
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยครึ่งปีแรก 2568: จับตาการแข่งขันของมหาอำนาจวงการอสังหาฯ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยมานานกว่าทศวรรษ การเฝ้าสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของตลาด โดยเฉพาะการเปิดตัวโครงการใหม่ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าใจพลวัตของธุรกิจที่อยู่อาศัย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย AREA โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย นำเสนอภาพรวมที่น่าสนใจยิ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวของอำนาจทางการตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และทิศทางการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ
การครอบงำของ 10 ผู้เล่นหลัก: สะท้อนถึงโครงสร้างตลาดที่แข็งแกร่ง
ข้อมูลจากการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ช่วงครึ่งปีแรก 2568 ชี้ให้เห็นถึงการเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 15,452 หน่วย มูลค่าโครงการสูงถึง 110,820 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 7.172 ล้านบาทต่อหน่วย ตัวเลขนี้บ่งบอกถึงการปรับตัวขึ้นของราคาเฉลี่ย ซึ่งสวนทางกับภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ 10 บริษัท สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 71% ของมูลค่าการลงทุนรวม สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและอิทธิพลของ “บิ๊กแบรนด์” ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ผู้ประกอบการรายใหญ่แต่ละรายต่างมีจุดแข็งและกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป บางรายอาจเป็นผู้นำในตลาดบ้านหรู (ราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป) บางรายเน้นความยั่งยืนในการพัฒนาโครงการ บางรายชำนาญตลาดต่างจังหวัด หรือบางรายก็โดดเด่นในตลาดคอนโดมิเนียมริมหาด อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ของ AREA ในครั้งนี้ เน้นไปที่ “มูลค่าการลงทุน” และ “จำนวนหน่วยลงทุน” ซึ่งทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ใครคือผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด
จำนวนหน่วยลงทุน: “แสนสิริ” นำทัพ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ตอบโจทย์
ในแง่ของจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่ บมจ.แสนสิริ ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยการเปิดตัวถึง 1,847 หน่วย คิดเป็น 12% ของตลาดรวม การพัฒนาโครงการจำนวนมากนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตลาดและความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมที่มีราคาเฉลี่ย 5.695 ล้านบาท การเปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 10,519 ล้านบาท แสดงถึงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตามมาด้วย บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ที่เปิดตัว 1,661 หน่วย, บมจ.แอสเซทไวส์ 1,355 หน่วย, บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท 929 หน่วย และ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น 875 หน่วย การแข่งขันในกลุ่มนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น แสดงให้เห็นว่าแม้ในสภาวะที่กำลังซื้อชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง
มูลค่าการลงทุน: “เอพี (ไทยแลนด์)” โชว์ศักยภาพ ก้าวสู่ผู้นำด้านมูลค่า
พลิกมาดูในมิติของ “มูลค่าการลงทุน” บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้วยมูลค่าการเปิดขายโครงการใหม่ถึง 21,085 ล้านบาท คิดเป็น 19% ของมูลค่าตลาดรวม การพัฒนาโครงการ 1,661 หน่วย ของเอพี (ไทยแลนด์) มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงถึง 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดรวม สะท้อนถึงการมุ่งเน้นไปที่โครงการที่มีมูลค่าสูง หรือทำเลที่มีศักยภาพ
อันดับรองลงมาในด้านมูลค่า ได้แก่ บมจ.แสนสิริ 10,519 ล้านบาท, บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น 10,362 ล้านบาท, บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 8,230 ล้านบาท และ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ 8,230 ล้านบาท การแข่งขันในกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงการขับเคี่ยวของผู้เล่นรายใหญ่ในการนำเสนอโครงการที่มีมูลค่าสูง เพื่อตอบรับกับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่ยังคงมีความต้องการอยู่
ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย: “เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” สร้างปรากฏการณ์ “มหาเศรษฐี”
จุดเด่นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีแรก 2568 คือ “มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วย” ซึ่งยิ่งนับวันราคาก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวโครงการเพียง 1 โครงการ จำนวน 45 หน่วย แต่มีมูลค่ารวมสูงถึง 4,559 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยพุ่งทะยานไปถึง 101.3 ล้านบาท ถือเป็นสถิติที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
ขณะที่ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็มีราคาเฉลี่ยสูงสุดใน 10 อันดับแรก อยู่ที่ 20.627 ล้านบาท ต่อหน่วย บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมักจะเป็น “แชมป์” ในการพัฒนาสินค้าราคาสูง ก็ยังคงรักษาตำแหน่งไว้ได้ โดยมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วย 11.843 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียมผสมผสานกับการพัฒนาบ้านในเซ็กเมนต์อัลตราลักเซอรี่
อนาคตตลาดบ้านซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่: การแข่งขันด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วยครึ่งปีหลัง 2568
การเปิดตัว “SONLE Residences” แบรนด์บ้านซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ของ SC Asset ซึ่งมีจำนวนเพียง 5 หลัง แต่มีราคาขายตั้งแต่ 260-400 ล้านบาทต่อหลัง ถูกยกยอดไปเป็นสถิติสูงสุดของการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ปรากฏการณ์นี้จะยิ่งผลักดันให้ตลาดบ้านซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่มีการแข่งขันด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอย่างดุเดือด สร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบน
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
จากข้อมูลข้างต้น เราเห็นได้ชัดเจนว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ยังคงถูกขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการจำนวนมากและมูลค่าสูง การที่ 10 บริษัทแรกสามารถครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% สะท้อนถึงการกระจุกตัวของอำนาจและความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งในด้านการเงิน การตลาด และการพัฒนาโครงการ
แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจอาจมีความผันผวนและกำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มอาจลดลง แต่ตลาดในระดับบน โดยเฉพาะโครงการที่มีราคาสูง ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ความสำคัญ การแข่งขันที่เข้มข้นในทุกมิติ ทั้งจำนวนหน่วย มูลค่าการลงทุน และราคาเฉลี่ยต่อหน่วย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการตัดสินใจ ควรพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งทำเล ศักยภาพของโครงการ ผู้พัฒนา และแนวโน้มของตลาดในแต่ละเซ็กเมนต์ เพื่อให้การลงทุนของคุณบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
หากท่านเป็นนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในการขยายพอร์ตการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพื่อประกอบการตัดสินใจ โปรดติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568