
แถวหน้าวงการอสังหาฯ ไทย 2025: กลยุทธ์พลิกวิกฤตสู่โอกาส สร้างการเติบโตท่ามกลางความท้าทาย
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นบททดสอบที่เข้มข้นสำหรับผู้ประกอบการ แต่ภายใต้ความท้าทายดังกล่าว ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลายรายได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ สามารถปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดลักซ์ชัวรีและการขยายการลงทุนในทำเลศักยภาพสูง ส่งผลให้ภาพรวมของวงการยังคงมีสัญญาณเชิงบวกต่อเนื่องมาจนถึงปี 2565 และแนวโน้มนี้คาดว่าจะส่งต่อมายังปี 2568
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในฐานะผู้นำด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ได้เปิดเผยผลการวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวมผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำปี 2565 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวและการรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนได้อย่างมีชั้นเชิง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการที่สามารถสร้างรายได้สูงสุด 3 อันดับแรกในปี 2565 ได้แก่ แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์ และศุภาลัย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจที่โดดเด่น
กลยุทธ์ “ลักซ์ชัวรี” และ “ทำเลศักยภาพ” คือหัวใจสำคัญ
สิ่งที่น่าจับตาคือ กลยุทธ์หลักที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2565 และยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปี 2568 คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการในระดับลักซ์ชัวรี (Luxury Real Estate Investment) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทำเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐฯ ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยกระตุ้นความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต (Phuket Property), พัทยา (Pattaya Condos), เชียงใหม่ (Chiang Mai Real Estate) และขอนแก่น (Khon Kaen Development) ให้กลับมาคึกคักอย่างต่อเนื่อง
เจาะลึก 10 ผู้ประกอบการอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ 2565: ส่องผลงาน กลยุทธ์ และอนาคต
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะมาเจาะลึกผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 10 อันดับแรกในปี 2565 โดยพิจารณาทั้งรายได้และกำไรสุทธิ พร้อมวิเคราะห์กลยุทธ์ที่น่าสนใจของแต่ละบริษัท:
แสนสิริ (Siri): รายได้รวม 39,205 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 5,253 ล้านบาท
แสนสิริยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยรายได้รวมที่เติบโตขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า แม้กำไรสุทธิจะปรับลดลงเล็กน้อย 13.3% การเติบโตของรายได้นี้เป็นผลมาจากกลยุทธ์การปรับพอร์ตโฟลิโอที่มุ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าในระดับพรีเมียมและลักซ์ชัวรี รวมถึงการรุกขยายการลงทุนใน “Strategic Locations” ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ แสนสิริได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงและทำเลที่สะดวกสบาย (Prime Location Real Estate)
เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand): รายได้รวม 37,460 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท
เอพี ไทยแลนด์ ยังคงเดินหน้าสร้างผลงานที่ดี แม้รายได้รวมและกำไรสุทธิจะปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญที่ยังคงขับเคลื่อนเอพี ไทยแลนด์ คือกลุ่มสินค้าแนวราบ โดยเฉพาะบ้านแฝด ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า สะท้อนถึงความเข้าใจในความต้องการของตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัว และการนำเสนอโครงการที่เน้นการออกแบบที่ทันสมัย ฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
ศุภาลัย (Supalai): รายได้รวม 31,985 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท
ศุภาลัย เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม สามารถสร้างรายได้รวมที่เติบโตขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ โดยรายได้หลักมาจากโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมที่เข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ทุกทำเล กลยุทธ์การเข้าถึงตลาดในวงกว้าง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต และชลบุรี ทำให้ศุภาลัยยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่มองหาที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล (Affordable Housing Thailand)
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (Land and Houses): รายได้รวม 28,151 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 5,491 ล้านบาท
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ แม้จะมีการปรับลดลงของรายได้และกำไรสุทธิเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังคงเป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีชื่อเสียงในด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงมาอย่างยาวนาน การปรับตัวในสภาวะตลาดที่ท้าทายนี้ อาจเป็นช่วงเวลาของการทบทวนและวางแผนกลยุทธ์ใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต
พฤกษา (Pruksa): รายได้รวม 20,996 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 456 ล้านบาท
พฤกษา เผชิญกับความท้าทายอย่างมากในปี 2565 โดยเฉพาะการปรับลดลงของรายได้และกำไรสุทธิที่เห็นได้ชัด ปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และมาตรการสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อไม่สูงมากนัก การที่พฤกษาจำเป็นต้องใช้โปรโมชั่นด้านราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย สะท้อนถึงความพยายามในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัว
เอสซี แอสเสท (SC Asset): รายได้รวม 20,823 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 1,706 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท ได้มีการปรับลดลงของรายได้และกำไรสุทธิ แต่บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์ในการขยายสู่ธุรกิจที่มีรายได้ประจำ (Recurring Income) เช่น ธุรกิจให้เช่าและบริการ รวมถึงการเพิ่มรายได้จากค่าที่ปรึกษาและการจัดการ กลยุทธ์นี้เป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงและกระจายความเสี่ยงให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว
ออริจิ้น (Origin): รายได้รวม 11,985 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 1,052 ล้านบาท
ออริจิ้น เผชิญกับความท้าทายด้านรายได้และกำไรสุทธิที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 แต่ด้วยศักยภาพในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young Professional Housing) และการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการฟื้นตัวและเติบโตในอนาคต
แอสเซทไวส์ (Assetwise): รายได้รวม 9,941 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 1,457 ล้านบาท
แอสเซทไวส์ เป็นหนึ่งในบริษัทที่แสดงผลงานโดดเด่น ด้วยการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิที่น่าประทับใจ สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมในทำเลที่มีศักยภาพ และการนำเสนอฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง (Urban Condo Market)
ควอลิตี้เฮ้าส์ (Quality Houses): รายได้รวม 8,695 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 2,150 ล้านบาท
ควอลิตี้เฮ้าส์ แม้จะมีการปรับลดลงของรายได้และกำไรสุทธิ แต่ยังคงมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีชื่อเสียงในด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่เน้นคุณภาพและมาตรฐานสูง การบริหารจัดการต้นทุนและการรักษาคุณภาพของโครงการเป็นจุดแข็งที่จะช่วยให้บริษัทยังคงสามารถแข่งขันในตลาดได้
แอล.พี.เอ็น. (L.P.N.): รายได้รวม 8,011 ล้านบาท, กำไรสุทธิ 111 ล้านบาท
แอล.พี.เอ็น. มีการเติบโตของรายได้ แต่กำไรสุทธิปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ L.P.N. ในการรักษาความสามารถในการทำกำไร
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2568: โอกาสและความท้าทาย
คุณสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้สรุปปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ไว้ดังนี้:
การเติบโตของตลาดลักซ์ชัวรี (Luxury Real Estate Growth): ความต้องการในกลุ่มตลาดบนยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ดีเวลลอปเปอร์สามารถปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐฯ
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว (Tourism Sector Recovery): การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในทำเลท่องเที่ยวชั้นนำ เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, และขอนแก่น ซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ (Foreign Property Investment)
กลยุทธ์การปรับตัวของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer Adaptability): การออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เช่น เทรนด์ Pet Friendly (Pet-Friendly Condos) ทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง รวมถึงการพัฒนาโครงการในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา โดยเน้นการบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์
มาตรการภาครัฐฯ (Government Policies): การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand Interest Rate) จาก 2.25% เหลือ 2% ต่อปี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการ LTV (Loan-to-Value Ratio) ซึ่งหากมีการปรับลด LTV ในทุกระดับราคา จะส่งผลดีต่ออุปสงค์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ
งานมหกรรมบ้านและคอนโด (Home and Condo Expo): งานมหกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมากสะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวระดับกลาง อาคารชุด และทาวน์โฮม โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use Development) ก็เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ
แนวโน้มปี 2568: ก้าวข้ามความท้าทาย สู่การเติบโตที่ยั่งยืน
แม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะยังคงเผชิญกับความท้าทายอยู่บ้างในปี 2568 แต่ด้วยกลยุทธ์ที่เฉียบคมของผู้ประกอบการรายใหญ่ การตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐฯ และภาคการท่องเที่ยว ทำให้เรามองเห็นโอกาสในการเติบโตที่ชัดเจน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพสูง โครงการที่เน้นคุณภาพ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนหรือเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณในปี 2568 นี้ อย่าพลาดโอกาสในการศึกษาข้อมูลและพิจารณาทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน เพื่อการตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด