ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยครึ่งปีแรก 2568: ยักษ์ใหญ่ครองส่วนแบ่งมูลค่าลงทุนสูงสุด
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ในภาวะเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Economy) ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญกับการ
เปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา ข้อมูลเชิงลึกจาก AREA (Agency for Real Estate Affairs) ชี้ให้เห็นถึงการกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาในแง่ของ “มูลค่าการลงทุน” ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทุ่มทุนและศักยภาพในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง
รายงานฉบับนี้จะเจาะลึกถึงภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งบ้านแนวราบ (บ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, ทาวน์เฮาส์) และคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งเป็นศูนย์กลางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2568 โดยเน้นการวิเคราะห์จากข้อมูล Big Data ที่รวบรวมโดย AREA ภายใต้การนำของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน AREA เพื่อนำเสนอภาพความเป็นผู้นำในมิติต่างๆ ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทย
การกระจุกตัวของอำนาจตลาด: Top 10 ครองส่วนแบ่งกว่า 70%
จากการสำรวจของ AREA พบว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีการเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 15,452 หน่วย คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 110,820 ล้านบาท ด้วยราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 7.172 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
สิ่งที่น่าจับตาคือ การกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเฉพาะ 10 บริษัทชั้นนำที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากการสำรวจในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ชี้ให้เห็นว่า 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ สามารถสร้างการลงทุนรวมกันถึง 72,219 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 71% ของมูลค่าตลาดรวม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจในการขับเคลื่อนตลาดและศักยภาพในการพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าสูงของกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้
“แสนสิริ” ผู้นำด้านปริมาณการเปิดตัวโครงการใหม่
เมื่อพิจารณาในมิติของ “จำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่” บมจ.แสนสิริ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรก 2568 โดยบริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 1,847 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 12% ของจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ทั้งหมด การพัฒนาโครงการจำนวนมากนี้ ส่งผลให้แสนสิริเป็นอันดับ 1 ในด้านปริมาณการเปิดขายใหม่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์
แสนสิริได้พัฒนาโครงการรวมมูลค่า 10,519 ล้านบาท จากการเปิดตัว 7 โครงการใหม่ โดยมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 5.695 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดที่ผู้บริโภคระดับกลางถึงบนยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของอันดับ 2 ถึง 5 ด้านจำนวนหน่วยเปิดใหม่ ประกอบด้วย บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ที่เปิดตัว 1,661 หน่วย, บมจ.แอสเซทไวส์ จำนวน 1,355 หน่วย, บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท จำนวน 929 หน่วย และ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำนวน 875 หน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด
“เอพี (ไทยแลนด์)” ยืนหนึ่งด้านมูลค่าการลงทุนโครงการใหม่
ในขณะที่แสนสิริเป็นผู้นำด้านปริมาณหน่วยเปิดใหม่ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) กลับเป็นผู้นำในด้าน “มูลค่าการลงทุนโครงการใหม่” โดยบริษัทได้ทุ่มงบประมาณในการพัฒนารวมมูลค่าสูงถึง 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าตลาดรวม
การลงทุนมูลค่ามหาศาลนี้ เกิดจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจำนวน 1,661 ยูนิต ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นราคาเฉลี่ยต่อหน่วย จะอยู่ที่ 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดรวมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของเอพีในการพัฒนาโครงการที่มีมูลค่าสูงและตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบน
สำหรับอันดับ 2 ถึง 5 ในด้านมูลค่าการลงทุนโครงการใหม่ ประกอบด้วย บมจ.แสนสิริ ด้วยมูลค่าเปิดตัวใหม่ 10,519 ล้านบาท, บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่เปิดตัวใหม่ 10,362 ล้านบาท, บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ด้วยมูลค่า 8,230 ล้านบาท และ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีมูลค่าการลงทุน 8,230 ล้านบาท การแข่งขันในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่จึงเข้มข้น โดยเฉพาะในเซ็กเมนต์ที่มีมูลค่าสูง
“เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” สร้างปรากฏการณ์ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุด
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 ยังคงเต็มไปด้วยสีสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยระดับ Ultra-Luxury ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ โดยแม้จะพัฒนาเพียง 1 โครงการใหม่ ด้วยจำนวน 45 หน่วย แต่มีมูลค่ารวมสูงถึง 4,559 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการนี้พุ่งสูงถึง 101.3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่โดดเด่นในด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วย โดยมีราคาเฉลี่ยในการพัฒนาโครงการสูงถึง 20.627 ล้านบาท ซึ่งติดอันดับต้นๆ ใน 10 บริษัทแรก
บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ยังคงรักษามาตรฐานในการเป็น “แชมป์” ด้านการพัฒนาสินค้าราคาแพงมาอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 บริษัทมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบ้านในเซ็กเมนต์ Ultra-Luxury
ที่น่าสนใจคือ การเปิดตัวบ้านในเซ็กเมนต์ Ultra-Luxury แบรนด์ “SONLE Residences” ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 5 หลัง ด้วยราคาขายต่อหลังที่สูงถึง 260-400 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้จะถูกนับรวมเป็นสถิติการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นี้ คาดว่าปรากฏการณ์นี้จะยิ่งทำให้ตลาดบ้านซูเปอร์หรูมีการแข่งขันด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลัง
ภาพรวมและแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2568
การวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ประการแรกคือ การกระจุกตัวของส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงความได้เปรียบด้านเงินทุน ประสบการณ์ และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของบริษัทมหาชนเหล่านี้
ประการที่สองคือ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนและ Ultra-Luxury แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทาย ผู้บริโภคกลุ่มกำลังซื้อสูงยังคงมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการ
จากข้อมูลข้างต้น ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568 และปีต่อๆ ไป ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งในด้านการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างจุดเด่นที่แตกต่างเพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาด
หากท่านเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย การทำความเข้าใจถึงแนวโน้มและพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง AREA พร้อมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลการตลาดที่ทันสมัย เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจลงทุนและวางกลยุทธ์ทางธุรกิจของท่าน
มาร่วมสำรวจโอกาสและความท้าทายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไปพร้อมกันกับข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและทันสมัยที่สุด