้อมูลและการเปิดตัวโครงการ “SONLE Residences” ซึ่งเป็นบ้านระดับ Ultra-Luxury ในเซ็กเมนต์บ้านเดี่ยว ที่มีจำนวนเพียง 5 หลัง แต่ละหลังมีราคาระหว่าง 260-400 ล้านบาท การเปิดตัวโครงการนี้ถูกยกยอดไปเป็นสถิติของการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2568
ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ตลาดบ้านระดับ Super-Luxury จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการสร้างสรรค์โครงการที่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 นี้
บทสรุปและการคาดการณ์สำหรับอนาคต
จากข้อมูลเชิงลึกที่ AREA นำเสนอ ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพลวัตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2568 บิ๊กแบรนด์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของมูลค่าการลงทุนและจำนวนยูนิตที่เปิดขายใหม่ แม้ว่าตลาดแมสอาจเผชิญกับความท้าทายด้านสินเชื่อ แต่ตลาดระดับบนและซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ยังคงเติบโตและแสดงศักยภาพที่แข็งแกร่ง
สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ การทำความเข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมาย กลยุทธ์การพัฒนาโครงการ รวมถึงศักยภาพของแบรนด์ต่างๆ ในตลาด จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่คุ้มค่า หรือต้องการหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ อย่าพลาดที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมสร้างอนาคตทางการเงินและการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน