แม้จะต้องรออีกนาน กว่าที่โลกใบนี้จะปราศจากรถยนต์สันดาปภายใน ICE แต่แนวโน้มการเติบโตของ รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีของการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์โลก แต่ยอดขายทะลุเพดานของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในก็ยังดำเนินต่อไป (โดยเฉพาะในประเทศไทย) เมื่อมองดูรอบๆ ตัวของเรา สหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเครื่องจักรจอมสูบเชื้อเพลิง มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 49 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ส่วนจีนมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวกระโดด โดยมีตัวเลขพุ่งสูงถึง 113 เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริง ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้ารวมกันทั่วโลกกลับมีตัวเลขแค่ 13 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา (2565)
คนบางกลุ่มที่ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งๆ ที่บางคนยังเผาคงเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหน้าตาเฉย แต่ปากก็ด่าคนอื่นที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องความไม่พร้อมของรถยนต์ไฟฟ้า คนกลุ่มนี้จะแสดงท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์รถยนต์สันดาปภายใน ICE และออกมาด้อยค่าบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่น ที่ไม่หันไปทางรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเต็มตัวซะที แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับไม่ได้ดูที่บริบทของความเป็นจริงหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาพลังงานไม่พอใช้ในญี่ปุ่นที่เคยเกิดขึ้น ความไม่นิยมในรถยนต์ไฟฟ้าของคนญี่ปุ่นจากปัญหาด้านการใช้งาน
ในความเป็นจริง การเปลี่ยนผ่านนั้นทำได้ไม่ยาก เนื่องจากแต่ละบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นมีเงินทุนมหาศาล รวมถึงความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนรถยนต์มานานกว่า 70 ปี เมื่อจะเปลี่ยนแปลงไปผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก็แค่ปรับโรงงาน เปลี่ยนแปลงเครื่องจักรกลที่ใช้ประกอบในไลน์ผลิตให้เหมาะสมกับการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าใหม่หมด แล้วไล่คนงานออกไป ยุบโรงงานประกอบรถยนต์ต่างประเทศ (รวมถึงไทย) ให้เหลือน้อยลง เพราะประกอบแค่รถไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องมีโรงงานเยอะ แค่นั้นก็สิ้นเรื่อง
…
แต่บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของแดนปลาดิบมองไกลกว่านั้น จากปัญหาความไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน ความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในญี่ปุ่น เช่น สถานีชาร์จสาธารณะยังมีจำนวนน้อย เนื่องจากคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ที่ดินมีราคาสูงมาก ที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็กและคับแคบมากๆ ทำให้ไม่สามารถติดตั้งแท่นชาร์จในพื้นที่ส่วนตัวได้ โดยเฉพาะสถานีชาร์จไฟที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ปัญหามลพิษในอนาคตที่เกิดจากแบตเตอรี่หมดสภาพ ญี่ปุ่นไม่มีแหล่งแร่ธาตุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่ และต้องใช้การนำเข้าอย่างเดียวจากศัตรู นั่นก็คือ ประเทศจีน ปัญหาคนว่างงานและการปิดตัวลงของบริษัทซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
คาดการณ์ว่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ รถยนต์ไฟฟ้าจะมียอดขายมากกว่าร้อยละ 60 ของยานพาหนะทั้งหมด…และความเป็นจริงที่ว่า แบตเตอรี่จะไม่มีวันถูกลง จากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ



10 สุดยอดรถยนต์ไฟฟ้า 2023 มีรุ่นไหนบ้าง
1-TESLA ROADSTER
เมื่อเปิดตัว Tesla อ้างว่า Roadster จะเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลก และมีโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นจนว่า Roadster ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าจะส่งถึงมือลูกค้า (เมื่อไหร่ยังไม่รู้) ตามข้อมูล Tesla Roadster มีกำลังประมาณ 1,300 แรงม้า แรงบิดมากกว่า 1,300 นิวตันเมตร และทำเวลา 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 2.0 วินาที ควบคู่ไปกับระยะทางต่อการชาร์จไฟจนเต็มแบตฯ ที่ทำได้ไกลถึง 900 กิโลเมตร รวมถึงลูกเล่นอื่นๆ ที่เอาไว้หลอกล่อเศรษฐียุคใหม่ เช่น หลังคาแก้วแบบถอดได้ เบาะสี่ที่นั่ง สมรรถนะของมันสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนในครอบครัวที่เข้าไปนั่ง และพร้อมที่จะทำให้คุณปัสวะราดหรือเกิดอาการบาดเจ็บที่คอได้ แต่เอาเข้าจริงๆ Roadster ไฟฟ้าของอีลอนก็ยังไม่ได้มีการส่งมอบให้กับลูกค้าที่สั่งจองแต่อย่างใดทั้งสิ้น

…


2-MASERATI GRANTURISMO FOLGORE
Maserati GranTurismo ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ดูเหมือนจะไม่ค่อยถูกต้องนักกับแบรนด์เก่าแก่ของอิตาลีที่เคยสร้างตำนานมอเตอร์สปอร์ตในอดีต แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2023 Folgore (ตรงกับคำว่า ‘ฟ้าแลบ’ ในภาษาอิตาลี) จะมีรูปลักษณ์ที่สวยงามแบบเดียวกับที่เราคาดหวังจากสปอร์ตคูเป้พลังงานไฟฟ้ารุ่นเรือธง เครื่องยนต์ V8 ที่ส่งเสียงดังของ Ferrari ถูกแทนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังสูงถึง 750 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลที่ 1350 นิวตันเมตร น้ำหนัก 2,260 กก. นั่นหนักอึ้งราวกับซาลูน EQS ระบบชาร์จ DC 300kW ชาร์จจาก 20-80% ในเวลาเพียงแค่ 18 นาที เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 2.7 วินาที 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 8.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (นั่นโคตรเร็ว) ชาร์จไฟเต็มแบตฯ วิ่งไกล 450 กิโลเมตร
…



…
3-POLESTAR 3
Polestar แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแยกย่อยของ Volvo มักจะคำนึงถึงความปลอดภัยและการออกแบบภายในที่เชื่อมโยงรูปทรงและสีสันของเฟอร์นิเจอร์จากสแกนดิเนเวียเป็นหลัก ด้วยระบบอากาศพลศาสตร์ที่แหวกแนว หลังคาของ Polestar 3 มีการลดระดับความสูงและขยายออก ทำให้มีรูปลักษณ์แบบสปอร์ตที่โดดเด่น ซึ่งเหนือกว่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับเดียวกัน กระจกมองข้าง นำแนวคิดการออกแบบของโทรศัพท์มือถือมาใช้ โดย “กระจกถึงขอบ” เพื่อให้มีสิ่งกีดขวางน้อยลงและดูสะอาดตา ระบบหรี่ไฟ อัตโนมัติและให้ความร้อนกับกระจก เพื่อป้องกันการเกิดฝ้า แถบไฟท้ายจะสว่างขึ้นตามสภาพการณ์ ในขณะที่มือจับประตูจะอยู่ชิดกับประตู เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมอากาศที่ดี เป็นทุกอย่างที่ยานยนต์ EV ควรเป็น แบตเตอรี่ลิเธียม ความจุ 111 kWh ระบบชาร์จประสิทธิภาพสูง DC 250kW ชาร์จไฟจาก 10-80% ในเวลาเพียง 30 นาที มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลัง 517 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 909 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชาร์จเต็มวิ่งไกล 430 กิโลเมตร




