2014 ฮอนด้า ซิตี้: ยกระดับซิตี้คาร์สู่มาตรฐานใหม่แห่งความคุ้มค่าและเทคโนโลยี
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาสิบปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเซกเมนต์รถยนต์นั่งขนาดเล็ก หรือ B-Segment ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของยอดขายโดยรวม แม้กระแส SUV จะมาแรง แต่รถยนต์นั่งขนาดเล็กก็ยังคงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยในวงกว้าง ด้วยความคล่องตัว ราคาที่เข้าถึงง่าย และการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฮอนด้า ซิตี้ (Honda City) ถือเป็นรถยนต์ที่โดดเด่นในเซกเมนต์นี้มาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดตัว 2014 Honda City เจเนอเรชันที่ 4 ภายใต้คอนเซปต์ “Be Your Best” ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ทำให้ผู้บริโภคหลายคนต้องหันมามอง และกลายเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามสำหรับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในตลาด
ผมเองก็ไม่ต่างจากใคร หลายครั้งที่โฆษณาของฮอนด้า สามารถปลุกเร้าอารมณ์และสร้างความประทับใจได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการนำเสนอที่สื่อสารถึงภาพลักษณ์ความหรูหราและความสามารถที่เปรียบเสมือน “กัปตัน” ที่ต้องเลือกใช้รถยนต์คู่ใจ นี่จึงเป็นที่มาของความต้องการที่จะสัมผัสและรีวิว 2014 Honda City อย่างละเอียด เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน
รูปลักษณ์ภายนอก: การยกระดับความสปอร์ตและพรีเมียม
เมื่อแรกเห็น 2014 Honda City ในบางมุม อาจจะดูไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่าฮอนด้าได้ทำการปรับปรุงรูปลักษณ์ให้ดูทันสมัยและมีมิติมากขึ้นอย่างชัดเจน จุดเด่นที่สังเกตได้ชัดเจนคือบริเวณไฟท้ายที่ได้รับการออกแบบใหม่ ให้รับกับแนวเส้นโป่งด้านหลัง ทำให้รถดูคมเข้มและมีมิติที่ชัดเจนขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความโป่งจนดูเป็นรถซิ่งจนเกินไป
การปรับขนาดมิติตัวถังให้ ยาวขึ้น 45 มม. และ ฐานล้อเพิ่มขึ้น 50 มม. ขณะที่ความสูงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 5 มม. และความกว้างเท่าเดิมที่ 1,695 มม. ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ภายในห้องโดยสาร และที่สำคัญคือห้องเก็บสัมภาระที่มีความจุถึง 536 ลิตร ซึ่งถือว่ากว้างขวางมากสำหรับรถยนต์ในพิกัดนี้
ส่วนรุ่น SV และ SV+ มาพร้อมล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว ที่ดูสปอร์ตและหรูหรา เสริมด้วยยาง Bridgestone Turanza 185/55R16 ที่ให้ทั้งความนุ่มนวลและการยึดเกาะที่ดี
ภายในห้องโดยสาร: ความกว้างขวาง เทคโนโลยี และความสะดวกสบาย
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ 2014 Honda City สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความรู้สึกโปร่งโล่งและความรู้สึกที่กว้างขวางกว่าเดิม แม้การปรับลดความสูงลง 5 มม. แต่การออกแบบภายในโดยรวมกลับให้ความรู้สึกสบาย ไม่อึดอัด
สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะถูกขยายให้กว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การเดินทางไกลไม่เป็นภาระอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสังเกตสำหรับการขับขี่ของผม คือรูปทรงของเบาะนั่งตอนหน้า และพนักพิงศีรษะ ที่อาจไม่กระชับกับสรีระของผู้ขับขี่บางท่าน จนอาจต้องพิจารณาถอดออกหากรู้สึกไม่สบาย
เบาะหลังสามารถพับแบบ 60:40 ได้ในรุ่น SV และ SV+ เพิ่มความยืดหยุ่นในการขนสัมภาระ
ในส่วนของแผงคอนโซลหน้า 2014 Honda City ได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัยและโดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบความบันเทิงและเชื่อมต่อต่างๆ หน้าจอนี้สามารถทำหน้าที่เป็น Wifi Hotspot ได้ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Siri Eyes Free ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนนเมื่อต้องการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ บนสมาร์ทโฟน
ระบบเครื่องเสียงมาพร้อมลำโพง 8 จุด รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth มาตรฐาน และยังมีช่องต่อ USB, AUX รวมถึงสาย HDMI แต่ไม่มี CD Slot และระบบนำทางมาให้ ซึ่งทางฮอนด้าแนะนำให้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Honda Link นอกจากนี้ ยังมีช่องจ่ายไฟ 12V สำหรับผู้โดยสารด้านหลังถึง 2 ช่อง เพื่อเอาใจผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน
การเข้า-ออกรถที่สะดวกสบายด้วยระบบ Keyless Entry อาจทำให้ผู้ใช้งานบางท่านรู้สึกสับสนเล็กน้อย หากคุ้นเคยกับการปลดล็อกด้วยการกดปุ่ม แต่เมื่อทำความคุ้นเคยแล้ว ระบบการปลดล็อกโดยการสัมผัสที่มือจับประตูขณะที่กุญแจอยู่ใกล้ตัว ก็เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย
ขุมพลังและสมรรถนะ: ประสิทธิภาพที่ลงตัว พร้อมการประหยัดน้ำมัน
ภายใต้ฝากระโปรงของ 2014 Honda City มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงจูนใหม่ให้รองรับกับเกียร์ CVT EarthDream และการใช้งานน้ำมันเชื้อเพลิง E85 ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 146 นิวตัน-เมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที
แม้แรงม้าจะลดลงเล็กน้อยจากรุ่นก่อนหน้า แต่การปรับจูนเครื่องยนต์ให้ทำงานร่วมกับเกียร์ CVT ลูกใหม่ ทำให้การตอบสนองโดยรวมมีความกระชับและฉับไวขึ้น อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. สามารถทำได้ในเวลาประมาณ 12.054 วินาที (โหมด D) และ 11.731 วินาที (โหมด S) ซึ่งถือว่าน่าประทับใจสำหรับรถยนต์ในพิกัดนี้
เมื่อขับขี่ในโหมด ECON ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้ช้าลง เพื่อส่งเสริมการขับขี่ประหยัดน้ำมัน และทำงานร่วมกับระบบ Eco Coaching ที่จะช่วยแนะนำการขับขี่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ในการทดสอบสมรรถนะ ผมพบว่า 2014 Honda City มีกำลังที่ดีเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่ว่าจะการออกตัว หรือการเร่งแซง ระบบเกียร์ CVT EarthDream ที่ถูกปรับซอยย่อยเป็น 7 สปีดในโหมด S ทำงานได้อย่างราบรื่น การตอบสนองจากแป้นคันเร่งมีความแม่นยำมากขึ้น แม้แรงม้าจะลดลง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้สมรรถนะโดยรวมด้อยลงแต่อย่างใด
ตัวเลขความเร็วสูงสุดที่ทำได้ในการทดสอบอยู่ที่ประมาณ 197 กม./ชม. ซึ่งบ่งชี้ว่า หากมีเส้นทางที่ยาวกว่านี้ รถอาจทำความเร็วได้ถึง 200 กม./ชม. เลยทีเดียว
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน: ความประหยัดที่จับต้องได้
ตามสเปก 2014 Honda City เคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 17.7 กม./ลิตร (เบนซิน) และปล่อย CO2 ที่ 133 กรัม/กม.
จากการทดสอบวิ่งทางไกลเฉลี่ยที่ความเร็ว 100-110 กม./ชม. หน้าจอแสดงผลอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 17.3 กม./ลิตร และหากวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 100 กม./ชม. ตัวเลขสามารถขึ้นไปได้ถึง 18.1 กม./ลิตร
ในการขับขี่ใช้งานเฉลี่ยเกือบตลอดการทดสอบ ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 16.1 กม./ลิตร ซึ่งในสภาพการใช้งานจริง ผมคาดการณ์ว่าอัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่ราว 14.5 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าน่าพอใจมาก และด้วยความจุถังน้ำมัน ทำให้รถสามารถวิ่งได้เกิน 600 กม. ต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง
ระบบส่งกำลัง: ความราบรื่นและตอบสนองที่ดีเยี่ยม
การเปลี่ยนมาใช้เกียร์ CVT EarthDream แบบ 7 สปีดในโหมด S ถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญของ 2014 Honda City เกียร์ลูกใหม่นี้ทำงานได้อย่างลงตัวกับเครื่องยนต์ที่ปรับจูนมาใหม่ การเปลี่ยนเกียร์ในโหมด D ทำได้อย่างราบรื่น และสามารถใช้ Paddle Shift ที่พวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนเกียร์ในโหมด S ได้ ซึ่งมีอัตราทดเหมือนกับโหมด D แต่จะกลับสู่โหมด D โดยอัตโนมัติหลังจากนั้นไม่นาน เหมาะสำหรับการใช้ Engine Brake ในการลดความเร็วอย่างฉับพลัน
สำหรับการเร่งแซง การกระแทกคันเร่งลงไปจนสุด เป็นวิธีที่ให้การตอบสนองที่ดีที่สุด แทนที่จะพยายามไล่เกียร์เอง การโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง S และกระแทกคันเร่ง จะทำให้รถพุ่งทะยานแซงรถคันหน้าได้อย่างมั่นใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วและรอบเครื่องยนต์ในการทดสอบ อยู่ที่ประมาณ 1,500 รอบ/นาที ที่ 80 กม./ชม., 1,900 รอบ/นาที ที่ 100 กม./ชม. และ 2,250 รอบ/นาที ที่ 120 กม./ชม. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานของเกียร์ CVT ที่ช่วยรักษารอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในย่านที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ
