Mercedes-Benz: การเดินทางสู่เซกเมนต์ใหม่ในวงการรถยนต์หรู
สวัสดีครับ ผม J!MMY ผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่า 10 ปี วันนี้ผมอยากจะพาคุณย้อนกลับไปดูเส้นทางที่ Mercedes-Benz แบรนด์รถยนต์หรูระดับโลก ได้พยาย
ามบุกเบิกตลาดรถยนต์เซกเมนต์ใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง แม้จะใช้เวลาหลายปีในการค้นคว้าวิจัย แต่บ่อยครั้งผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
A-Class: บทเรียนราคาแพงจากความกล้าหาญ
หากจะกล่าวถึงความพยายามในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของ Mercedes-Benz คงหนีไม่พ้น Mercedes-Benz A-Class ซึ่งโครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 1982 กับรถต้นแบบ NAFA ที่มองเห็นศักยภาพของรถยนต์ขนาดเล็กสำหรับเมือง ก่อนจะพัฒนากลายเป็น Vision A93 ในปี 1994 จนกระทั่งเปิดตัว A-Class รุ่นแรกในปี 1997 แนวคิดเบื้องหลังคือการสร้างรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในเมือง ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบแซนด์วิชที่เพิ่มพื้นที่ภายในและความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว A-Class รุ่นแรกกลับไม่ราบรื่นนัก เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่ม บ้างก็ว่าไม่สมศักดิ์ศรีเบนซ์แท้ๆ และที่หนักที่สุดคือเหตุการณ์ “Elk Test” ซึ่งเป็นบททดสอบการหักหลบกะทันหัน ที่ทำให้ A-Class เสียการทรงตัวจนพลิกคว่ำ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างรุนแรง Mercedes-Benz จำเป็นต้องทำการแก้ไขด้วยการปรับปรุงระบบช่วงล่าง ติดตั้งเหล็กกันโคลง และระบบควบคุมการทรงตัว ESP เพื่อกู้ชื่อเสียงกลับคืน
R-Class: ความสับสนของนิยาม Crossover ยุคบุกเบิก
หลังจากบทเรียนจาก A-Class Mercedes-Benz ก็ยังไม่หยุดที่จะทดลอง ปี 2002 พวกเขาเริ่มมองหาช่องว่างตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยว แม้จะมี V-Class อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร การพัฒนาจึงออกมาเป็น Mercedes-Benz R-Class ที่เปิดตัวในปี 2005 โดยนิยามว่าเป็น “Grand Sport Tourer” หรือ Sport Touring แทนที่จะเป็น Mini Van
แต่ความไม่ชัดเจนของนิยาม R-Class ทำให้เกิดความสับสนในกลุ่มลูกค้า ไม่แน่ใจว่านี่คือ Mini Van, SUV หรือ Station Wagon หรูหรา ประกอบกับลูกค้ายังไม่เข้าใจแนวคิดของรถประเภท Crossover ที่ Mercedes-Benz นำเสนอมาก่อนเวลาอันควร ส่งผลให้ยอดขาย R-Class ตกต่ำอย่างน่าใจหาย แม้จะมีการปรับปรุงโฉมใหญ่ (Big Minorchange) เพื่อเพิ่มความหรูหราและปรับรายละเอียดภายนอกภายใน แต่ก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้
BMW X3: จากความผิดหวังสู่มาตรฐานใหม่ของ Premium Compact SUV
ในขณะที่ Mercedes-Benz กำลังเผชิญความท้าทายในเซกเมนต์ใหม่ๆ อีกหนึ่งแบรนด์เยอรมันอย่าง BMW ก็กำลังสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเอง โดยเฉพาะในตลาด SUV
เมื่อย้อนกลับไปในปี 2005 ผมเคยเขียนรีวิว BMW X3 รุ่นแรกไว้ในเชิงลบอย่างรุนแรง ด้วยปัญหาด้านการออกแบบท่านั่งขับที่ไม่เป็นธรรมชาติ วัสดุภายในที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดง่าย และสมรรถนะการขับขี่ที่ยังไม่เข้าขั้น BMW ที่ควรจะเป็น
แต่เมื่อ BMW เปิดตัว BMW X3 ใหม่ (F25) ในปี 2010 สิ่งที่ผมสัมผัสได้นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง BMW ได้ทำการบ้านอย่างหนักเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในรุ่นก่อน และยกระดับ X3 ขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด Premium Compact SUV อย่างแท้จริง
การออกแบบที่ฉลาดและเส้นสายที่ลงตัว
Erik Goplen ผู้ออกแบบภายนอกของ X3 ใหม่ ได้กล่าวว่า เป้าหมายคือการสร้างสรรค์ให้ X3 ใหม่ มีชีวิตชีวา เน้นรูปทรงที่คมชัด และบ่งบอกถึงความเป็น X Series ได้อย่างชัดเจน เส้นสายด้านข้างของตัวรถถูกออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยว และแสดงออกถึงความแม่นยำทางวิศวกรรม แม้ว่าผมจะยังคงมีความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับดีไซน์ไฟหน้าบางจุด แต่ภาพรวมของ X3 ใหม่ ถือว่ามีความสวยงามที่ลงตัวมากขึ้น ดูทันสมัย และน่าเกรงขาม
ภายในที่กว้างขวาง สะดวกสบาย และเต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยี
การก้าวเข้าสู่ภายในของ X3 ใหม่ คุณจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางขึ้นกว่าเดิมในทุกมิติ ทั้งพื้นที่ศีรษะ หัวไหล่ และช่วงขา เบาะนั่งถูกออกแบบมาให้นั่งสบาย รองรับสรีระได้ดีในการเดินทางไกล วัสดุภายในคุณภาพสูง และการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ทำได้สะดวกต่อการใช้งาน
จุดที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือ การแก้ไขปัญหาเรื่องชายล่างประตูที่เคยเป็นปัญหาในการขึ้นลงรถในรุ่นก่อน ตอนนี้ได้ถูกปรับปรุงให้ราบเรียบไปกับแนวขอบตัวถัง ทำให้การเข้าออกสะดวกสบายยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีที่โดดเด่นคือ ระบบ iDrive เจเนอเรชันใหม่ ที่ใช้งานง่ายขึ้นอย่างมาก แสดงผลบนหน้าจอกว้าง 10.2 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง GPS ที่มีรายละเอียดค่อนข้างดี และยังมาพร้อมคู่มือผู้ใช้รถแบบ Interactive ที่ช่วยให้การเรียนรู้ระบบต่างๆ เป็นไปอย่างสะดวก
สมรรถนะการขับขี่: ความแรง ความประหยัด และช่วงล่างที่เหนือชั้น
ภายใต้ฝากระโปรงหน้า BMW X3 xDrive20d มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ที่ 8.5 วินาที ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากสำหรับรถยนต์ประเภทนี้
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่ทำได้ถึง 16.49 กม./ลิตร (จากการทดสอบของเรา) ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับ SUV ระดับพรีเมียม
ระบบช่วงล่าง คือจุดเด่นที่สุดของ X3 ใหม่ ด้วยระบบ Dynamic Damping Control ที่ปรับความนุ่ม-แข็งของช่วงล่างได้ตามโหมดการขับขี่ (Normal, Sport, Sport+) ในโหมด Normal ช่วงล่างให้ความนุ่มนวลได้อย่างน่าประหลาดใจในย่านความเร็วต่ำ แต่ยังคงความหนึบแน่นมั่นใจ ในโหมด Sport ช่วงล่างจะแข็งขึ้นเล็กน้อย เพิ่มความมั่นใจในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง การยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยมจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive และยาง Pirelli P ZERO ทำให้ X3 ใหม่ สามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วที่สูงกว่า SUV ทั่วไปได้อย่างมั่นใจ
ระบบบังคับเลี้ยว แบบเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS ให้ความเบาในการหมุนเลี้ยวที่ความเร็วต่ำ ทำให้คล่องตัวในเมือง แต่ก็ยังคงความหนึบแน่นเพียงพอที่ความเร็วสูงเมื่อเลือกโหมด Sport
ข้อสังเกตและสิ่งที่ควรปรับปรุง
แม้ X3 ใหม่ จะทำได้ดีเยี่ยมในหลายๆ ด้าน แต่ก็ยังมีบางจุดที่น่าจะนำไปปรับปรุงได้ เช่น ดีไซน์ไฟหน้าบางส่วน ตำแหน่งเบาะหลังที่อาจทำให้เมื่อยล้าในการเดินทางไกล และน้ำหนักพวงมาลัยที่อาจจะเบาไปเล็กน้อยในย่านความเร็วสูง
บทสรุป: Premium SUV ที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด
BMW X3 ใหม่ ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็น Premium Compact SUV ที่โดดเด่นที่สุดในตลาด ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะ ความประหยัด ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีที่ทันสมัย หากคุณกำลังมองหารถยนต์ SUV ระดับพรีเมียม ที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุดในงบประมาณ 3-4 ล้านบาท BMW X3 ใหม่ คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม
การเดินทางของ Mercedes-Benz ในการบุกเบิกเซกเมนต์ใหม่ อาจมีทั้งความสำเร็จและความท้าทาย แต่บทเรียนเหล่านี้คือสิ่งที่หล่อหลอมให้แบรนด์ก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่ BMW X3 ใหม่ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำบทเรียนมาปรับใช้ จนสามารถสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดได้
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ลองเข้ามาทดลองขับ BMW X3 ใหม่ ที่โชว์รูม BMW ใกล้บ้านคุณ แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมรถคันนี้จึงเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างแท้จริง