
ส่องผลประกอบการยักษ์ใหญ่ อสังหาริมทรัพย์ไทย 2025: ลักซ์ชัวรี่ครองเมือง ท่องเที่ยวฟื้นหนุนตลาด
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพรวมผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการรายใหญ่บนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำปี 2567 ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพและความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ การวิเคราะห์ล่าสุดจาก พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เผยให้เห็นถึง 10 อันดับผู้ประกอบการที่ทำรายได้สูงสุด โดยมี แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์, และ ศุภาลัย ครองตำแหน่งสามอันดับแรก สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เทรนด์ลักซ์ชัวรี่มาแรง: ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในปี 2567-2568
สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษในปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงปี 2568 คือ การมุ่งเน้นขยายโครงการระดับ Luxury Real Estate และ Premium Property ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายราย แนวโน้มนี้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่จริงในกลุ่มลูกค้าระดับบน ซึ่งมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง คุณภาพการออกแบบ วัสดุ และบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม การลงทุนในโครงการประเภทนี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
นอกจากนี้ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย ยังเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ส่งผลดีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพสูงที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ภูเก็ต (Phuket Property), พัทยา (Pattaya Real Estate), เชียงใหม่ (Chiang Mai Condos), และ ขอนแก่น (Khon Kaen Property) ซึ่งยังคงมีความต้องการทั้งจากนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ที่พักตากอากาศ (Holiday Homes) และ คอนโดมิเนียม (Condominium Investment) สำหรับปล่อยเช่า สร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ
เจาะลึก 10 อันดับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย: ตัวเลขและกลยุทธ์
จากการรวบรวมข้อมูลผลประกอบการปี 2567 โดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พบว่าผู้ประกอบการชั้นนำยังคงมีศักยภาพในการบริหารจัดการท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย
แสนสิริ (Sansiri): รายได้รวม 39,205 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 5,253 ล้านบาท
แสนสิริยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยรายได้รวมเติบโตขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้กำไรสุทธิจะลดลงเล็กน้อย 13.3% มาอยู่ที่ 5,253 ล้านบาท แต่การเติบโตของรายได้ยังสะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การปรับพอร์ตโฟลิโอ มุ่งเน้นกลุ่ม ที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมและลักซ์ชัวรี่ (Premium & Luxury Homes) รวมถึงการลงทุนใน Strategic Locations ในเมืองท่องเที่ยวหลัก สัดส่วนยอดขายและยอดโอนของ บ้านเดี่ยว (Single House) และ ทาวน์โฮม (Townhouse) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขายคอนโดมิเนียมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand): รายได้รวม 37,460 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท
เอพี ไทยแลนด์ มีรายได้รวม 37,460 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท โดยรายได้ลดลง 2.4% และกำไรสุทธิลดลง 17.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า กลุ่มสินค้าแนวราบ โดยเฉพาะ บ้านแฝด (Twin House), ทาวน์โฮม (Townhome), และ บ้านเดี่ยว (Detached House) ยังคงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและสร้างยอดขายได้อย่างแข็งแกร่ง
ศุภาลัย (Supalai): รายได้รวม 31,985 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท
ศุภาลัย ประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้รวม 31,985 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% และกำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% โดยรายได้หลักมาจากโครงการที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทั้ง โครงการแนวราบ (Horizontal Projects) และ คอนโดมิเนียม (Condo Projects) ในทำเลสำคัญอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภูเก็ต, ชลบุรี, และเชียงใหม่
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (Land and Houses): รายได้รวม 28,151 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 5,491 ล้านบาท
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ รายได้รวม 28,151 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,491 ล้านบาท โดยรายได้ลดลง 6.7% และกำไรสุทธิลดลง 26.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน
พฤกษา (Pruksa): รายได้รวม 20,996 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 456 ล้านบาท