ระบบบังคับเลี้ยวและช่วงล่าง: ความสมดุลระหว่างความนุ่มนวลและการควบคุม
ระบบบังคับเลี้ยวแบบแร็คแอนด์พีเนียน ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (EPS) บนพวงมาลัย 3 ก้าน ให้ความรู้สึกที่เบาแต่ไม่ถึงกับไร้น้ำหนัก การตอบสนองที่ความเร็วต่ำให้ความรู้สึกที่ดีและควบคุมได้ง่ายกว่ารุ่นก่อนหน้า ขณะที่ความเร็วสูง พวงมาลัยยังคงมีความเบาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการควบคุมรถมากนัก
ช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ได้รับการปรับปรุงให้มีความนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย การขับขี่ที่ความเร็วสูงทำได้ดี แม้ที่ความเร็ว 170 กม./ชม. ขึ้นไป อาจมีอาการโคลงเคลงบ้าง แต่สำหรับการใช้งานที่ความเร็วเดินทางปกติ 120 กม./ชม. ถือว่าทำได้น่าพอใจ
อย่างไรก็ตาม ในการเข้าโค้งหรือเลี้ยวหักศอกด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูง ผมพบว่ามีอาการหน้ายางเริ่มสไลด์ให้เห็น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหน้ายางและการเซ็ตช่วงล่างที่เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก แต่โดยรวมแล้ว 2014 Honda City ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นคงและปลอดภัย
ระบบเบรก: ประสิทธิภาพที่น่าประทับใจ
ระบบเบรกของ 2014 Honda City ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน และด้านหลังเป็นดรัมเบรก แม้ในรุ่นท็อป SV+ การปรับลดสเปกนี้ไม่ได้ส่งผลให้ประสิทธิภาพการหยุดรถลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตรงกันข้าม การเซ็ตเบรกของ 2014 Honda City ให้ความรู้สึกที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้ามาก แรงเบรกมาอย่างนุ่มนวล ไม่รู้สึกถึงอาการเบรกแบบทื่อๆ หรือต้องออกแรงกดแป้นเบรกมากเกินไป ทำให้การหยุดรถทำได้อย่างมั่นใจและนุ่มนวล
ระบบความปลอดภัย: มาตรฐานที่เหนือกว่าใครในเซกเมนต์
นี่คือจุดแข็งสำคัญของ 2014 Honda City ที่ฮอนด้าได้จัดเต็มระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยมาให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในรถยนต์เซกเมนต์เดียวกัน ระบบที่ให้มาประกอบด้วย ABS, EBD, BA, TCS (ระบบป้องกันล้อลื่นไถล), VSA (ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว), HSA (ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน) และ ESS (ไฟฉุกเฉินกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน) สำหรับในรุ่น SV+ ยังเพิ่ม Side Curtain Airbag มาให้อีกด้วย
สรุป: 2014 Honda City – คุ้มค่า เหนือกว่าทุกมิติ
2014 Honda City คือนิยามใหม่ของรถยนต์ B-Segment ที่มอบความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ด้วยการอัดแน่นด้วยระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยที่เหนือกว่าคู่แข่ง การออกแบบภายในที่กว้างขวางนั่งสบาย สมรรถนะที่พัฒนาขึ้น พร้อมอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
แม้ราคาของรุ่นท็อป SV+ อาจจะดูสูงเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน แต่สิ่งที่ฮอนด้ามอบให้กลับมีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นความสบายในการขับขี่ ความหรูหราที่เกินกว่ารถ Sub-Compact ทั่วไป และฟังก์ชันต่างๆ ที่ครบครัน
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ B-Segment ที่มีสมรรถนะดี การขับขี่ที่เน้นความสบาย เป็นผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี และให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัย 2014 Honda City รุ่น SV+ คือคำตอบที่ตอบโจทย์คุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงแม้ราคาอาจจะต้องกัดฟันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด แต่เชื่อว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับอย่างแน่นอน
ขอเชิญชวนทุกท่านไปสัมผัสประสบการณ์จริงกับ 2014 Honda City ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ เพื่อทดลองขับและค้นหาว่า “Be Your Best” ที่แท้จริงเป็นอย่างไร

