
เจาะลึกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2568: ผู้นำการลงทุนและผู้พัฒนาที่โดดเด่น
การประเมินมูลค่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) ได้เผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม ชี้ให้เห็นถึงการกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดบน ขณะที่ตลาดระดับกลางถึงล่างเผชิญความท้าทายในการเข้าถึงสินเชื่อ
ในภาพรวม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งถือเป็นสมรภูมิที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีการเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 15,452 หน่วย คิดเป็นมูลค่าโครงการกว่า 110,820 ล้านบาท หรือมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 7.172 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเติบโตของราคาเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค และความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภค
การกระจุกตัวของตลาด: 10 บริษัทใหญ่ครองส่วนแบ่งกว่า 70%
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ปรากฏในรายงานคือ การกระจุกตัวของส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ 10 อันดับแรก โดยพบว่า 10 บริษัทชั้นนำนี้สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการขับเคลื่อนตลาดของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
เมื่อพิจารณาในมิติของ “จำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่” พบว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 จำนวนยูนิตที่เปิดตัวใหม่โดย 10 บริษัทชั้นนำมีมากถึง 10,324 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 67% ของตลาดรวมทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า เกินกว่า 2 ใน 3 ของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ที่เปิดตัวในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลนั้น มาจากผู้พัฒนา 10 รายนี้
ในส่วนของ “มูลค่าการลงทุนใหม่” แนวโน้มยิ่งเด่นชัดขึ้น โดย 10 บริษัทชั้นนำได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนในการเปิดตัวโครงการใหม่รวมเป็นมูลค่าถึง 72,219 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 71% ของมูลค่าตลาดรวม 110,820 ล้านบาท การที่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากถึงเกือบ 3 ใน 4 ของมูลค่าการลงทุน สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจในการเข้าถึงแหล่งทุน การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และความได้เปรียบในการแข่งขันด้านการตลาดและการขาย
“แสนสิริ” นำทัพในด้านปริมาณหน่วย เปิดตัวสูงสุด 1,847 ยูนิต
เมื่อเจาะลึกรายบริษัท “บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)” สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 โดยได้เปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 1,847 ยูนิต คิดเป็น 12% ของจำนวนยูนิตเปิดขายใหม่ทั้งหมดในตลาด
แสนสิริได้พัฒนาโครงการรวมมูลค่า 10,519 ล้านบาท จากการเปิดตัว 7 โครงการใหม่ โดยมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 5.695 ล้านบาท การที่แสนสิริสามารถเปิดตัวโครงการจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ในการกระจายความเสี่ยง และการตอบสนองความต้องการของตลาดในหลากหลายทำเลและรูปแบบ
ตามมาด้วยบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อื่นๆ ที่มีผลงานโดดเด่นในด้านจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ ได้แก่
อันดับ 2: บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดตัว 1,661 หน่วย
อันดับ 3: บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดตัว 1,355 หน่วย
อันดับ 4: บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด เปิดตัว 929 หน่วย
อันดับ 5: บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดตัว 875 หน่วย
การจัดอันดับนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้ประกอบการเหล่านี้ในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ และตอบสนองอุปสงค์ของตลาดที่ต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก
“เอพี (ไทยแลนด์)” ผงาดผู้นำมูลค่าการลงทุน เปิดตัว 21,085 ล้านบาท
ในขณะที่แสนสิริครองความเป็นหนึ่งด้านจำนวนหน่วยเปิดขาย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้าน “มูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่” โดยมีมูลค่าโครงการที่เปิดตัวรวมสูงถึง 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าตลาดรวม
แม้เอพี (ไทยแลนด์) จะเปิดตัวที่อยู่อาศัยจำนวน 1,661 ยูนิต แต่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดรวมอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งเน้นพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าสูงขึ้น หรือการมีส่วนผสมของโครงการที่มีราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ย
บริษัทที่ตามมาในด้านมูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่:
อันดับ 2: บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มูลค่าเปิดตัวใหม่ 10,519 ล้านบาท
อันดับ 3: บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าเปิดตัวใหม่ 10,362 ล้านบาท
อันดับ 4: บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าเปิดตัวใหม่ 8,230 ล้านบาท
อันดับ 5: บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มูลค่าเปิดตัวใหม่ 8,230 ล้านบาท
การที่เอพี (ไทยแลนด์) สามารถสร้างมูลค่าการลงทุนได้สูงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งชี้ถึงกลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง หรือการพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งสามารถตั้งราคาขายได้ตามมูลค่าที่แท้จริง
ตลาดอัลตราลักชัวรี่: “เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” สร้างสถิติราคาเฉลี่ย 101.3 ล้านบาท
อีกหนึ่งสีสันที่โดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 คือ การพุ่งสูงของ “มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วย” ในกลุ่มโครงการระดับไฮเอนด์และอัลตราลักชัวรี่ ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการของตลาดในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง และความสามารถของผู้พัฒนาในการสร้างสรรค์โครงการที่มีมูลค่าและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 1 โครงการ แต่มีมูลค่าโครงการรวมถึง 4,559 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยในโครงการนี้พุ่งสูงถึง 101.3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้พัฒนาโครงการที่มีราคาเฉลี่ยสูงสุดในกลุ่ม 10 อันดับแรก อยู่ที่ 20.627 ล้านบาท
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาตำแหน่ง “แชมป์” ในการพัฒนาสินค้าราคาแพงอย่างสม่ำเสมอ โดยในช่วงครึ่งปีแรก มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม
อย่างไรก็ตาม ภาพที่น่าตื่นเต้นที่สุดของตลาดอัลตราลักชัวรี่อาจรออยู่ในครึ่งปีหลัง จากปรากฏการณ์การเปิดตัวบ้านในเซ็กเมนต์ซูเปอร์ลักชัวรี่ ภายใต้แบรนด์ “SONLE Residences” จำนวนเพียง 5 หลัง แต่มีราคาขายสูงถึงหลังละ 260-400 ล้านบาท โครงการนี้คาดว่าจะผลักดันให้ตลาดบ้านซูเปอร์หรูมีการแข่งขันด้านราคาสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568
แนวโน้มเศรษฐกิจและผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์
จากข้อมูลที่นำเสนอ เราสามารถสรุปแนวโน้มสำคัญบางประการสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ได้ดังนี้
การฟื้นตัวของตลาดบน: แม้ภาพรวมเศรษฐกิจอาจเผชิญความท้าทาย แต่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคา 7-10 ล้านบาทขึ้นไป ยังคงมีความแข็งแกร่ง ผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีกำลังซื้อที่สม่ำเสมอและสามารถดำเนินการซื้อขายได้ต่อเนื่อง สะท้อนถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง
ความท้าทายของตลาดแมส: ในทางกลับกัน ตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงล่าง (ราคา 3-5 ล้านบาท) กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ คือปัญหาการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่สูงขึ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
การลงทุนโดยผู้ประกอบการรายใหญ่: การกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ 10 ราย บ่งชี้ว่า การแข่งขันในตลาดระดับมหภาคอาจเข้มข้นขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็กอาจต้องปรับกลยุทธ์เพื่อหาช่องว่างในตลาด หรือมุ่งเน้นในเซ็กเมนต์เฉพาะ
ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่: ตลาดลักชัวรี่และอัลตราลักชัวรี่ยังคงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ผู้พัฒนาที่สามารถนำเสนอโครงการที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพสูง และบริการที่เป็นเลิศ จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจได้
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ปี 2568: โอกาสและความท้าทาย
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย การทำความเข้าใจภาพรวมตลาดนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกประเภทอสังหาริมทรัพย์ ทำเลที่ตั้ง และผู้พัฒนาที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในการลงทุน
หากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนที่อยู่อาศัย หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 เพื่อประกอบการตัดสินใจ เราพร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของท่าน ติดต่อเราวันนี้เพื่อร่วมสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างชาญฉลาด