นี่คือบทความที่สร้างขึ้นใหม่ตามความต้องการของคุณ โดยนำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นกันเอง และเน้นข้อมูลเชิงลึกสำหรับตลาดรถยนต์ประเทศไทยในปี 2026
ปี 2026 ตลาดรถยนต์ไทย: แรงเสียดทานจากต้นทุนและการแข่งขัน พร้อมโอกาสใหม่ใน EV และทางเลือกพลังงาน
ปี 2026 นับเป็นปีที่ตลาดรถยนต์ไทยเผชิญกับสภาวะที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง หลังผ่านช่วงผันผวนและมาตรการกระตุ้นที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดเริ่มปรับตัวสู่สมดุลใหม่ที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต รถยนต์นำเข้า หรือดีลเลอร์รายใหญ่ต่างต่างเห็นพ้องกันว่า ตลาดไม่ได้กลับสู่ความรุ่งเรืองก่อนช่วงการระบาดใหญ่โดยสมบูรณ์ และยังต้องการแรงขับเคลื่อนจากนโยบายภาครัฐเพื่อฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงในงานแสดงรถยนต์ครั้งล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญต่างมองตรงกันว่า ความคาดหวังการเติบโตในระยะสั้นอาจไม่สูงนัก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงถูกจำกัดด้วยภาระหนี้สินและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของตลาดทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะอาจไม่หวือหวามากนัก
ภูมิทัศน์ตลาดยานยนต์ที่เปลี่ยนไป: จากการขาดแคลนสู่สมดุลใหม่
หากย้อนดูยอดขายในช่วงสองเดือนแรกของปี 2025 พบว่าตลาดมียอดขายรวมลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ผู้บริหารต่างต้องปรับลดเป้าหมายยอดขายทั้งปี จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 5.6-5.7 แสนคัน เหลือเพียงราว 5.3 แสนคัน สะท้อนความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ แม้จะมีการปรับตัวของผู้บริโภคและผู้ผลิตบ้างแล้วก็ตาม
ในส่วนของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยุคแห่งความตื่นตัวที่เคยเฟื่องฟูในช่วงปี 2021-2023 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ยอดขายในช่วงนี้จะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 70,000 คันต่อปี เนื่องจากตลาดได้ตอบสนองกลุ่มแรกๆ อย่างกลุ่มผู้บุกเบิก (Pioneer) ไปเกือบหมดแล้ว ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของผู้ใช้รถทั้งหมด หรือประมาณ 2 แสนราย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
หลังจากนี้ ความท้าทายอยู่ที่การเจาะเข้าสู่กลุ่มผู้รับเทคโนโลยีใหม่ (Early Adopter) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% หรือราว 700,000 รายในตลาด ซึ่งหลายคนกำลังอยู่ในช่วงเฝ้ารอความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานและราคาที่น่าดึงดูดยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตหลายรายประเมินว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาวจะขยายตัวได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของยอดขายรถยนต์รวมทั้งหมด เนื่องจากมีปัจจัยด้านพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวางของประเทศไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการขยายโครงข่ายการชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมได้ยากลำบากนัก
ทางเลือกพลังงานที่มาแรง: ไฮบริดในฐานะ ‘ตัวกลาง’ ที่ตอบโจทย์
ขณะที่กลุ่มรถยนต์ทางเลือกอย่าง ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และไฮบริด (HEV) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากการเติบโตในปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มไฮบริดมีการขยายตัวสูงถึง 70% ในปี 2024 บริษัทประเมินว่า สาเหตุหลักมาจากรถยนต์กลุ่มนี้ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่พลังงานสะอาด นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับรถกลุ่มนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของผู้บริโภคต่อข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า
แผนกลยุทธ์ของผู้ผลิต: ปรับลดต้นทุน ท่ามกลางการเปิดตัวโมเดลใหม่
ในส่วนของบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงตั้งเป้ายอดขายปี 2026 ไว้ที่ 4,100 คัน โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 6 รุ่น ตลอดปีนี้ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์สันดาป (ICE) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับลดต้นทุนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการวิจัยและพัฒนา การผลิต และความพึงพอใจของผู้บริโภค โดยมีกำหนดเริ่มการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยช่วงเดือนมกราคม ปี 2026
บทบาทของผู้แทนจำหน่ายและซัพพลายเออร์: แรงผลักดันจากผู้นำเข้า
คุณณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีลี่ (Geely) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และยังไม่สามารถกลับสู่จุดคุ้มทุนได้เท่าช่วงก่อนการระบาดใหญ่ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะตอนนี้ทุกแบรนด์อยู่ในจุดที่ต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม
บริษัทเสนอแนะให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือตลาดรถยนต์ในด้านสินเชื่อ หรือมาตรการลดหย่อนภาษีจากการผ่อนชำระ โดยเฉพาะการนำเงินดาวน์รถยนต์ไปลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีกำลังซื้อ อีกทั้งมาตรการช่วยเหลือในกลุ่มรถกระบะ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปีนี้ คาดว่ายอดขายจะอยู่ในช่วงปลายหลักห้า (เช่น 90,000-99,000 คัน) แม้จะเคยคาดการณ์ไว้ว่าจะแตะหลักหกได้ตั้งแต่ปีที่แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม การที่ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของมาตรการสนับสนุน EV 3.5 น่าจะกระตุ้นให้เกิดการเติบโตในช่วงปลายปีได้ จากปัจจัยบวกจากหลายภาคส่วน
ในด้าน “สงครามราคา” ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากได้เริ่มต้นไปแล้ว แต่คาดว่าปีนี้จะลดความรุนแรงลง เนื่องจากหลายแบรนด์ได้ปรับกลยุทธ์การวางตำแหน่งราคา (Price Positioning) ร่วมกับการเปิดตัวโมเดลใหม่ โดยโมเดลที่มีราคาสูงจะมีการปรับลดลงมาให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น
ขณะที่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคเริ่มไม่เห็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์มากนัก ดังนั้น การสร้างความแตกต่างจึงเน้นไปที่การสร้างแบรนด์ การนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในบริการหลังการขายและเครือข่ายศูนย์บริการ
นอกจากนี้ แนวโน้มที่หลายแบรนด์มักเปิดตัวรถยนต์รุ่นเรือธงหรือโมเดลหลักในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ในประเทศไทยนั้น เนื่องจากแบรนด์จีนส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าทั้งคัน และรถ SUV ก็เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศจีน ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าได้เป็นอย่างดี
สำหรับแผนการสร้างการรับรู้แบรนด์ของจีลี่ (Geely) แม้จะเพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไม่นาน แต่เชื่อว่าแบรนด์นี้เป็นที่รับรู้ของลูกค้าในระดับหนึ่งแล้ว เป้าหมายหลักคือการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับแบรนด์ธนบุรีซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 84 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บริษัทกำลังพิจารณาเรื่องแผนการผลิตรถยนต์แบรนด์จีลี่ในประเทศเช่นกัน เนื่องจากบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ (TAAP) มีความเชี่ยวชาญในการประกอบรถยนต์อยู่แล้ว
มุมมองจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่: ความมั่นคงในกลุ่มรถยนต์นั่ง และการขยายสู่พลังงานทางเลือก
คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ประเมินว่า สัดส่วนตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 15% หรือราว 70,000-80,000 คัน จากยอดขายรถยนต์นั่งทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 13% ในปี 2024 ส่วนสถานการณ์สงครามราคานั้น คาดว่าจะทุเลาลงในปีนี้
ด้านแผนงานของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ปี 2026 บริษัทวางแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างน้อย 5 รุ่น โดยเน้นการขยายรุ่นย่อยของกลุ่มเรือธง และให้ความสำคัญกับการเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน

