
วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ไทย ครึ่งปีแรก 2568: ท่ามกลางความกลัวหนี้และการปรับตัวของผู้ประกอบการ
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยรายได้และกำไรสุทธิของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความกังวลของผู้บริโภคที่ไม่กล้าตัดสินใจก่อหนี้ใหม่ แม้จะเป็นการลงทุนในปัจจัยพื้นฐานของชีวิตอย่างที่อยู่อาศัย
ข้อมูลจาก LWS Wisdom บริษัทวิจัยในเครือ L.P.N. Development Public Company Limited (LPN) ชี้ว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) งบการเงินรวมของ 40 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 131,217.08 ล้านบาท ลดลงถึง 15.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้น กำไรสุทธิกลับลดลงอย่างน่าใจหายถึง 37.17% โดยมีถึง 18 บริษัทที่รายงานผลประกอบการขาดทุน ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญ
ปัจจัยลบที่รุมเร้า: ความกลัวหนี้, กำลังซื้อหดหาย, และดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงานทางการเงินของผู้ประกอบการ แต่เปรียบเสมือน “กระจกเงาสะท้อน” บรรยากาศเศรษฐกิจไทยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเปราะบาง ผู้บริโภคจำนวนมากแสดงความลังเลในการก่อหนี้ใหม่ สาเหตุหลักมาจากความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม การเติบโตของรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง ทำให้ความฝันในการมีบ้านหรือคอนโดมิเนียมถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ภาวะดังกล่าวส่งสัญญาณชัดเจนว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกำลังหดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ที่สำคัญ การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ภาคส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง แรงงาน ไปจนถึงภาคการเงิน สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะ “ความกลัวหนี้” ที่กำลังกัดกินกำลังซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำรายได้สูงสุด: การบ้านของผู้นำตลาด
แม้ภาพรวมตลาดจะเผชิญแรงกดดัน แต่ก็ยังมีบริษัทที่ยังคงรักษาความสามารถในการทำรายได้ไว้ได้ โดย 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำรายได้สูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 มีดังนี้:
เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand Plc): 17,786.61 ล้านบาท (ลดลง 0.33%)
แสนสิริ (Sansiri Plc): 15,677.66 ล้านบาท (ลดลง 19.44%)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (Land and Houses Plc): 12,107.57 ล้านบาท (ลดลง 17.77%)
ศุภาลัย (Supalai Plc): 10,667.34 ล้านบาท (ลดลง 16.70%)
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (Frasers Property (Thailand) Plc): 10,336.18 ล้านบาท (ลดลง 0.77%)
เอสซี แอสเสท (SC Asset Corporation Plc): 7,891.04 ล้านบาท (ลดลง 8.77%)
สิงห์ เอสเตท (Singha Estate Plc): 6,947.38 ล้านบาท (ลดลง 12.18%)
พฤกษา (Pruksa Holding Plc): 6,944.37 ล้านบาท (ลดลง 29.59%)
ออริจิ้น (Origin Property Plc): 4,998.72 ล้านบาท (ลดลง 24.83%)
พราว เรียล เอสเตท (Proud Real Estate Plc): 3,773.78 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 111.52%)
จะเห็นได้ว่าเกือบทุกบริษัทในกลุ่มผู้นำตลาดมีรายได้ที่ปรับตัวลดลง ยกเว้นเพียง พราว เรียล เอสเตท ที่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปรับกลยุทธ์และหาโอกาสใหม่ ๆ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำกำไรสูงสุด: การแข่งขันที่เข้มข้นและผลกระทบต่อbottom line
ในส่วนของกำไรสุทธิ การแข่งขันยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น โดย 10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำกำไรสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 มีดังนี้:
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (Land and Houses Plc): 2,212.48 ล้านบาท
แสนสิริ (Sansiri Plc): 2,028.11 ล้านบาท
เอพี ไทยแลนด์ (AP Thailand Plc): 1,870.04 ล้านบาท
ศุภาลัย (Supalai Plc): 1,509.27 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (Frasers Property (Thailand) Plc): 1,192.82 ล้านบาท
ควอลิตี้เฮ้าส์ (Quality Houses Plc): 736.36 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท (SC Asset Corporation Plc): 531.08 ล้านบาท
ออริจิ้น (Origin Property Plc): 430.97 ล้านบาท
แอสเซท ไวส์ (Asset Wise Plc): 399.89 ล้านบาท
จี แลนด์ (Grand Canal Land Plc): 230.97 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรักษาอัตรากำไรท่ามกลางยอดขายที่ชะลอตัว
สินค้าคงค้างสูง: สัญญาณเตือนของสต็อกที่รอการระบาย
นอกเหนือจากรายได้และกำไรที่ลดลง ปัญหาอีกประการที่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญคือปริมาณสินค้าคงค้างที่ยังคงอยู่ในระดับสูง มูลค่ารวมของโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมที่ยังขายไม่ออก บวกกับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 725,404.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.89% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แม้การเพิ่มขึ้นจะไม่มากนัก แต่เมื่อพิจารณาจากยอดขายที่ชะลอตัว ก็ถือเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับผู้ประกอบการ
การปรับตัวของผู้ประกอบการ: ความหวังท่ามกลางวิกฤต
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2568 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและฟื้นตัวในระยะต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างรอบคอบ เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ และเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
อนาคตเศรษฐกิจไทย: ภาคอสังหาฯ คือดัชนีชี้วัดสำคัญ
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง แรงงาน รวมถึงภาคการเงิน การที่รายได้และกำไรของผู้ประกอบการชะลอตัวลง พร้อมกับปริมาณสต็อกคงค้างที่สูงขึ้น จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของภาวะ “ความไม่มั่นใจ” ของผู้บริโภคที่กำลังหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ในช่วงเวลานี้
แม้สถานการณ์ปัจจุบันอาจยังไม่ใช่สัญญาณของวิกฤติเศรษฐกิจโดยตรง แต่ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว การชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์นี้อาจส่งผลกดดันต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมให้ชะลอตัวลงไปอีกในระยะยาว
อนาคตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยนั้นขึ้นอยู่กับการปรับตัวอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการ การส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุด และที่สำคัญที่สุดคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับมากล้าลงทุนอีกครั้ง
คุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ใช่ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายนี้หรือไม่? หรือคุณคือผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแนวทางในการปรับกลยุทธ์เพื่อพิชิตวิกฤต? ร่วมสำรวจโอกาสและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อก้าวผ่านความท้าทายและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน!