
ชะลอตัวภาคอสังหาฯ ครึ่งปีแรก 2568: สะท้อนความเปราะบางเศรษฐกิจไทยและความกังวลหนี้สินของผู้บริโภค
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 สะท้อนถึงสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจน โดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 40 แห่ง พบว่ารายได้รวมลดลงถึง 15.21% และกำไรสุทธิร่วงกว่า 37.17% ข้อมูลนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในงบการเงิน แต่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของสภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและความกังวลของผู้บริโภคต่อการก่อหนี้สินใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ปัจจัยกดดันกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค:
สถานการณ์ปัจจุบันมีปัจจัยหลักหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค:
รายได้เติบโตช้า: การเติบโตของรายได้ครัวเรือนที่ไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ ทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ระยะยาว
หนี้ครัวเรือนสูง: ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยกดดันสำคัญ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงภาระและความเสี่ยงในการเพิ่มหนี้สินใหม่
อัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง: แม้จะมีความคาดหวังว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในการกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความฝันในการมีบ้านหรือคอนโดมิเนียมของผู้บริโภคหลายรายต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
ภาพรวมผลประกอบการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 40 แห่ง (ม.ค. – มิ.ย. 2568):
ข้อมูลจาก LWS Wisdom บริษัทวิจัยในเครือ แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) แสดงให้เห็นถึงผลประกอบการของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ดังนี้:
รายได้รวม: 131,217.08 ล้านบาท ลดลง 15.21%
กำไรสุทธิ: 8,369.92 ล้านบาท ลดลง 37.17%
จำนวนบริษัทที่ขาดทุน: 18 บริษัท
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำรายได้สูงสุด:
เอพี ไทยแลนด์: 17,786.61 ล้านบาท (ลดลง 0.33%)
แสนสิริ: 15,677.66 ล้านบาท (ลดลง 19.44%)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: 12,107.57 ล้านบาท (ลดลง 17.77%)
ศุภาลัย: 10,667.34 ล้านบาท (ลดลง 16.70%)
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย): 10,336.18 ล้านบาท (ลดลง 0.77%)
เอสซี แอสเสท: 7,891.04 ล้านบาท (ลดลง 8.77%)
สิงห์ เอสเตท: 6,947.38 ล้านบาท (ลดลง 12.18%)
พฤกษา เรียลเอสเตท: 6,944.37 ล้านบาท (ลดลง 29.59%)
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้: 4,998.72 ล้านบาท (ลดลง 24.83%)
พราว เรียลเอสเตท: 3,773.78 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 111.52%)
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำกำไรสูงสุด:
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์: 2,212.48 ล้านบาท
แสนสิริ: 2,028.11 ล้านบาท
เอพี ไทยแลนด์: 1,870.04 ล้านบาท
ศุภาลัย: 1,509.27 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย): 1,192.82 ล้านบาท
ควอลิตี้เฮ้าส์: 736.36 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท: 531.08 ล้านบาท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้: 430.97 ล้านบาท
แอสเซท ไวส์: 399.89 ล้านบาท
จี แลนด์: 230.97 ล้านบาท
สต็อกคงค้างที่น่ากังวล:
สถานการณ์การขายโครงการที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว ส่งผลให้มูลค่าสินค้าคงค้าง (Inventory) และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่ารวมสูงถึง 725,404.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดถึงความท้าทายในการระบายสต็อกและยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าว
มุมมองจากผู้บริหารและแนวโน้มอนาคต:
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มองว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2568 และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและการฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ พร้อมเตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
ความสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเศรษฐกิจไทย:
ภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง แรงงาน และภาคการเงิน การชะลอตัวของรายได้และกำไรของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับมูลค่าสต็อกคงค้างที่สูงขึ้น จึงเป็นภาพสะท้อนของภาวะ “ความไม่มั่นใจ” ของผู้บริโภคที่ไม่กล้าก่อหนี้ในช่วงเวลานี้
บทสรุปและสิ่งที่ต้องติดตาม:
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังไม่ถือว่าเป็นวิกฤต แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อไม่ฟื้นตัว การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาวได้ การบริหารจัดการความเสี่ยง การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
หากคุณเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่กำลังวางแผนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การทำความเข้าใจถึงพลวัตของตลาด แนวโน้มเศรษฐกิจ และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบ จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคว้าโอกาสในการเติบโตในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