ผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2568: เจาะลึก Big Data การเปิดตัวโครงการใหม่
ในโลกของอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2568 ยังคงมีการแข่งขันที่ดุเดือดและน่าจับตามอง แม้ว่าผู้เล่นรายใหญ่ทุกรายจะสามารถสร้างจุดยืนและคว
ามโดดเด่นให้กับแบรนด์ของตนเองได้ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำตลาดบ้านหรูราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป, การพัฒนาโครงการที่ยั่งยืน, การขยายฐานในตลาดต่างจังหวัด, หรือผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดชายหาด แต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำยิ่งขึ้น จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของ “ความเป็นผู้นำ” ที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองมิติสำคัญ คือ “มูลค่าการลงทุน” และ “จำนวนหน่วยลงทุน” ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย AREA นำเสนอ Big Data การเปิดตัวโครงการใหม่ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ท็อป 10 ผูกขาดตลาดกว่า 71%
จากการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งถือเป็นสมรภูมิใหญ่ที่สุดของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 พบว่า ตลาดมีการเปิดตัวโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 15,452 หน่วย มูลค่าโครงการโดยรวมสูงถึง 110,820 ล้านบาท ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 7.172 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทายและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง โครงการบ้านและคอนโดมิเนียมในตลาดแมส (Mass Market) ที่มีราคาประมาณ 3-5 ล้านบาท กลับประสบปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินในอัตราที่สูง ขณะที่กลุ่มตลาดบนที่มีราคาสูงขึ้นไปถึง 7-10 ล้านบาทขึ้นไป ยังคงสามารถดำเนินการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของกำลังซื้อในกลุ่มบนที่ยังคงมีอยู่
เมื่อพิจารณาการลงทุนในการเปิดขายโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ 10 อันดับแรก พบว่า ตลาดส่วนใหญ่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ หรือที่เรียกว่า “บิ๊กแบรนด์” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แม้ว่าจะมีเพียง 10 บริษัท แต่กลับสามารถครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ได้อย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นเกือบ 3 ใน 4 ของตลาดรวม
ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์หลักมี 2 ส่วนด้วยกัน คือ “ข้อมูลจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่” และ “ข้อมูลมูลค่าการลงทุนใหม่”
จำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่: ในภาพรวมช่วงครึ่งปีแรก 2568 ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 15,452 ยูนิต ในจำนวนนี้ 10 บริษัทชั้นนำ เปิดตัวโครงการรวมกันถึง 10,324 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 67% หรือเกินกว่า 2 ใน 3 ของตลาดรวม
มูลค่าการลงทุนใหม่: สำหรับมูลค่าการลงทุนโดยรวมของตลาดในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 110,820 ล้านบาท โดย 10 บริษัทชั้นนำ มีมูลค่าการลงทุนใหม่รวมกันถึง 72,219 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 71% หรือเกือบ 3 ใน 4 ของมูลค่าตลาดรวม
“แสนสิริ” ขึ้นแท่นผู้นำด้านจำนวนหน่วยเปิดใหม่
จากการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุด คือ บมจ.แสนสิริ โดยสามารถเปิดตัวโครงการได้ถึง 1,847 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 12% ของจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ทั้งหมดในตลาด (ซึ่งมีจำนวน 15,452 ยูนิต) ด้วยจำนวนหน่วยที่เปิดตัวสูงสุดนี้ ทำให้ “แสนสิริ” ครองอันดับ 1 ในด้านจำนวนหน่วยเปิดใหม่
“แสนสิริ” ได้พัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 1,847 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 10,519 ล้านบาท จากการเปิดตัว 7 โครงการใหม่ โดยมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 5.695 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภคในระดับกลางถึงบน
ตามมาด้วยบริษัทอื่นๆ ใน 5 อันดับแรก ได้แก่:
บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) จำนวน 1,661 หน่วย
บมจ.แอสเซทไวส์ จำนวน 1,355 หน่วย
บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท จำนวน 929 หน่วย
บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำนวน 875 หน่วย
“เอพี (ไทยแลนด์)” ก้าวขึ้นผู้นำด้านมูลค่าการลงทุน
ในมิติของ “มูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่” บริษัทที่โดดเด่นและครองอันดับ 1 คือ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) โดยบริษัทได้พัฒนามูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด
แม้ว่า “เอพี (ไทยแลนด์)” จะพัฒนาที่อยู่อาศัยจำนวน 1,661 ยูนิต (ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 ด้านจำนวนหน่วย) แต่ด้วยมูลค่าการลงทุนที่สูง ทำให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการที่เปิดตัวโดย “เอพี (ไทยแลนด์)” อยู่ที่ประมาณ 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับ 5 อันดับแรกในด้านมูลค่าการลงทุนเปิดขายใหม่ ได้แก่:
บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) มูลค่า 21,085 ล้านบาท
บมจ.แสนสิริ มูลค่า 10,519 ล้านบาท
บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มูลค่า 10,362 ล้านบาท
บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มูลค่า 8,230 ล้านบาท
บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มูลค่า 8,230 ล้านบาท
“เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” ทะยานสู่จุดสูงสุดด้วยราคาเฉลี่ยต่อหน่วย 101.3 ล้านบาท
สิ่งที่สร้างสีสันและความน่าสนใจอย่างมากในการเปิดตัวโครงการใหม่ช่วงครึ่งปีแรก คือ “มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วย” ที่แสดงให้เห็นถึงความหรูหราและ exclusivity ของโครงการระดับ Ultra-Luxury
บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 1 โครงการ จำนวน 45 หน่วย แต่มีมูลค่าโครงการรวมสูงถึง 4,559 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของโครงการนี้สูงถึง 101.3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูง ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโครงการที่เปิดตัว โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 20.627 ล้านบาท
ขณะที่ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมักจะเป็น “แชมป์” ในการพัฒนาโครงการราคาสูงอยู่เสมอ ในช่วงครึ่งปีแรกนี้มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท เนื่องจากการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม ซึ่งถือว่ายังคงรักษามาตรฐานของกลุ่มลูกค้า Ultra-Luxury ไว้ได้
อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวบ้านแบรนด์ “SONLE Residences” ในเซ็กเมนต์ Ultra-Luxury ที่มีเพียง 5 หลัง ราคาขายต่อหลังตั้งแต่ 260-400 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะถูกนับเป็นสถิติของการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นี้ จะยิ่งเพิ่มดีกรีการแข่งขันด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วยให้สูงขึ้นไปอีกในตลาดบ้านหรูระดับ Super Luxury ตลอดช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้
บทสรุปและโอกาสสำหรับนักลงทุน
ข้อมูล Big Data การเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย:
การรวมศูนย์ของอำนาจตลาด: ผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือ “บิ๊กแบรนด์” ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ แสดงถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครือข่ายการขาย
การแบ่งขั้วของตลาด: ตลาดแมส (Mass Market) กำลังเผชิญความท้าทายในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ตลาดบน (High-End) และตลาด Ultra-Luxury ยังคงมีความต้องการที่แข็งแกร่ง
ความสำคัญของมูลค่า: นอกเหนือจากจำนวนหน่วยที่เปิดขาย มูลค่าการลงทุนและราคาเฉลี่ยต่อหน่วย กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพและตำแหน่งทางการตลาดของแต่ละแบรนด์
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเช่นนี้ จะช่วยให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น การทำความเข้าใจถึงแบรนด์ที่แข็งแกร่งในแต่ละเซ็กเมนต์ การจับตาดูเทรนด์ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย และการประเมินถึงศักยภาพในการเข้าถึงกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
หากท่านกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาที่ตรงจุดและครอบคลุมทุกมิติของตลาดในปี 2568 นี้