พฤกษา รายได้รวม 20,996 ล้านบาท ลดลง 19.7% และกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 79.3% เหลือ 456 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่มีความเปราะบาง บริษัทจำเป็นต้องใช้โปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายในภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
เอสซี แอสเสท (SC Asset): รายได้รวม 20,823 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 1,706 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท ทำรายได้รวม 20,823 ล้านบาท ลดลง 15.2% และกำไรสุทธิ 1,706 ล้านบาท ลดลง 31.3% สัดส่วนรายได้มาจากการขายโครงการแนวราบและแนวสูง แต่บริษัทกำลังขยายธุรกิจสู่การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจให้เช่าและบริการ รวมถึงรายได้ค่าที่ปรึกษาและการจัดการที่เพิ่มขึ้น
ออริจิ้น (Origin Property): รายได้รวม 11,985 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 1,052 ล้านบาท
ออริจิ้น มีรายได้รวม 11,985 ล้านบาท ลดลง 20.9% และกำไรสุทธิลดลง 61.3% เหลือ 1,052 ล้านบาท
แอสเซทไวส์ (Assetwise): รายได้รวม 9,941 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 1,457 ล้านบาท
แอสเซทไวส์ ทำผลงานโดดเด่นด้วยรายได้รวม 9,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.1% และกำไรสุทธิ 1,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 33.4% แสดงถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งในตลาด
ควอลิตี้เฮ้าส์ (Quality House): รายได้รวม 8,695 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 2,150 ล้านบาท
ควอลิตี้เฮ้าส์ รายได้รวม 8,695 ล้านบาท ลดลง 5.9% และกำไรสุทธิ 2,150 ล้านบาท ลดลง 14%
แอล.พี.เอ็น. (LPN Development): รายได้รวม 8,011 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 111 ล้านบาท
แอล.พี.เอ็น. รายได้รวม 8,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% แต่กำไรสุทธิลดลงถึง 69% เหลือ 111 ล้านบาท
โอกาสและความหวังสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568
สุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญกับความท้าทาย แต่ยังมีโอกาสและแนวโน้มที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการปรับตัวของผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเฉพาะ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการ ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโต
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ ประกอบด้วย:
การเติบโตของตลาดลักซ์ชัวรี่ (Luxury Segment Growth): ความต้องการในตลาดระดับบนยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ผนวกกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ที่จะสนับสนุนการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว (Tourism Recovery Impact): การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างโอกาสในการลงทุน โดยเฉพาะในทำเลท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, และขอนแก่น ที่ยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนและผู้ซื้อเพื่อการพักผ่อน
กลยุทธ์การปรับตัวของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer Adaptation Strategies): การออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น เทรนด์ Pet Friendly Housing ทั้งแนวราบและแนวสูง การพัฒนา คอนโดมิเนียมในเมือง (Urban Condos) และในเมืองท่องเที่ยว รวมถึงการยกระดับบริการที่จะส่งเสริมให้ อสังหาริมทรัพย์ไทย (Thai Property Market) มีมูลค่าเพิ่มและเป็นที่ต้องการอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ มาตรการจากภาครัฐยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนตลาด ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค การจับตาดูความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan-to-Value Ratio) โดยเฉพาะเงื่อนไขที่อาจส่งผลดีต่อการซื้อบ้านราคาสูง จะเป็นอีกแรงสนับสนุนที่สำคัญต่อภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568
อีกหนึ่งแรงกระเพื่อมสำคัญคือ งานมหกรรมบ้านและคอนโด (Home and Condo Expo) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอโครงการที่อยู่อาศัยและคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมาก โดยกลุ่มที่ได้รับความนิยมยังคงเป็น บ้านเดี่ยว (Detached Homes) ระดับกลาง, อาคารชุด (Condominiums), และ ทาวน์โฮม (Townhouses) ขณะที่ โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-use Projects) เริ่มกลับมาได้รับความสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ และความท้าทายที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ต้องเผชิญในการปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองกำลังซื้อในกลุ่มเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพ
หากคุณกำลังมองหาโอกาสการลงทุน หรือที่อยู่อาศัยที่ตรงใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมที่สุด!