ปี 2024 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจบลงพร้อมข่าวสะเทือนวงการสะท้อนขาลง หลัง Volkswagen ประกาศปิดโรงงานหลายแห่งในเยอรมนี ประเทศบ้านเกิดบริษัท ซึ่งจะทำให้พนักงานเรือนแสนต้องตกงาน
ในเวลาไล่เลี่ยกัน Nissan ก็ประกาศปลดพนักงานหลักหมื่นคน ขณะประกาศตั้งบริษัทถือหุ้นเพื่อเดินหน้าสู่การควบรวมกับ Honda ที่อาจมี Mitsubishi พ่วงอยู่ด้วย
นี่เป็นการสะท้อนว่าทั้งอุตสาหกรรมเผชิญขาลงครั้งใหญ่และต้องคิดหาทางรอด ท่ามกลางคาดการณ์ว่า ปี 2025 ค่ายรถต่างต้องพยายามหาทางประคองตัว และเดินทางธุรกิจอย่างจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ทำให้การสร้างโรงงานใหม่ต้องพับไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด
ทว่ากลับมีค่ายรถหนึ่งกล้าสวนกระแส โดย Rolls-Royce ทุ่ม 300 ล้านปอนด์ (ราว 12,700 ล้านบาท) ขยายโรงงานเมืองกู๊ดวู้ดของอังกฤษ รวมถึงสำนักงานใหญ่ออกไป เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ยังเพิ่มขึ้น
Rolls-Royce เผยว่า แม้ยอดขายปี 2024 ของ Rolls-Royce อยู่ที่ 5,712 คัน ลดลงจาก 6,032 คัน ของเมื่อปี 2023 แต่ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศรษฐียังพร้อมจ่ายไม่อั้น จนทำให้ราคาหรือมูลค่าต่อคันเพิ่มขึ้น ตามกรอบเวลาเดียวกัน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าในอนาคตก็ยังเพิ่มขึ้นอีก

แบรนด์รถหรูอังกฤษอายุ 120 ปี ซึ่งอยู่ใต้ชายคา BMW มาตั้งแต่ปี 2003 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ลูกค้าพร้อมทุ่มไม่อั้นเพื่อให้เรถสั่งทำแต่ละคัน มีความโดดเด่น เอกลักษณ์ และแตกต่างกว่าใคร ๆ บนท้องถนน เช่น สีก็มีการทำลายแบบสามมิติเพิ่มลงไป และสามารถเพิ่มตราประจำตระกูล หรือแม้กระทั่งติดอัญมณี จนเรียกได้ว่ามีคันเดียวในโลก
ทำให้ราคาต่อคันสูงขึ้นอีกตามที่กล่าวไปแล้ว ส่วนถ้าขายต่อราคาก็อาจสูงยิ่งขึ้นอีก
ความมั่นใจในการขยายโรงงานของ Rolls-Royce ยังมาจากเชื่อว่าเศรษฐีทั่วโลกยังต้องการยานยนต์ย้ำความมั่งคั่ง และไม่จำกัดอยู่เฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งยอดขายคงจะตกลงไปจากกำแพงภาษีของรัฐบาลว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้คนงานในโรงงานอังกฤษ รวมถึงอะไหล่กับอุปกรณ์ในกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรราว 10,000 คน ของ Rolls-Royce มีงานทำต่อไป ต่างจากพนักงานร่วมอุตสาหกรรมเดียวกันทั่วโลกมากมายที่โชคร้ายเพราะต้องตกงาน
ด้านสื่ออังกฤษ วิเคราะห์ผ่านทัศนะผู้เชี่ยวชาญในแวดวงยานยนต์ว่า Rolls-Royce เดินหน้าทางธุรกิจด้วยความเชื่อมั่น ต่างจาก Jaquar แบรนด์รถหรูร่วมชาติ ที่รีแบรนด์แบบหลงทิศ ด้วยการหันไปจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ฐานะดีและโอบรับความหลากหลาย หลังออกหนังโฆษณารีแบรนด์แบรนด์รถแต่กลับไม่มีรถอยู่ในหนังโฆษณาเลย/bbc
BYD ทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ได้ 148,470 คันในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมกับทำสถิติยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าได้เกิน 1 ล้านคันแล้วในปี 2024 เติบโตเร็วขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา
BYD ทำลายสถิติขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) 1 ล้านคันในปี 2024 เติบโตเร็วกว่าปีที่แล้ว
BYD รายงานยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในเดือนสิงหาคม สามารถขายได้ 373,082 คัน ทำลายสถิติเดิมของเดือนกรกฏาคมที่ขายได้ 342,383 คัน และสร้างสถิติยอดขายใหม่เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน

ในยอดขายรถ NEV ดังกล่าว BYD ทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ได้ 148,470 คัน เติบโตขึ้นประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 15% ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ BYD ทะลุ 1 ล้านคันในที่สุด
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2024 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ BYD อยู่ที่ 1,004,623 คัน เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ที่มียอดขาย 897,220 คัน

ด้านรถรถยนต์ PHEV เป็นรถที่ทำยอดขายได้มากที่สุดในบรรดารถ NEV โดยมียอดขาย 222,384 คันในเดือนสิงหาคมปีนี้ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว 73% และถือเป็นเดือนที่ BYD ทำยอดขายรถยนต์ PHEV ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ทำให้ยอดขายสะสมของรถ PHEV มีมากกว่า 1.3 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 43% จากยอดขายประมาณ 886,000 คันในปีแล้ว

ด้านยอดขายต่างประเทศของ BYD อยู่ที่ 31,451 คัน เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 5% จากเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทขยายกิจการเข้าสู่ตลาดใหม่

