ภูมิทัศน์รถยนต์ไทย 2025-2026: ยอดขายทรงตัว-แรงกดดันราคา-การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการ “ปรับฐาน” ของตลาดรถยนต์ไทยหลังผ่านยุค “ทองของอีวี” และความผันผวนจากปัจจัยลบต่างๆ แม้ภาพรวมยอดขายจะหดตัว แต่ก็เป็นจังหวะที่อุตสาหกรรมกำลังค้นหาจุดสมดุลใหม่ (New Equilibrium) โดยมีแรงกดดันจากยอดขายรถสันดาปที่ชะลอตัว แต่ตลาดอีวีเริ่มเข้าสู่ช่วง “ผู้รอรับ” (Early Adopters) ขณะที่รถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เติบโตโดดเด่นจากความกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน
ในระยะสั้นถึงกลาง บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย ตั้งแต่การเปิดตัวรุ่นใหม่ การเพิ่มรุ่นย่อย และการมุ่งเน้นสร้าง “การรับรู้แบรนด์” ที่แข็งแกร่งกว่าคู่แข่ง ท่ามกลางภาวะ “สงครามราคา” ที่เริ่มคลี่คลายลง
ส่วนภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะการพิจารณามาตรการสินเชื่อและภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค และการสนับสนุนภาคการผลิตรถกระบะซึ่งเป็นเซกเมนต์ใหญ่ของประเทศ
เนื้อหาฉบับเต็ม
การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเดินหน้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และประเทศไทยไม่ได้อยู่เหนือกฎเกณฑ์นี้ ในปี 2025 นี้ ผู้บริโภคไทยกำลังเผชิญกับตัวเลือกที่ซับซ้อนมากขึ้น ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านการแข่งขัน
สถานการณ์ตลาดรถยนต์ 2025-2026: ยอดขายทรงตัว ท่ามกลาง “ภาวะเปลี่ยนผ่าน”
ตามรายงานล่าสุดของ Marketeer ผู้บริหารจากหลายค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปี 2024 ที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการปรับฐาน และปี 2025 นี้ ตลาดรถยนต์นั่งและรถกระบะในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทาย แม้บริษัทจะพยายามปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือ
การหดตัวของยอดขาย: ภายใน 2 เดือนแรก (ม.ค. – ก.พ. 2025) ยอดขายรถใหม่ในประเทศไทยลดลงประมาณ 10% ส่งผลให้บริษัทคาดการณ์ยอดขายทั้งปี 2025 ถูกปรับลดลงจากระดับ 5.6 – 5.7 แสนคัน มาอยู่ที่ประมาณ 5.3 แสนคัน
ความต้องการรถสันดาป: ยังคงมีสัดส่วนสูงเนื่องจากปัจจัยด้านราคาและความคุ้นเคย
การกระตุ้นจากภาครัฐ: รัฐบาลยังคงมีบทบาทสำคัญในการพิจารณามาตรการสินเชื่อและภาษี เพื่อช่วยกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะในเซกเมนต์รถกระบะ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของตลาดไทย
เจาะลึกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV): จากยุค “บุกเบิก” สู่ยุค “ความท้าทาย”
ช่วงปี 2021-2023 ถือเป็นยุค “ทองของรถยนต์ไฟฟ้า” ที่มีแรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและกระแสความสนใจใหม่ๆ ของผู้บริโภค แต่ในปี 2025 สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป
ยอดขายทรงตัวระดับ 7 หมื่นคัน/ปี: ผู้บริหารหลายค่ายประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าหลังจากนี้จะทรงตัวอยู่ในช่วงประมาณ 7 หมื่นคันต่อปี เนื่องจากกลุ่ม “ผู้บุกเบิก” (Pioneers) ที่ตอบสนองต่อเทรนด์ใหม่ๆ ได้ถูกจับจองไปหมดแล้วใน 3 ปีที่ผ่านมา
การเข้าสู่ยุค “Early Adopters”: กลุ่มถัดไปที่จะเข้ามาขับเคลื่อนตลาดคือ “ผู้รอรับ” (Early Adopters) ซึ่งมีประมาณ 10% หรือราว 700,000 คนในตลาด พวกเขากำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจและรอให้ตลาดมีความเสถียรกว่านี้
เพดานสูงสุด 30%: บริษัทหลายแห่งประเมินว่า สัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะขยับขึ้นได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของตลาด เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐานและการใช้งานในชีวิตจริง
ความหลากหลายของพลังงานทางเลือก: ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มาแรง
ท่ามกลางความกังวลของผู้บริโภคต่อรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระยะทางการใช้งาน ทำให้รถยนต์พลังงานทางเลือกประเภทอื่นได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตของรถไฮบริด: รถยนต์ไฮบริดมีการขยายตัวสูงถึง 70% ในปี 2024 บริษัทประเมินว่าสาเหตุหลักมาจากการตอบโจทย์ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ของผู้บริโภค ซึ่งยังไม่พร้อมทิ้งรถยนต์สันดาป แต่ก็ต้องการประโยชน์จากความประหยัดพลังงานของระบบไฮบริด
นโยบายสนับสนุน: มาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลในรถกลุ่มนี้ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย
ความกังวลต่อรถอีวี: ความลังเลในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน (สถานีชาร์จ) และความกังวลด้านการบำรุงรักษา ทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลือกเทคโนโลยีที่ให้ความอุ่นใจมากกว่า
การรับมือของแบรนด์: แผนงานเปิดตัวรถใหม่และกลยุทธ์ “การรับรู้แบรนด์”
ผู้บริหารจากแบรนด์ต่างๆ ได้เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานเพื่อรับมือกับความท้าทายของตลาด
ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย)
คุณวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า:
เป้าหมายยอดขาย 2025: บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4,100 คัน
แผนการเปิดตัวรถใหม่: ตลอดปี 2025 จะมีการเปิดตัวรถยนต์ใหม่รวม 6 รุ่น ซึ่งจะมีทั้งรถยนต์อีวี, ไฮบริด และสันดาป โดยบริษัทจะมีการระมัดระวังในการนำเข้ารถยนต์
โรงงานประกอบรถยนต์: บริษัทกำหนดเริ่มการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยในเดือนมกราคม ปี 2026 โดยบริษัทได้ปรับลดต้นทุนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด แต่จะไม่กระทบต่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลิตและผู้บริโภค
จีลี่ (Geely) โดย ธนบุรีนอยสเติร์น
คุณณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด กล่าวว่า:
ความท้าทายต่อเนื่อง: ทิศทางตลาดรถยนต์ในไทยปีนี้ยังอยู่ในความท้าทายต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และยังไม่สามารถกลับไปสู่จุดก่อนโควิด-19 ได้ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะตอนนี้ทุกแบรนด์อยู่ในจุดคุ้มทุนแล้ว
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ: บริษัทคิดว่าภาครัฐควรพิจารณานโยบายช่วยเหลือตลาดรถยนต์ในเรื่องของสินเชื่อ หรือแนวทางการนำค่าผ่อนต่างๆ มาลดหย่อนภาษี อย่างการนำเงินดาวน์รถไปลดหย่อนภาษี ซึ่งบ่งบอกว่ากลุ่มลูกค้านี้มีกำลังซื้อ และจะเป็นหนึ่งในมาตรการที่เป็นไปได้และช่วยเหลือตรงจุด
การปรับตัวด้านราคา: สำหรับสงครามราคาที่เริ่มขึ้นแล้ว บริษัทมองว่าจะลดความรุนแรงลงในปีนี้ เนื่องจากหลายๆ แบรนด์ได้ใช้กลยุทธ์การจัดตำแหน่งราคากับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และโมเดลที่เคยเปิดตัวในราคาสูงก็จะมีการปรับราคาลงมาให้ถูกต้องมากขึ้น
ความแตกต่างของแบรนด์: ลูกค้าในตลาดรถยนต์อีวีจะเริ่มไม่ค่อยเห็นความต่างของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น การที่แบรนด์จะสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ คือการสร้างแบรนด์ หรือนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ประกอบกับการสร้างความเชื่อมั่นในบริการหลังการขาย
ตลาดรถเอสยูวี: ลูกค้าส่วนใหญ่ในตลาดรถยนต์อีวี นิยมรถยนต์ประเภทเอสยูวี (SUV) เนื่องจากรถแบรนด์จีนที่จำหน่ายในประเทศไทยมักเป็นการนำเข้าทั้งคัน และรถเอสยูวีก็เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศจีน ทั้งรถยนต์อเนกประสงค์สามารถตอบสนองการใช้งานหลากหลายทำให้คนนิยมเลือกซื้อใช้งาน
แผนงานการตลาด: ถึงแม้จะเพิ่งเข้ามาทำตลาดรถยนต์อีวีในไทย แต่เชื่อว่าจีลี่เป็นที่รับรู้

