
ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ครึ่งปีแรก 2568: บทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้มีประสบการณ์ 10 ปี
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ เพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์หลัก” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การชะลอตัวในภาคส่วนนี้ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ครอบคลุมตั้งแต่ภาคการก่อสร้าง วัสดุ ไปจนถึงภาคการเงิน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของตลาดนี้มาโดยตลอด และสิ่งที่ปรากฏในงบการเงินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 40 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 นั้น เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึง “ความกลัวหนี้” ที่ฝังลึกในจิตใจของผู้บริโภคชาวไทย
ตัวเลขสะท้อนความกังวล: รายได้และกำไรที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจาก LWS Wisdom บริษัทวิจัยในเครือ L.P.N. Development PCL. เผยแพร่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568 (มกราคม – มิถุนายน) ของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง:
รายได้รวม: อยู่ที่ 131,217.08 ล้านบาท ลดลงถึง 15.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรสุทธิรวม: อยู่ที่ 8,369.92 ล้านบาท ลดลงถึง 37.17% โดยมีถึง 18 บริษัทที่รายงานผลประกอบการขาดทุน
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติทางการเงิน แต่คือ “กระจกสะท้อน” ที่ชัดเจนที่สุดถึงสภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้บริโภคจำนวนมากแสดงความลังเลที่จะก่อหนี้สินใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิต การตัดสินใจเลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่นี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยประกอบกัน
ปัจจัยกดดันกำลังซื้อ: หนี้ครัวเรือนสูง ดอกเบี้ยแพง และรายได้ที่เติบโตช้า
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่กำลังหดตัว เป็นผลพวงมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจทางการเงินของผู้คน:
ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง: ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ต้องจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการการเงินอย่างรัดกุม การก่อหนี้ก้อนใหม่เพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก
อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง: แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามบริหารจัดการอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้นทุนทางการเงินสำหรับการกู้ยืมในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่ผู้บริโภครู้สึกว่าเป็นภาระ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะยาว
การเติบโตของรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ: ในขณะที่ค่าครองชีพยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของรายได้เฉลี่ยของประชากรส่วนใหญ่ยังไม่สามารถก้าวทันได้ ทำให้กำลังซื้อโดยรวมถูกกดดัน
เมื่อปัจจัยเหล่านี้รวมกัน ความฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองสำหรับคนจำนวนมากต้องถูก “เลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนด” ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ: ภาพรวมรายได้และกำไร
การวิเคราะห์รายได้และกำไรของ 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่ติดอันดับสูงสุด สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการชะลอตัว แม้จะมีบางบริษัทที่สามารถรักษาหรือเพิ่มรายได้ได้ แต่โดยรวมแล้วตลาดกำลังเผชิญกับความท้าทาย:
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทำรายได้สูงสุด (ครึ่งปีแรก 2568)
เอพี ไทยแลนด์ (AP Thai): 17,786.61 ล้านบาท (ลดลง 0.33%) – แม้จะใกล้เคียงปีก่อน แต่ก็ยังอยู่ในช่วงทรงตัว
แสนสิริ (Sansiri): 15,677.66 ล้านบาท (ลดลง 19.44%) – ตัวเลขที่ลดลงอย่างชัดเจน บ่งชี้ถึงผลกระทบของตลาด
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (Land and Houses): 12,107.57 ล้านบาท (ลดลง 17.77%) – เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ
ศุภาลัย (Supalai): 10,667.34 ล้านบาท (ลดลง 16.70%) – การลดลงสะท้อนถึงภาพรวมตลาดที่อ่อนแอ
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (Frasers Property): 10,336.18 ล้านบาท (ลดลง 0.77%) – รักษาการทรงตัวได้ดี แต่ก็ยังไม่เติบโต
เอสซี แอสเสท (SC Asset): 7,891.04 ล้านบาท (ลดลง 8.77%) – การลดลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ยังคงมีแนวโน้มขาลง
สิงห์ เอสเตท (Singha Estate): 6,947.38 ล้านบาท (ลดลง 12.18%) – การชะลอตัวในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
พฤกษา (Pruksa): 6,944.37 ล้านบาท (ลดลง 29.59%) – หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ออริจิ้น (Origin Property): 4,998.72 ล้านบาท (ลดลง 24.83%) – แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการยอดขาย
พราว เรียล เอสเตท (Proud Real Estate): 3,773.78 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 111.52%) – เป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ แสดงถึงความสามารถในการปรับตัวและมีโครงการที่ตอบโจทย์ตลาด
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทำกำไรสูงสุด (ครึ่งปีแรก 2568)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: 2,212.48 ล้านบาท
แสนสิริ: 2,028.11 ล้านบาท
เอพี ไทยแลนด์: 1,870.04 ล้านบาท
ศุภาลัย: 1,509.27 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้: 1,192.82 ล้านบาท
ควอลิตี้เฮ้าส์ (Q House): 736.36 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท: 531.08 ล้านบาท
ออริจิ้น: 430.97 ล้านบาท
แอสเซท ไวส์ (Asset Wise): 399.89 ล้านบาท
จี แลนด์ (G Land): 230.97 ล้านบาท
การที่บริษัทชั้นนำหลายแห่งมีกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการทำกำไรที่ลดน้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับภาวะตลาดที่ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า
สินค้าคงค้าง: ความท้าทายของสต็อกที่เพิ่มขึ้น
นอกจากปัญหาด้านรายได้และกำไรแล้ว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญกับปัญหา “สินค้าคงค้าง” (Inventory) ซึ่งเป็นมูลค่ารวมของโครงการที่สร้างเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่ได้ และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
มูลค่าสินค้าคงค้างรวม: อยู่ที่ 725,404.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89%
แม้การเพิ่มขึ้นนี้อาจดูไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาพรวม แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าอุปทานยังคงมีอยู่มาก ในขณะที่อุปสงค์ลดลง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการสต็อกเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงินและลดความเสี่ยงในการด้อยค่าของสินทรัพย์
มุมมองจากผู้บริหาร: การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของตลาดในอนาคต:
“ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2568 และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นจากวิกฤติ และรอคอยวันที่จะกลับมาฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง”
มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในสภาวะปัจจุบัน และความจำเป็นในการวางแผนเพื่ออนาคต ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะเป็นผู้ที่คว้าโอกาสในการฟื้นตัวได้ก่อน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: มากกว่าที่คิด
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และยังเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่น ๆ โดยตรง เช่น:
ภาคแรงงานก่อสร้าง: การชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงานในภาคก่อสร้าง
ภาควัสดุก่อสร้าง: ความต้องการวัสดุก่อสร้างลดลงตามปริมาณโครงการใหม่
ภาคการเงิน: สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อเพื่อการอสังหาริมทรัพย์ก็ได้รับผลกระทบจากยอดขายและยอดโอนที่ลดลง
ดังนั้น การที่รายได้และกำไรของผู้ประกอบการลดลง พร้อมกับสต็อกสินค้าคงค้างที่สูงขึ้น จึงเป็นภาพสะท้อนของภาวะ “ความไม่มั่นใจ” ของผู้บริโภค ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
สถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์อาจกดดันต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมมากขึ้นในระยะต่อไป
ในปี 2568 นี้ ผู้ที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงนักลงทุนและผู้ที่กำลังวางแผนซื้อบ้าน ควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน ทำความเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนตลาด และวางแผนการเงินอย่างรัดกุม การศึกษาแนวโน้มตลาดอย่างต่อเนื่อง และการมองหาโอกาสในการลงทุนที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้
หากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจ หรือต้องการที่ปรึกษาด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าใจตลาดอย่างแท้จริง ติดต่อเราวันนี้ เพื่อร่วมค้นหาโซลูชันที่เหมาะสมกับเป้าหมายของท่าน