Audi เปิดสั่งซื้อรถยนต์ใหม่อย่าง Audi RS5 Sportback ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Twin-Turbo ให้กำลัง 444 แรงม้า และพร้อมส่งมอบครั้งแรกที่ยุโรปในช่วงกลางปี 2019

Audi RS5 Sportback ใหม่ ติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ TFSI V6 ขนาด 2.9 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 444 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,900-5,000 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทางบริษัท Audi เคลมว่าอัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งจะมาพร้อมกับค่าแรงบิด 40:60 จากด้านหน้าไปด้านหลัง แต่สามารถปรับได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของแรงบิดด้านหน้าและสูงสุดถึงร้อยละ 85 ของแรงบิดด้านหลัง

แต่ถ้าหากเทียบกับ Audi S5 Sportback แล้ว Audi RS5 Sportback ใหม่ จะมีขนาดต่ำกว่า 7 มิลลิเมตร ในขณะที่ Audi Sport ยังมีตัวเลือกของช่วงล่าง RS Sport, เบรกเซรามิกและ พวงมาลัยแบบไดนามิกที่สามารถปรับได้ พร้อมทั้งมีการตั้งค่าเฉพาะของ RS


สำหรับด้านราคาของ Audi RS5 Sportback ใหม่ เริ่มต้นที่ 82,700 ยูโร สำหรับตลาดประเทศเยอรมนี
เมื่อสมัยที่ผมยังเด็ก มักจะมีคำกล่าวในชั้นเรียนว่า “ชาวนาเปรียบได้ดังกระดูกสันหลังของชาติ” ด้วยเหตุผลที่ว่าชาวนานั้นปลูกข้าว และข้าวก็คือสิ่งที่คนไทยบริโภคกันถ้วนหน้า เป็นแหล่งพลังงานคาร์โบไฮเดรตที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีพ ทำให้เรามีเรี่ยวแรงในการทำงาน สู้รบกับอุปสรรคในแต่ละวันให้ผ่านไปได้ด้วยดี หากไม่มีชาวนา เราก็คงต้องหันไปกินอย่างอื่นแทน ซึ่งอาจจะแพงกว่าหรือไม่ก็กลายเป็นคนขาดสารอาหาร
ผมไม่ได้ยินใครพูดประโยคที่ว่านั่นมาราว 20 ปีเห็นจะได้ และกระแสของสังคมที่ให้ความสำคัญแค่กับอาชีพที่นำพาเงินตราลาภยศและอำนาจ อาจทำให้เรามองข้ามว่าใครปลูกข้าวจานที่คุณเพิ่งกินไปเมื่อมื้อที่ผ่านมา สังคมโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น รับรู้ชีวิตของคนอื่นมากขึ้น ยุ่งเรื่องของคนอื่นมากขึ้นอาจทำให้เราลืมว่าในขณะที่เราเลือกบูชาคนบางอาชีพ และดูถูกคนบางกลุ่ม ความจริงก็คือกลไกของสังคมถูกขับเคลื่อนด้วยพวกเราที่มีหน้าที่ต่างกัน ตัดใครออกไปสักกลุ่ม ชีวิตเราก็ไม่เหมือนเดิม
แต่ในโลกของรถยนต์ การมองหารถที่เปรียบเป็น “กระดูกสันหลังของค่าย” นั้นไม่ยาก เพราะแค่จินตนาการถึงความฉิบหายที่จะบังเกิดถ้ามีคนบ้าย้อนเวลาไปวางยาพิษทีมพัฒนารถรุ่นนั้น ก็รู้เรื่องแล้ว รถพวกนี้มักจะไม่ใช่ซูเปอร์คาร์สุดล้ำ รถลิมูซีนหรูสุดขอบโลก แต่มักจะเป็นรถธรรมดาที่เกิดจากความต้องการทำให้รถเข้าถึงประชาชนมากขึ้น และในกรณีของ BMW คงไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่ากระดูกสันหลังที่ทำให้ค่ายรถเยอรมันเจ้านี้ยืนหยัดมาได้จนถึงปัจจุบัน ก็คือซีรีส์ 3 นั่นเอง

ก่อนยุค 60s BMW คือค่ายที่ทำแต่รถหรูหราหมาร้องโอเปร่า ราคาแพงระยับจนน้อยคนจะกล้าทุ่มทุนซื้อ ต่อมา บริษัทก็ขาดทุนย่อยยับจนครั้งหนึ่ง Mercedes-Benz ยื่นดีลขอซื้อกิจการ แต่คนงานและพนักงานที่จงรักภักดีต่อค่ายรวมตัวกันไปหา Herbert กับ Harald Quandt ที่เป็นนักธุรกิจใหญ่เงินหนา แล้วขอให้ช่วยเหลือ คนตระกูล Quandt ยอมเสี่ยงลงทุนมหาศาลเพื่อกว้านซื้อหุ้นบริษัทไปถึง 51% กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีอำนาจยับยั้งการขายกิจการได้สำเร็จ
ในช่วงนั้น ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ BMW กำลังพัฒนาซาลูนร่างทะมัดทะแมงที่จะมาแก้ปัญหาเรื่องยอดขาย โดยลดความหรู คุมต้นทุนการผลิต แต่เพิ่มความทันสมัยของรูปทรงและใส่ใจในเรื่องรสชาติการขับขี่ รถพวกนี้กลายมาเป็น BMW Neue Klasse (New Class) รถยุคใหม่ที่มีมาดเป็นสปอร์ตซาลูน คือรุ่น 1500, 1800, 2000 ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของซีรีส์ 5 และรถคูเป้อย่าง 2000/2000CS ซึ่งมีศักดิ์คล้ายแม่พิมพ์ของรถอย่างซีรีส์ 6 ทั้งหมดนี้เกิดในช่วงปี 1962-65
เมื่อ BMW ค้นพบว่าผู้คนยินดีต้อนรับรถประเภทนี้ Herbert Quandt จึงอนุมัติให้ทีมวิศวกรลองทำรถขนาดเล็กลงเพื่อให้ขายง่ายขึ้น จึงมีการนำเอารถ Neue Klasse มาหดฐานล้อ ย่อขนาดลงกลายมาเป็นรถตระกูล 02-Series ซึ่งเมื่อรวมพลังกับรถรุ่นพี่แล้ว สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับบริษัท จากเดิมที่เคยเกือบถูก Mercedes-Benz ซื้อ กลับกลายมาเป็นศัตรูตัวฉกาจในภายหลัง แถมรถของ BMW ยังดึงดูดใจวัยรุ่นได้มากกว่าเบนซ์ ซึ่งทำแต่รถหรูหรือไม่ก็รถผู้ใหญ่ขับ ก่อให้เกิดเซกเมนต์ใหม่ที่เรียกว่า “Young Executive Car” รถหรูคู่ใจผู้บริหารวัยหนุ่ม คนแก่ๆบางคนก็อยากขับ BMW เพื่อให้ตัวเองดูหนุ่มขึ้น
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม BMW ถึงรักที่จะสร้างรถแบบนี้ขาย จนกระทั่งเมื่อ 02-Series เริ่มแก่เต็มทน พวกเขาก็ให้กำเนิดซีรีส์ 3 ในปี 1975 กับรุ่นแรกที่ชื่อว่า E21

