• Sample Page
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result

N0210080_ตอนจบ ตท ลงต วถ าไม สาม_part2

admin79 by admin79
September 27, 2025
in Uncategorized
0
N0210080_ตอนจบ ตท ลงต วถ าไม สาม_part2

แบรนด์ RS ของ Audi ฝังรากลึกลงไปในหัวใจของคนรักความแรงมานานแล้ว จากชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในวงการแรลลี่โลกยุค 70-80 แปรเปลี่ยนมาเป็นการสร้างชื่อเสียงในฐานะสุดยอดสำนักจูนรถของค่ายสี่ห่วง ที่มีสมรรถนะเท่าเทียมกับ BMW M และ Mercedes-Benz AMG แต่ทุกอย่างของ RS โดยเฉพาะการดำรงอยู่ในโลกแห่งยนตรกรรมนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกลาเวนเดอร์ และมีที่มาที่ไปไม่เหมือนกับชาวบ้าน! ก่อนจะไปพบกับรีวิวทดสอบ Audi RS4 Avant ลองมาดูความเป็นมาคร่าวๆ ของยานยนต์สปอร์ตในตระกูล RS กันครับ 

หลังจากความสำเร็จของ Audi S2 Coupé และรถซีดานสี่ประตูรุ่น S4 ที่มาจากรหัส ‘C4’ ดั้งเดิมในปี 1991 แบรนด์สี่ห่วงผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน ตัดสินใจที่จะผลักดันรถยนต์ประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มเติมไลน์ผลิต เอาไว้ต่อสู้กับ BMW M และ Mercedes-AMG ในปี 1994 แผนก Quattro GmbH ของ Audi ต้องการเปิดตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง ที่เน้นการตอบสนองมากกว่ารถรุ่นมาตรฐาน โดยพัฒนาและสร้างรถยนต์ที่มีศักยภาพการใช้งานที่ครอบคลุม ภายใต้แบรนด์ RS ซึ่งย่อมาจาก RennSport แปลตามตัวอักษรว่า ‘racing sport’

…

ปี 1994 Quattro GmbH ได้ให้กำเนิดรถยนต์ RS เป็นครั้งแรก ด้วยรถรุ่นพิเศษ RS2 Avant ซึ่งมีการพัฒนาร่วมกับแบรนด์ Porsche โดยใช้ล้อของ 911 รหัส 993 ไฟตัดหมอก และกระจกมองข้าง ระบบเบรกและระบบกันสะเทือน ที่ออกแบบโดยวิศวกรของ Porsche สำหรับ RS2 Avant เป็นรถที่มีศักยภาพสูงในยุคนั้น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ แบบแถวเรียง 5 สูบ ความจุ 2.2 ลิตร กำลัง 311 แรงม้า ติดตั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มีอัตราเร่งจาก 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง (0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ใน 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 163 ไมล์ต่อชั่วโมง (262 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) Audi ที่ติดป้าย RS คันแรกได้รับการพิสูจน์จากสื่อมวลชนและลูกค้า ว่าเป็นผู้นำเทรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงในยุคนั้น โดยมีห้องสำหรับ 4 คน พร้อมกระเป๋าเดินทาง และความสามารถในการไล่กวดรถสปอร์ตอย่าง Honda NSX และ Porsche 993 Carrera แบบเกาะติดท้ายสลัดยังไงก็ไม่หลุด! 

เทคนิคขั้นเทพในการจูนรถของ Audi Sport มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรุดหน้าอย่างรวดเร็ว หกปีต่อมา แพลตฟอร์มขนาดกลางแบบใหม่ของ Audi A4 รุ่น ‘B5’ วางรากฐานสำหรับอนุพันธ์ยานยนต์ที่เชื่อมโยงกับมอเตอร์สปอร์ตในเวอร์ชั่น S และ RS รุ่นถัดไป กลายเป็น RS4 Avant รหัส B5 โฉมแรกสุด มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จคู่ แบบ V6 ความจุ 2.7 ลิตร ปรับแต่งโดยพ่อมดในช็อปของสำนัก Cosworth RS4 รุ่นแรก ถูกปรับแต่งจนมีกำลัง 382 แรงม้า นอกเหนือจากเครื่องยนต์แล้ว RS4 B5 ยังเป็นโครงการแรกของ Audi ที่มีการลดการพึ่งพาเทคนิคต่างๆ ของ Porsche แล้วหันมาปรับแต่งรถทั้งคัน ตามแนวทางของตัวเองอย่างแท้จริง RS4 รุ่นแรกสุด เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.9 วินาที นับเป็นรถแวกอนท่ีมีฝีเท้าจัดจ้านมากในยุคนั้น จากประสิทธิภาพและศักยภาพในการใช้งานโดยรวม ทำให้ความต้องการ RS4 Avant B5 สูงมากจน Audi ต้องเพิ่มปริมาณการผลิตเป็นสองเท่า RS4 โฉมแรก ยุติสายการผลิตหลังจากนั้นเพียงหนึ่งปีในปี 2001 ตัวเลขยอดขายของ RS4 B5 ตั้งเอาไว้แค่ 3,000 คัน แต่ขายจริงมากกว่า 6,000 คัน จากความต้องการและใบสั่งซื้อที่เพิ่มเข้ามาตลอดอายุโมเดล 

…

ในปี 2002 Audi เปิดตัวโมเดลใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ RS นั่นคือรถแวกอนและซีดานไซส์กลาง RS6 ซึ่งมีพื้นฐานมาจากรถบ้านรุ่น A6 มีการปรับตัวถังให้ระบบอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น ฝากระโปรงทำจากอะลูมิเนียมรวมถึงการปรับแต่งระบบระบายไอเสียใหม่หมด ทำให้รถเอสเตทและซาลูนที่แปะตราสัญลักษณ์ RS มีความจริงจังดุดันมากกว่าเดิม อีกครั้ง สำนักจูนระดับโลก Cosworth จัดการกับเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.2 ลิตร พร้อมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์สองตัว เพื่อการอัปเกรดพลังงานสำหรับลูกค้าที่ต้องการรถรุ่นพิเศษ เครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ ถูกปรับแต่งจนมีกำลัง 444 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ tiptronic ห้าสปีดของ Audi เฟรมที่แข็งแกร่งกับระบบขับเคลื่อนทุกล้อของ RS6 ทำให้มันเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แค่ 4.7 วินาที

หลังจากนั้น รุ่น RS6 Plus ถูกเปิดตัวในปี 2007 โดยมีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 480 แรงม้า ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 174 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม RS6 C5 ยังมีชุดบังคับเลี้ยวที่ให้ความรู้สึกแปลกๆ และคลุมเครือ ทำให้ยอดขายของมันไม่ดีเท่าที่ควร 

…

หลังจากผ่านไปเพียง 18 เดือน Audi ก็หยุดสายการผลิต B7 ก่อนกำหนด จนถึงทุกวันนี้ RS4 B7 เป็นรถแวนที่มีสัดส่วนสวยงามและกลายเป็นที่จดจำของนักเลงรถสปอร์ตทั่วโลก ในเรื่องของการขับที่ลื่นไหล การควบคุมเฉียบคม พร้อมการจูนระบบส่งกำลังที่ยอดเยี่ยม

…

ปี 2008 Audi Sport RS เปิดตัว Audi RS6 ‘C6’ พร้อมด้วยเครื่องยนต์ V10 5.0 ลิตร เทอร์โบคู่ กำลัง 572 แรงม้า ซึ่งเป็นหอกข้างแคร่ที่คอยทิ่มแทง BMW M5 และ Mercedes E63 AMG ซึ่งเป็นคู่แข่งในสงครามแรงม้า ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในเวลานั้น แม้จะมีน้ำหนักลดลง แต่ RS6 ที่มีน้ำหนักมากถึง 2025 กิโลกรัม ก็ยังเร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.6 วินาที แม้ว่าจะมีการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในวงจรรวมที่ไม่ดี แต่เป็นรถแวนที่มีอัตราเร่งเร็วมาก สำหรับรถคันใหญ่ขนาดนี้ 

ปี 2008 Audi สร้างปรากฏการณ์ใหม่ โดยมุ่งไปที่การก้าวข้าม Porsche Cayman เมื่อทำการเปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นไอคอน TT RS ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามดุดันมากกว่า TT รุ่นมาตรฐาน ท่านั่งขับแบบรถแข่งที่เตี้ยกว่า TT รุ่นปกติ พร้อมสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ TT RS เป็นเครื่องจักรที่มีความดิบอยู่ในตัวตน เทคนิคในการจูน ถูกยักย้ายถ่ายเทมาจากการแข่งรถของแบรนด์สี่ห่วง โดยเฉพาะด้านความคงทน เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ แบบ 5 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร กำลัง 335 แรงม้า สวนกับ Porsche Cayman ได้อย่างสบายๆ 

ในปี 2012 TT RS plus ตามออกมาด้วยประสิทธิภาพที่สูงกว่า TT รุ่นที่มีกำลังสูงที่สุด ถูกเปิดตัวโดยอัปพลังขึ้นเป็น 355 แรงม้า มีการปลดล็อกความเร็วสูงสุดออกทำให้ TT RS plus ทำความเร็วได้ 174 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นครั้งแรก TT RS ขึ้นชื่อในเรื่องความเร็วและประหยัดเชื้อเพลิง แต่ระบบรองรับที่ทำออกมาสำหรับคุมม้า 355 ตัว ทำให้เกิดอาการสั่นสะเทือนบนถนนที่ไม่เรียบ ซึ่งมีอยู่ทุกที่ทั่วโลก!

ในปีเดียวกันนั้น Audi วางขายรถคันเล็กที่มีความดุดันมากเป็นพิเศษ RS3 ที่เปิดตัวในปี 2012 วางเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบ 5 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร ซึ่งหยิบยืมมาจากหัวใจของ TT RS เครื่องยนต์จับคู่กับกระปุกเกียร์คลัตช์คู่เจ็ดสปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน Quattro หลังจากออกขาย RS3 ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นรถแฮตช์แบ็กที่มีสมรรถนะเหนือชั้นกว่ารถคู่แข่ง แม้จะมีลักษณะพิเศษ บวกความสามารถของการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนแบบไดนามิกของ RS3 ได้รับการลดทอนลง จากชุดบังคับเลี้ยวที่มีการตอบสนองเฉื่อยชาเกินไป และการขาดความเฉียบคมของแชสซี เรื่องนี้ แผนก RS ต้องทำการบ้านอย่างหนักหน่วงเพื่อปรับซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมและสั่งงานระบบบังคับเลี้ยวให้ดีขึ้นกว่าเดิมจนประสบความสำเร็จในที่สุด

ปี 2012 Quattro GmbH ได้เปลี่ยนกลับไปใช้รูปแบบดั้งเดิมสำหรับ RS4 ใหม่ โดยเปิดตัวแค่เวอร์ชัน Avant หรือพูดง่ายๆ ว่า RS4 จะมีให้เลือก เฉพาะตัวถังแวกอนเท่านั้น ยุคของเครื่องยนต์ไซส์ยักษ์ ทำให้ Audi นำเครื่องยนต์ V8 มายัดลงไปในห้องเครื่องของ RS4 กระแสบ้าเครื่องใหญ่ ทำให้เครื่องยนต์ของ RS4 Avant รุ่นนี้ มีความจุ 4.2 ลิตร ฝาสูบแบบ V8 ให้กำลัง 444 แรงม้า แผนก RS ยังใช้เครื่องยนต์รุ่นนี้กับ RS5 Coupe โดยมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.7 วินาที ในขณะที่ความเร็วสูงสุดถูกจำกัด ไว้ที่ 155 ไมล์ต่อชั่วโมง (250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ออปชั่นพิเศษปลดล็อกความเร็วเป็น 174 ไมล์ต่อชั่วโมง (280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ออปชั่นดังกล่าวรวมถึงการปรับแต่งหลากหลายระดับ ทำออกมาสำหรับลูกค้าที่ชอบสมรรถนะด้านความเร็วมากเป็นพิเศษ

ในปีนั้นยังมีการเปิดตัว RS6 รหัส C7 โดย Audi ยกเลิกขุมพลัง V10 อันทรงพลังของ RS6 รุ่นก่อน เพื่อรองรับเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบ V8 เทอร์โบคู่ ความจุ 4.0 ลิตร ที่มีการลดขนาดความจุลง โดยยังคงให้กำลังสูงถึง 553 แรงม้า แม้จะมีความจุเครื่องยนต์ที่เล็กลง RS6 C7 เร็วกว่ารุ่นก่อน มันสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 ใน 3.9 วินาที และผ่านระยะควอเตอร์ไมล์ ช้ากว่า Porsche 997 GT2 นิดเดียวเท่านั้น RS7 C7 ซึ่งใช้ระบบขับเคลื่อนแบบเดียวกัน ถูกเปิดตัวตามออกมาหลังจากนั้นไม่นาน 

ปี 2013 Audi Sport RS ได้ขยายไลน์อัป ยกระดับประสิทธิภาพการขับเคลื่อนไปยังยานยนต์สี่ห่วงในกลุ่ม SUV เป็นครั้งแรก ด้วยการเปิดตัว RS Q3 สปอร์ตครอสโอเวอร์ เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง อัดอากาศด้วยเทอร์โบ แบบ 5 กระบอกสูบ ความจุ 2.5 ลิตร เป็นขุมกำลังรุ่นเดียวกับที่ประจำการอยู่ใน RS3 และ TT RS มีกำลัง 335 แรงม้า ในรูปแบบเริ่มต้น ก่อนที่จะถูกผลักดันต่อเป็น 362 แรงม้า ใน RS Q3 Performance guise ในเวลานั้น มีรถ SUV ที่ร้อนแรงเพียงไม่กี่รุ่นทำให้ RS Q3 กลายเป็นผู้นำเทรนด์ไปโดยปริยาย 

ปี 2016 สำนักจูน Quattro GmbH ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Audi Sport อย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือรถ RS5 Coupe ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ V6 ความจุ 2.9 ลิตร กำลัง 444 แรงม้า จากกฎข้อบังคับของทางการยุโรป ในด้านการปล่อยมลพิษ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าของการเปิดตัวรถใหม่ในสหราชอาณาจักร ทั้งรุ่น Coupe และ Sportback วางจำหน่ายในปี 2019 ส่วนรุ่น S ที่มีศักยภาพน้อยกว่า หันไปเล่นกับเครื่องดีเซล V6 พร้อมระบบ Mild Hybrid 48V กำลัง 345 แรงม้า จากความพยายามของ Audi ในการที่จะรักษาประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เอาไว้ โดยมีการปรับปรุงให้เครื่องใหม่ผ่านกฎหมายการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ 

Previous Post

N0210078_แฟนด ตก ตาม_part2

Next Post

N0210067_เด กพ อค อแฟนของล_part2

Next Post
N0210067_เด กพ อค อแฟนของล_part2

N0210067_เด กพ อค อแฟนของล_part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N2602061 ทธ อะไรมาว าอ วน ไปอ วนในต บข าวแกเหรอ part2 | Viviann Vanzant
  • N2602058 ยอดขายหน เพ ออนาคตครอบคร part2 | Viviann Vanzant
  • N2602062 ชายท เก องม หญ งข างกายท เก งด วย part2 | Viviann Vanzant
  • N2602059 เห นคนอ อนแอกว าเป นขนม ดท ายขมปากเลย part2 | Viviann Vanzant
  • N2602060 วางแผนมาอย างด ดท ายทำไม ลง part2 | Viviann Vanzant

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.