เกือบจะทุกครั้งที่มีการเปิดตัวใหม่ รถผู้บริหารหนุ่มของ BMW จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดเสมอ อย่าง E21 นั้น เปลี่ยนโฉมภายนอกใหม่จนจำไม่ได้ และยังได้แดชบอร์ดแบบโค้งเข้าหาตัวคนขับ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ BMW ใช้ต่อมาในรถหลายรุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลายแบบ แม้ว่าส่วนมากจะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ M10 ที่เน้นความประหยัดทนทาน แต่ในภายหลังก็มีรุ่น6 สูบมาให้เล่น E21 มีขายแค่รุ่น 2 ประตูเท่านั้น แต่มีทั้งเวอร์ชั่นหลังคาแข็งและเปิดหลังคาท่อนกลาง (รุ่น Baur) ความสำเร็จทางด้านยอดขายของรถรุ่นนี้ทำให้ Mercedes-Benz ต้องสร้าง 190E “เบบี้เบนซ์” ออกมาสู้
ต่อมา เจนเนอเรชั่นที่สอง คือ E30 BMW ก็ยิ่งพยายามกระโดดไกลขึ้น พอทราบว่าเบนซ์จะสร้างรถผู้บริหารหนุ่ม 4 ประตูมาแข่ง BMW ก็บอกว่า “ข้าก็ทำได้ และข้านี่แหละ Original ของแท้” BMW เลยทำออกมาทั้งแบบ 4 ประตู, 2 ประตู, Touring (สเตชั่นแวก้อน) และเปิดประทุน เอามันทุกแบบ ดีไซน์ของรถทันสมัยขึ้น
ใครที่คุ้นเคยกับการดูรถซิ่งริมถนนในยุควิภาวดี เซนต์จอห์น จะคุ้นเคยกับ E30 ในการแต่งรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแต่งสวยโหลดพองามล้อ BBS หรือโหลดสู้โลกสอดซองบุหรี่เข้าใต้ท้องรถพอดี หรือจะแต่งแรงวางเครื่องข้ามสายพันธุ์ไป 1G-GTE หรือ 7M-GTE หรือเครื่องอื่นๆ E30 กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัยรุ่นไทยที่มีฐานะดี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความใฝ่ฝันของมนุษย์เงินเดือน ข้าราชการ สมัยยุค 80s นั้นมีบางเดือนที่ E30 ทำยอดขายได้มากกว่า Toyota Corolla พูดไปเด็กสมัยนี้คงไม่เชื่อ
เจนเนอเรชั่นที่ 3 รหัสตัวถัง E36 เผยโฉมตั้งแต่ปี 1990 แต่กว่าจะมาถึงไทยก็ประมาณปลายปี 91 ถึงต้นปี 92 สมัยที่เลขทะเบียนรถกรุงเทพเป็นหมวด “ว” แล้วมันก็พร้อม War จริงๆ เพราะตัวรถดีไซน์ใหม่หมด ต่างจากรุ่นเดิมราวเทียบพิมพ์ดีดกับคอมพิวเตอร์ 386 กระจกหน้า/หลังลาดเท ไฟหน้าสี่ดวงกลายเป็นไฟเหลี่ยมที่ซ่อนดวงกลมไว้ข้างใน กระจังไตคู่โตขึ้น แดชบอร์ดของ E36 สวยงามล้ำสมัยมากในยุคของมัน มีทั้งรุ่น 318i และ 325i พลัง 188 แรงม้าที่ตามมาในปี 1993
E36 เป็นรถที่อยู่คู่การแต่งซิ่งทุกรูปแบบของคนไทย นับตั้งแต่สไตล์โหลดอมล้อ BBS หรือ Rial ปลายท่อตัดเฉียง หรือบางคนก็แต่งธีม Everything “M”, AC Schnitzer, Harmann หรืออะไรก็ตามแต่ มันยังเป็นรถในฝันของวัยรุ่นเช่นเคย คนไหนที่รวยหน่อย เวลาเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็จะขอพ่อแม่ให้ซื้อ 318iS หรือ 320iS คูเป้ให้เป็นรางวัล สมัยนั้นใครได้ขับ BMW Coupe คุณคือวัยรุ่นระดับสูงเกือบสุดห่วงโซ่อาหารแล้ว
E46 ซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นถัดมา อาจดูไม่ Popular เท่า ไม่ใช่เพราะรถไม่ดี แต่เพราะมันมาถึงไทยในช่วงที่เรายังเข็ดวิกฤติเศรษฐกิจและค่าเงินบาทลอยตัวในช่วงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 53-56 บาทไทย ราคาของ 323i 6 สูบก็ทะลุสองล้านไปไกลจากเดิม 323i E36 ยังอยู่ที่ล้านปลาย แต่บทบาทและหน้าที่ของมันในวงการรถยนต์ก็ไม่เคยเปลี่ยน เป็นกระดูกสันหลังของ BMW ทั่วโลก และเป็นขวัญใจวัยรุ่น, มนุษย์เงินเดือนสร้างตัว, คนแก่ที่อยากสนองฝันก่อนตาย หรือใครก็ได้ที่มีเงินแต่ไม่เอาเบนซ์
เจนเนอเรชั่นที่ 5 และ 6 (E90 และ F30) ก็ดำเนินรอยตามชนิดที่ว่าต่อให้ราคารถจะแพงขึ้นมากแค่ไหน กลุ่มลูกค้าที่ซื้อก็ไม่เคยเปลี่ยนไป ในสองรุ่นหลังนี้เราได้เห็นความก้าวหน้าทางวิศวกรรมอันเป็นผลมาจากการลงทุนมหาศาลเพื่อการพัฒนารถ E90 320d เป็นรถคันหนึ่งที่ผมทดลองขับในช่วงที่ Headlightmag.com ยังไม่เกิดขึ้น (ดีเซลบ้าอะไร ความจุมากกว่าขวดเป๊บซี่นิดเดียวแต่วิ่งได้ 244 กิโลเมตร/ชั่วโมง) และ F30 ActiveHybrid3 ซึ่งเป็นครั้งแรกของขุมพลังไฮบริดในซีรีส์ 3 ก็สร้างมาตรฐานใหม่ว่ารถถ่านรักโลก ก็สามารถทำร้ายผิวถนนและไล่ฆ่ารถสปอร์ตอย่างเลือดเย็นได้ไปพร้อมๆกัน

มาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 7 รหัสตัวถัง G20 พระเอกของเราในวันนี้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดโลกเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2018 ที่งานมอเตอร์โชว์ใน Paris แล้วจากนั้นไม่กี่เดือน BMW ก็นำเข้ามาเปิดตัวในไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2019
ตามหลักโหราศาสตร์ไทย เขาว่า 7 คือเลข “เหนื่อย” ก็คงจะเหนื่อยจริงเพราะ ณ เวลานี้ คู่แข่งอย่าง Mercedes-Benz ในไทยเหมือนเริ่มจับทางลูกค้าถูก เล่นแร่แปรธาตุกับออพชั่นและขยันเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆในราคาที่คนเล่น BMW ยังจิตใจไหวหวั่น Volvo เองแม้จะไม่มีรถคู่แข่งตรงพิกัดขายในขณะนี้ แต่ก็ทำราคารถใหญ่ของตัวเองจนถูกมากมายโดยยังมีความหรูหราเหลืออยู่ และแบรนด์ดังเพิ่งกลับมาใหม่อย่าง Audi ที่นำเสนอ A4 Avant 252 แรงม้า ออพชั่นครบๆในราคาแค่ 3 ล้านต้น หรือรุ่นซาลูนราคาไม่ถึง 3 ล้าน
งานนี้ BMW ซีรีส์ 3 ใหม่ มีโอกาสแจ้งเกิดในตลาดรถหรูมัดใจวัยรุ่นเหมือนที่เคยเป็นหรือไม่? เราได้โอกาสทดสอบ เมื่อ BMW Thailand ชวนให้ไปลองขับทั้งรุ่น 320d Sport และ 330i M Sport ที่สนามปทุมธานีสปีดเวย์ แล้วยังให้เอาไปขับบนถนนจริงนอกสนามได้ไกลเกือบร้อยกิโลเมตร มากพอให้เรียนรู้นิสัยของรถได้ระดับหนึ่ง
จะเป็นอย่างไร มาดูกัน!

ซีรีส์ 3 รุ่นใหม่ (G20) มีขนาดตัวถังยาว 4,709 มิลลิเมตร กว้าง 1,827 มิลลิเมตร สูง 1,442 มิลลิเมตร (แต่สเป็คจาก BMW Thailand บอกว่า 1,435 มิลลิเมตร-อาจจะมาจากการเซ็ตช่วงล่าง) ความยาวฐานล้อ 2,851 มิลลิเมตร ระยะความกว้างแทร็คล้อหน้า/หลัง อยู่ที่ 1,589 และ 1,604 มิลลิเมตรตามลำดับ
เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม (F30) ยาวขึ้น 76 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 16 มิลลิเมตร สูงขึ้น 1 มิลลิเมตร และ ระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น 41 มิลลิเมตร พูดง่ายๆคือนอกเหนือจากเรื่องความสูงแล้ว รถบอดี้ G20 โตขึ้นแทบจะทุกมิติเลยทีเดียว แต่ยังไม่ใช่รถที่ใหญ่สุดในคลาส เพราะแม้ว่าจะมีความยาวและกว้างมากกว่า C-Class W205 แต่ก็ยังสั้นและแคบกว่า Audi A4 อยู่เล็กน้อย
BMW Thailand นำเข้าซีรีส์ 3 ใหม่มาจำหน่าย 2 รุ่น และนำมาให้เราได้ลองขับทั้ง 2 รุ่น ทั้งหมดผลิตจากโรงงาน BMW AG Plant ในเมือง Munich โดยมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้ครับ


320d Sport 2,959,000 บาท (พร้อม BSI Standard)
รุ่น Entry ในขณะนี้ ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ 190 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ น้ำหนักตัวรถ 1,530 กิโลกรัม (ตามมาตรฐาน EU) ปล่อย CO2 122 กรัมต่อกิโลเมตร รับภาษีสรรพสามิตในอัตรา 25%
- ชุดแต่งแบบ Sport Line กรอบกระจกหน้าต่างสีดำ
- ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ลาย V-Spoke กระทะล้อกว้าง 7.5 นิ้ว ยาง 225/45 ทั้ง 4 เส้น
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
- ไฟหน้า LED
- ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ
- ระบบ Comfort Access System
- เบาะนั่งคู่หน้า ปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกความจำ Memory Seat ที่เบาะคนขับ
- เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Sport Seat หุ้มหนัง Vernesca
- พวงมาลัยหุ้มหนัง ดีไซน์ Sport
- ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร Ambient Light
- วัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสาร ลาย Mesh effect
- ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระ 3-Zones
- ระบบชุดมาตรวัด BMW Live Dashboard Plus
- ระบบ BMW ConnectedDrive
- ระบบเซนเซอร์กะระยะช่วยจอด ด้านหน้า – ด้านหลัง
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชั่น Hold อัตโนมัติ ขณะรถหยุดนิ่ง


330i M Sport 3,359,000 บาท (พร้อม BSI Standard)
รับบทรุ่นท้อปราคาสูง พลังสูงเอาใจวัยรุ่น ด้วยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เบนซิน เทอร์โบชาร์จ 258 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ น้ำหนักตัวรถ 1,545 กิโลกรัม (ตามมาตรฐาน EU) ปล่อย CO2 148 กรัมต่อกิโลเมตร รับภาษีสรรพสามิตในอัตรา 25%
สิ่งที่ได้เพิ่ม หรือแตกต่างจากรุ่น 320d Sport (ซึ่งถูกกว่ากันอยู่ 400,000 บาท) มีดังนี้
- ชุดแต่ง M Sport/ M Aerodynamics
- ช่วงล่าง M Sport
- พวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันตามการหมุน และ ความเร็ว
- ล้ออัลลอย M ขนาด 18 นิ้ว Double-Spoke กระทะล้อหน้ากว้าง 7.5 นิ้ว หลังกว้าง 8.5 นิ้ว ยางคู่หน้าขนาด 225/45 R18 – คู่หลังขนาด 255/45 R18
- ไฟหน้า LED พร้อมฟังก์ชั่นส่องทางขณะเข้าโค้ง
- ไฟตัดหมอก LED
- คาลิเปอร์เบรก M Sport พ่นสีน้ำเงิน
- ฝาท้าย เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า
- พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M Sport
- เพดานหลังคาภายในห้องโดยสาร สีดำ Anthracite
- วัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสาร ลาย Aluminium Tetragon
- ระบบชุดมาตรวัด BMW Live Cockpit Professional รองรับภาษาไทย
- ระบบ iDrive เวอร์ชั่น 7.0 (ใหม่กว่าของ 320d)
- ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon
- ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ Parking Assistant และระบบช่วยถอยรถอัตโนมัติเป็นระยะ 50 เมตร
- กล้องมองภาพขณะถอยจอด
จะเห็นได้ว่า 330i นั้นมีอุปกรณ์ที่ครบกว่ามาก เรียกว่าขนาดไม่นับเรื่องความแรงที่ได้มา อุปกรณ์ที่เพิ่มมาก็คุ้มกับราคาที่แพงกว่าแล้ว ในขณะที่ 320d เหมือนจะโอเค แต่ยังติดโรคระบาดใน BMW รุ่นย่อยล่างคือไม่ยอมให้กล้องถอยหลังมา ซึ่งก็ไม่แปลกถ้าลูกค้าจะค่อนขอด เพราะนี่คือรถราคาเกือบ 3 ล้านแล้ว ต่อให้มีเซ็นเซอร์มาให้ก็เถอะ
BMW ซีรีส์ 3 ใหม่มีเทคโนโลยีที่ช่วยในการขับเคลื่อนและความหรูหราบางส่วน แต่ยังขาดเรื่องหลังคาซันรูฟ และอุปกรณ์ความปลอดภัยสมัยใหม่ อย่างระบบช่วยเตือนรถในจุดบอดกระจกมองข้าง ระบบเบรกอัตโนมัติ และไม่มีระบบ Radar Cruise Control แบบ C220d AMG Dynamic รวมถึงไม่มีกล้องรอบคัน แต่ 330i ก็มีระบบช่วยถอยรถอัตโนมัติในที่แคบ ซึ่งก็ไม่มีคู่แข่งรายใดมอบให้

กุญแจของซีรีส์ 3 ใหม่ มีหน้าตาแบบนี้ ซึ่งดูออกจะคล้ายของเดิม พกไว้ในกระเป๋าแล้วเอามือจับที่เปิดประตู เปิดแล้วก้าวขึ้นรถได้เลยเพราะมีระบบ Comfort Access System มาให้ ส่วนเวลาล็อครถ จะกดจากปุ่มบนกุญแจหรือกดปุ่มกลมๆที่มือจับเปิดประตูก็ได้

เรื่องความสะดวกสบายในการลุกเข้า/ออก แม้ว่าจะมีการขยายขนาดประตูจากรุ่นเดิม แต่ด้วยความสูงของรถและส่วนหลังคาที่ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมมากนัก คนที่ตัวสูง 6 ฟุตขึ้นไปอาจต้องมีการก้มหัวหลบกันบ้าง และถ้าสูงแถมมีกายไซส์ใหญ่ผิดปกติอย่างผม การเข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับก็ต้องทำตัวอ่อนช้อยพยายามยัดเข้า ศีรษะถูหลังคา ทวารถูเสาถูเบาะ เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้และไม่ได้ต่างจากการเข้าไปนั่งในรถของคู่แข่งอย่าง C-Class หรือ Audi A4 ซีดานขับหลังไซส์นี้มักเป็นแบบนี้ล่ะครับ
เบาะนั่ง ในภาพเป็นของ 320d ซึ่งได้เบาะ Sport แบบเดียวกับ 330i สามารถปรับได้ด้วยไฟฟ้าคู่หน้าพร้อมระบบความจำ Seat Memory 2 ตำแหน่ง สามารถแยกปรับส่วนรองน่องให้ยาวออกมารองรับต้นขาได้ ตัวเบาะดูด้วยตาเหมือนจะมีปีกโอบข้างรัดกุมกว่าเบาะของรุ่นเก่า แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ต่างจากเบาะ Sport ใน 330e M Sport รุ่นเก่ามากขนาดนั้น เบาะของ BMW จะมีความแข็งเฟิร์มแต่ยังมีฟองน้ำส่วนบนที่นุ่มกว่า Mercedes-Benz มีความโอบกระชับในแบบที่กำลังเหมาะสำหรับการเดินทางไกลและขับแบบรีบๆเร็วๆบนถนน พนักพิงศีรษะสามารถปรับโล้มาข้างหน้าและถอยไปข้างหลังได้ โดยตำแหน่งที่ถอยสุดก็จะยังดังหัวอยู่นิดๆ แต่ด้วยความที่พนักพิงนุ่ม จึงทำให้ไม่น่ารำคาญแต่อย่างใด
ในมุมมองจากคนที่ตัวใหญ่มาก ผมคิดว่าเบาะหน้าของซีรีส์ 3 ใหม่นั่งแป๊บเดียว หรือนั่งนานๆ ก็สบายกำลังสวย ในขณะที่เบาะของ C220d หรือ C350e จะนั่งสบายตอนแรกๆแต่นั่งนานๆแล้วจะเริ่มปวดหลังท่อนล่าง ส่วนเบาะ Audi A4 Avant นั่นตอนแรกจะดูขัดหลังขัดตูดแต่นั่งขับไปสามชั่วโมงกลับไม่รู้สึกเมื่อยล้า แต่เรื่องนี้ มันแล้วแต่ไซส์และสังขารคนครับ คุณนั่งแล้วอาจจะเห็นต่างจากผมได้

ส่วนสำหรับผู้โดยสารด้านหลังนั้น การเข้าออกจากรถ ถ้าเป็นคนตัวสูงเกิน 6 ฟุต คุณยังต้องก้มหัวหลบหลังคามากเท่า F30 รุ่นเดิม เพราะความสูงของรถไม่ได้เปลี่ยน แต่ความยาวของประตูที่เพิ่มขึ้น มีส่วนช่วยในการทำให้คุณสามารถตวัดขาเข้ารถได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
เบาะนั่งหลัง ก็มาในอารมณ์เดียวกับเบาะหน้าคือหน้าตาไม่เหมือนเดิม แต่พอนั่งแล้ว ความเป็น BMW มันก็ยังอยู่ เบาะแข็งใน นุ่มนิดที่ข้างนอก ส่วนที่ต่างคือการปรับบริเวณพนักรองหลัง ซึ่งจะดันหลังตอนล่างมากขึ้นนิดหน่อย และด้วยฐานล้อที่ยาวขึ้น ทำให้คุณได้พื้นที่ในการวางขาเพิ่มขึ้นมาน่าจะประมาณ 1-1.5 นิ้ว ซึ่งทำให้ผู้โดยสารด้านหลังสบายกายขึ้น แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่อย่างน้อยก็เป็นที่ที่ผมเลือกจะนั่งมากกว่า C-Class ในขณะที่สมัยก่อน จะให้นั่ง F30 หรือ C ผมจะบอกว่าคันไหนก็ได้
นอกจากนี้ตัวเบาะหลังสามารถแยกพับได้แบบ 40:20:40 เพิ่มความอเนกประสงค์ในการขนของสำหรับพวกบ้าหอบฟาง

ที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ความจุ 480 ลิตรตามมาตรฐาน VDA ซึ่งดูเหมือนใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเดิม ในเรื่องนี้อาจเป็นเพราะลักษณะการจัดพื้นที่มากกว่า เพราะเมื่อไปค้นดูรีวิวเก่า F30 320i ที่พี่ J!MMY เคยเขียนไว้ รุ่นเก่ามันก็จุ 480 ลิตรเหมือนกัน ระวังอย่าไปเทียบกับ 330e ซึ่งเป็นรถไฮบริด ต้องเผื่อเนื้อที่แบตเตอรี่ล่ะ ไม่งั้นจะโดนหลอกว่าเนื้อที่กระโปรงหลังโตขึ้นเยอะแยะ

บรรยากาศภายในรถ มีความแตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน การออกแบบช่องลมปรับอากาศ เล่นดีไซน์แบบ BMW สมัยใหม่ เพิ่มเส้นสายวัสดุสีสว่างที่วิ่งจากช่องแอร์ซ้ายสุดฝั่งคนนั่งไปจนถึงชุดคอนโซลกลาง ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อสร้างความรู้สึกให้ห้องโดยสารดูกว้างขึ้น เล่นความต่อเนื่องของเส้นทางสายตาจากส่วนซ้ายสุดของช่องแอร์ตรงกลาง กับจอทัชสกรีนที่กลางแดชบอร์ด คันเกียร์เปลี่ยนใหม่ และสวิตช์ควบคุมบริเวณรอบคันเกียร์ เปลี่ยนจากปุ่มนูนแยก มาเป็นแผงปุ่มหน้าเรียบตามเทรนด์ BMW ยุคหลังๆ
ห้องโดยสารของ 320d ให้ความรู้สึกโปร่งตาเวลานั่งมากกว่า เพราะใช้ผ้าบุหลังคาสีอ่อน ในขณะที่ 330i จะใช้ผ้าบุหลังคาสีดำ Anthracite นอกเหนือจากนี้ไป ส่วนที่จะไม่เหมือนกันก็คือวัสดุสีเงิน ซึ่ง 320d จะใช้ลาย Mesh Effect แต่ 330i จะใช้ลาย Tetragon แล้วก็หน้าปัด กับพวงมาลัย ซึ่งถ้าให้พูดตามตรง ผมกลับชอบพวงมาลัย Sport Design ของ 320d มากกว่าพวงมาลัย M Sport ของ 330i เสียด้วยซ้ำ

สวิตช์ควบคุมระบบกระจกต่างๆ อยู่บนที่เท้าแขนฝั่งขวามือ ส่วนบนซีกขวาของแดชบอร์ด จะมีสวิตช์สำหรับเปิดไฟหน้า ซึ่งเปลี่ยนจากแบบลูกบิด มาเป็นแบบปุ่มกดล้วน มีปุ่มไฟหน้า Auto สีเงินขนาดใหญ่เด่นกว่าปุ่มอื่นๆ ส่วนปุ่มสตาร์ท ย้ายจากบนคอนโซลด้านซ้ายของพวงมาลัยมาอยู่ที่ข้างๆคันเกียร์แทน พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง (เข้า/ออก/ก้ม/เงย) แต่ยังใช้คันโยกในการปรับ ไม่ได้เป็นไฟฟ้าแบบ C220d Exclusive/AMG Dynamic ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถทำงานเชื่อมกับระบบความจำตำแหน่งเบาะได้
คอนโซลกลางตอนล่าง มีฝาปิดเรียบร้อยสวยงาม สิ่งที่ผมยังงงอยู่หน่อยๆ ก็คือ 320d ในภาพบน เมื่อเปิดแล้วจะพบกับแท่นวางโทรศัพท์ ที่มีรูปคลื่น Wireless อยู่ ไอ้ผมก็นึกว่า 320d มี Wireless Charger มาให้ แต่พอไปดูในใบสเป็คจาก BMW Thailand กลับระบุว่าไม่มี และเมื่อนำเลขตัวถังไปคีย์ในเว็บข้อมูล VIN Decoder ก็พบว่าไม่มีเช่นเดียวกัน

